การต่อสู้เพื่อยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ของภาคประชาชนในนามเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ในที่สุดต้องมาถึงขั้นที่ประชาชนต้องออกมา “ภาวนา” เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรักษาคำมั่นที่ให้ไว้ และผลักดันให้กระบี่เดินหน้าพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อยตามศักยภาพที่มีภายในเวลา 3 ปี 

 

เป็นเวลา 12 วัน ที่เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน นำโดย นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล นายอัครเดช ฉากจินดา นายสหพร ทิพย์จำนง และ ม.ล.รุ่งคุณ กิติยา ทำการเรียกร้องอย่างสงบบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ด้วยการนั่งภาวนา กดดันรัฐบาลสั่งยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ แต่คำตอบเดียวที่ได้รับจากรัฐบาลคือ การชะลอโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ แต่ไม่ยกเลิก เนื่องจากไม่สามารถรับรองผลกระทบเรื่องปริมาณไฟฟ้าไม่พอใช้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ยอมรับเงื่อนไขของเครือข่ายฯ ด้วยการให้ชะลอกระบวนการอีไอเอ ยุติการประมูล และให้กระบี่ทำพลังงานหมุนเวียน 3 ปี ภายใต้การสนับสนุนสายส่งและการรับซื้อของรัฐบาล พร้อมกับตั้ง คณะกรรมการไตรภาคีเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งข้อสรุปออกมาว่า กระบี่มีศักยภาพพลังงานหมุนเวียน 1,700 เมกะวัตต์ มากกว่าการใช้ทั้งจังหวัดกว่า 10 เท่าตัว โดยจะมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 169 เมกะวัตต์ ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นข้อหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่า กระบี่สามารถเป็นจังหวัดพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อยได้ภายในระยะเวลา 3 ปี แต่ยังขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังของภาครัฐ เช่น ปัญหาสายส่งไฟฟ้าเต็ม และการรับซื้อพลังงานหมุนเวียนโดยไม่จำกัดจำนวน ซึ่งภาคประชาชนกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้กระบี่สามารถเป็นจังหวัดนำร่องพลังงานหมุนเวียน แต่แล้ว ความไม่ชอบธรรมในการรับฟังและยอมรับความเห็นของคณะกรรมการไตรภาคีกลับกลายเป็นอีกความล้มเหลวหนึ่งของภาครัฐ ในการพิสูจน์ตนเองถึงการให้ความสนับสนุนอย่างจริงจัง ไม่มีแผนการดำเนินการ และไม่มีข้อสรุปใด แต่กลับมีการประกาศอย่างต่อเนื่องจากทั้งจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และจากกระทรวงพลังงานว่าจำเป็นจะต้องเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

“การสั่งชะลอดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติจริงได้”

จากคำตอบของนายกรัฐมนตรีเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินเห็นว่าการสั่งชะลอดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติจริงได้ เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวไม่ได้ปรากฏวันเวลาว่าจะชะลอถึงเมื่อใด ไม่มีมาตรการในทางปฏิบัติที่จะนำไปสู่การชะลอตามคำสั่ง เพื่อให้คำสั่งมีผลในทางปฏิบัติ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินจึงขอให้นายกฯมีคำสั่ง มาตรการในการปฏิบัติ 4 ข้อ มีใจความดังนี้

  1. ส่งเสริมกระบี่ให้ดำเนินการด้วยพลังงานหมุนเวียนได้ ตามศักยภาพ 1,700 เมกะวัตต์
  2. กฟผ.ถอนรายงาน EHIA และให้รายงานฉบับนี้หมดสภาพ ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก
  3. กฟผ.ยกเลิกการประมูลทั้งโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือโดยทันที
  4. กฟผ.ถอนกำลังออกจากพื้นที่ทั้งทีมงานที่ทำงานด้านมวลชน และหยุดการโฆษณาเพื่อให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่โดยทันที

“ชะลอ≠ยุติ นายกอย่าเสียสัตย์”

ประชาชนหลายภาคส่วนกำลังร่วมผลักดันให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ หันมายุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559  นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ได้แถลงการณ์ร่วมสนับสนุนการเรียกร้องครั้งนี้ เนื่องจากกังวลในด้านผลกระทบต่อแหล่งทำกิน แหล่งท่องเที่ยว รวมถึงความไม่โปร่งใสในการดำเนินการโครงการ โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ประการ คือ  (1.) ยุติการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ  (2.) ยุติการประมูลโรงไฟฟ้าและท่าเรือ และ (3.) ให้จังหวัดกระบี่พิสูจน์ 3 ปี ด้วยการทำพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย ซึ่งสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน

ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติบางส่วนก็ได้ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐปกป้องกระบี่และอันดามันซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่สวยงามของประเทศไทย เพราะทางเลือกของพลังงานมีมากกว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงถ่านหินที่สร้างผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และการท่องเที่ยว

“หากศึกษาพบว่า กระบี่มีศักยภาพเพียงพอต่อการใช้ จะส่งเสริมจังหวัดกระบี่ให้ดำเนินการทำพลังงานหมุนเวียนได้” นี่คือคำมั่นที่นายกรัฐมนตรีเคยให้ไว้กับประชาชน และคณะอนุกรรมการได้ศึกษาสรุปออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า กระบี่มีศักยภาพพลังงานหมุนเวียน 1,700 เมกะวัตต์ สามารถรองรับการใช้งานทั้งจังหวัดได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้รัฐบาลควรมีความชัดเจนในนโยบายตามคำกล่าวแถลงต่อที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP 21) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ถือเป็นอีกคำมั่นแสดงเจตนารมณ์ร่วมต่อกรวิกฤตโลกร้อนที่ได้ให้ไว้กับเวทีโลก

คงได้แต่ขอ “ภาวนาให้” รัฐบาลไทยไม่ผิดคำมั่น ทั้งต่อประชาชนชาวไทย และต่อเวทีโลก อันจะสร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของกระบี่อย่างไร้วันหวนคืน