มหาสมุทรของโลกกำลังถูกกลืนกินด้วยคลื่นขยะ ไม่ว่าจะเป็นจากพลาสติกห่อลูกอม ถุงพลาสติก โฟม กระป๋อง ขวด หรือสิ่งของจากการอุปโภคบริโภคของเรา ไปจนถึงขนาดใหญ่มหึมาอย่างโซฟา ตู้เย็น เป็นต้น โดยประเทศอันดับ 6 ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาขยะในมหาสมุทรของโลก คือประเทศไทยของเรา  ปัญหาขยะในมหาสมุทรเองก็ไร้ขอบเขตไร้พรมแดนประเทศ เช่นเดียวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ และท้ายที่สุดแล้วสารพิษจากขยะที่ลงสู่ทะเลเหล่านี้ก็จะย้อนกลับเข้าตัวเรา และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเรา

ในแต่ละปีขยะพลาสติกจากทั่วโลกปริมาณราว 8 ล้านตันได้ถูกทิ้งลงสู่มหาสมุทร  ซึ่งที่เราเห็นเป็นแพขยะจำนวนมหาศาลนั้นถือเป็นเพียงร้อยละ 5 ของขยะในทะเล  ส่วนที่เหลือนั้นจมอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร จากงานวิจัยของ Jenna R. Jambeck ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ระบุไว้ว่า ในปี 2558  ประเทศไทย คือประเทศที่ทิ้งขยะลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดในโลกเป็นลำดับที่ 6  โดยประมาณแล้วมีปริมาณขยะในทะเลจากประเทศไทยราว 150,000 – 410,000 เมทริกตันต่อปี ซึ่งเกิดขึ้นเพราะขาดมาตรการจัดการขยะอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ มีเพียงร้อยละ 40 ที่ขยะถูกจัดการได้อย่างเหมาะสม แต่ที่เหลือนั้นจะเป็นขยะที่กองทิ้งไว้ของชุมชน และมักจะถูกพัดพาลงสู่มหาสมุทรในที่สุด

It's a plastic world - English from It's a plastic world on Vimeo.

  

“หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ในปริมาณปลาทุก 3 ตัน อาจมีพลาสติกอยู่ประมาณ 1 ตัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่คาดไม่ถึงที่จะมาพร้อมกับผลกระทบที่ตามมา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” Nicholas Mallos ผู้อำนวยการโครงการด้านขยะทะเลแห่งองค์กร Ocean Conservancy กล่าว

ทิ้งแล้วก็แล้วไป จะเกี่ยวอะไรกับเรา?

  • พลาสติกที่เราทิ้งไปนั้นไม่สามารถย่อยสลายได้ หรือใช้เวลานานนับร้อยปีกว่าจะย่อยสลาย แต่จะแตกตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ซึ่งมักจะถูกปลาหรือสัตว์ทะเลอื่น ๆ กินเข้าไป ข้อเท็จจริงนี้ผิดจากที่นักวิทยาศาสตร์เคยคิดไว้ว่าพลาสติกจะแตกตัวต่อเมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูง และใช้เวลานานหลายร้อยปี แต่อันที่จริงแล้วนักวิจัยค้นพบว่าสามารถแตกตัวได้ในอุณหภูมิที่ไม่สูงนัก และภายในหนึ่งปีที่ขยะพลาสติกลงสู่ทะเล
  •  สารพิษทวีคูณ สารพิษในพลาสติกจะสะสมมากขึ้น เนื่องจากการกินกันในห่วงโซ่อาหาร จากปลาเล็กสู่ปลาใหญ่ และในที่สุดมาถึงจานอาหารของมนุษย์ ผู้ที่อยู่บนยอดของห่วงโซ่อาหาร
  • พลาสติกในมหาสมุทรนั้น สามารถดูดซับสารพิษในน้ำทะเลได้ ราวกับฟองน้ำ  ซึ่งอาจมีความเป็นพิษมากกว่าน้ำทะเลอย่างทวีคูณหลายล้านเท่า เรียกได้ว่า นอกจากสารพิษในตัวของมันเองแล้ว ยังมีการดูดซึมสารพิษอื่นในทะเลมาอีกด้วย
  • สารประกอบที่อันตรายของพลาสติก ได้แก่ ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท รวมถึง ดีอีเอชพี (DEHP) ซึ่งเราอาจพบสารพิษเหล่านี้ได้ในปลาทะเล
  • สารพิษในพลาสติกเหล่านี้อาจก่อโรคร้ายต่างๆ ได้ อาทิ เป็นสารก่อมะเร็ง ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และพัฒนาการของร่างกายในวัยเด็ก
  • สาร BPA สารตั้งต้นเพื่อใช้ในการผลิตพลาสติก ซึ่งมีส่วนในการรบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อของร่างกาย เป็นสาเหตุของโรคหลายโรคได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคตับ ถึงแม้เราจะเลือกบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารที่ปราศจากสาร BPA แต่หาก BPA แตกตัวอยู่ในท้องทะเลและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร เราก็จะได้รับผลกระทบจากสารพิษชนิดนี้เช่นกัน

เราไม่มีทางรู้เลยว่า เมื่อใดที่พลาสติกที่เราทิ้งไปแล้ว จะย้อนกลับมาหาเราในรูปแบบของอาหาร ดังที่ Achim Steiner ผู้อำนวยการบริหารโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) กล่าวว่า “ขยะทะเล หรือทะเลขยะนั้น เป็นโรคร้ายที่เป็นผลพวงจากสังคมที่ทิ้งขว้าง และการใช้ทรัพยาการทางธรรมชาติของเรา”

ปัญหาพลาสติกนี้จุดเริ่มต้นของปัญหาคือตัวเราเอง ทางออกที่เราสามารถทำได้คือ ลดการใช้พลาสติก เลิกใช้พลาสติกที่ใช้เพียงครั้งเดียว และนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ เปลี่ยนวัฒนธรรมการใช้พลาสติกและการบริโภคนิยมเป็นการใช้อย่างคุ้มค่าและฟุ่มเฟือยน้อยที่สุด นอกจากนี้ภาคบริษัทอุตสาหกรรมยังต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้ผลิตต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยการหันมาผลิตสินค้าที่ลดการใช้พลาสติก และใช้วัสดุที่ยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงภาครัฐเองยังสามารถร่วมผลักดันภาคอุตสาหกรรมได้ด้วยการกำหนดนโยบายให้เกิดการร่วมมือกันรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเราสามารถยุติกระแสคลื่นขยะพลาสติกนี้ได้ เพื่ออนาคตของโลกและของเรา