ในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกผลผลิตทางทะเลขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสี่ของโลก ประเทศไทยมีรายรับกว่า 6.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (233 พันล้านบาท) ต่อปี จากธุรกิจการประมง แต่ในหลายปีที่ผ่านมา เรื่องการประมงสากลได้ถูกนำขึ้นมาถกภายใต้กระแสการรายงานของสื่อมวลชนที่เปิดโปงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับสายการผลิตอาหารทะเลระดับโลกนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการปฏิรูปด้านการค้ามนุษย์เมื่อปลายปีที่แล้ว และการนำร่องระบบติดตามเรือประมงเพื่อรักษาไว้ซึ่งข้อกฎหมาย การประมงที่ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) พร้อมทั้งการกระทำการทารุณทางด้านสิทธิมนุษยชนบนเรือที่อยู่ห่างออกไป ไกลจากการตรวจตรา ยังคงดำเนินต่อไป

เพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ในประเทศอินโดนีเซียและประเทศปาปัวนิวกินี เหล่าผู้ทำผิดกฎหมายได้ย้ายไปดำเนินการ ณ​ บริเวณที่มีสิ่งแวดล้อมอันเปราะบางอย่างบริเวณชายฝั่งซาลา เดอ มัลฮา (Saya de Malha) ออกไปทางแอฟริกาตะวันออกและมหาสมุทรอินเดียตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว 

ตามรายงานจากกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ติดตามสะกดรอยการเคลื่อนไหวเมื่อระหว่างปี 2557 ถึง 2559 ในบริเวณนี้ เรือประมงของไทยยังคงจับปลาและขนย้ายสัตว์น้ำที่จับได้โดยไม่ผ่านการอนุญาต ใช้วิธีการประมงแบบทำลายล้างและไม่ยั่งยืน พร้อมกับการที่ลูกเรือกลายเป็นเหยื่อค้ามนุษย์และการใช้แรงงานเกินขนาดในสภาพการทำงานที่น่าเวทนา

เมื่อต้นปี 2559 กรีนพีซได้สัมภาษณ์ลูกเรือ 15 คน และพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งเคยถูกข่มเหงทางร่างกายระหว่างที่ทำงานอยู่บนเรือประมง พวกเขาถูกเตะตีโดยหัวหน้าผู้ควบคุมเรือ ในบางสถานการณ์ ผู้กระทำใช้อาวุธ อย่างเช่น แท่งไม้ และหินเหลามาตีลูกเรือ หนึ่งในหลายๆเหตุผลคือการป่วยไข้ โดยเฉพาะเวลาที่มีอาหารไม่เพียงพอบนเรือ ทำให้ลูกเรือที่อ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรงต้องหลบไปพัก

โภชนาการคุณภาพแย่บวกกับการใช้แรงงานอย่างหนัก นำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคเบอริเบอริ และถึงขั้นเสียชีวิตถึง 6 ราย จากเท่าที่มีการรายงานมา ในใจกลางโศกนาฏกรรมนี้ คือวงจรความยุ่งเหยิงเรื่องกรรมสิทธิ์จากภาคส่วนที่รับผิดชอบเรื่องการประมงสากลและการแปรรูปอาหารทะเล

กองเรือประมงไทยได้ย้ายไปยังบริเวณซายา เดอ มัลฮาแบงก์ ในมหาสมุทรอินเดีย พื้นที่ดังกล่าวนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ทางสิ่งแวดล้อมสูงและเปราะบาง และในขณะเดียวกันยังคงขาดการจัดการด้านการประมงอย่างมีประสิทธิภาพ

การขนส่งสินค้าและสัตว์น้ำกลางทะเล ยังเป็นปัญหาสำคัญในวงจรธุรกิจของไทย การทำเช่นนี้หมายความว่าเรือประมงในเขตน่านน้ำสากลหรือบริเวณชายฝั่งซายา เดอ มัลฮา จะยังคงลอยลำอยู่ แล้วมีเรือแม่จะเดินทางมาด้วยระยะทางกว่า 7,000 กิโลเมตรเพื่อจะนำส่งเสบียง (และบางครั้งรวมถึงเหล่าแรงงานจากการค้ามนุษย์) และการรับสินค้าสัตว์น้ำ

จากรายงานพบว่ามีการรวมปริมาณฉลามจากการจับสัตว์น้ำพลอยได้ถึงร้อยละ 50 การขนส่งสินค้าและสัตว์น้ำกลางทะเลเอื้อให้สามารถอยู่ในทะเลโดยไม่ต้องเข้าฝั่งเป็นไปได้อย่างไม่มีกำหนด ห่างไกลจากสายตาและห่างไกลจากการบังคับทางกฎหมาย

จากการติดตามข้อมูลเรือประมงบริเวณชายฝั่งซายา เดอ มัลฮา ของกรีนพีซ พบว่าการค้ามนุษย์ การแสวงหาประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง การกระทำการทารุณกรรม ความประมาทเลินเล่อ และการประมง IUU เป็นประเด็นหลักที่ยังคงมีในการดำเนินการของกลุ่มอุตสาหกรรมประมงนอกน่านน้ำไทย พร้อมกับการกลับมาของเรือขนถ่ายหรือเรือแม่ในการประมงนอกน่านน้ำ ทำให้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นที่ธุรกิจอื้อฉาวเช่นนี้จะถูกดำเนินการในที่อื่นๆ

อาหารทะเลจากชายฝั่งซายา เดอ มัลฮา ยังคงเป็นต้นสายการลำเลียงหลักให้กับบริษัทผู้ผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก การปฏิบัติงานที่ถูกป้ายไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการประมง IUU ที่รวมหลายแบรนด์หลักๆและการกระจายสินค้าไปทั่วโลกของพวกเขาเข้าไปด้วย ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบและความโปร่งใสด้านการจัดหาที่ชัดเจนกว่านี้

ด้วยสถานะใบเหลืองที่ให้ไว้โดยสหภาพยุโรปยังคงหลอกหลอนประเทศไทย และการตรวจสอบที่กำลังตามมา รัฐบาลไม่สามารถที่จะเสียหน้าได้อีก พวกเขาต้องคิดหาวิธีเพื่อจับตาดูและจัดระเบียบอุตสาหกรรมประมงให้ได้ และหันไปกำจัดการประมงแบบทำลายล้างที่มีการแสวงหาประโยชน์อย่างไม่ถูกต้องให้หมดสิ้นอย่างถาวร

การตรวจตราต่างๆในตอนนี้ถือเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยเพื่อจัดการกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการประมงที่เข้าข่าย IUU แต่การที่จะดึงตัวต้นต่อของเรื่องออกมาได้ รัฐบาลควรปรับปรุงให้ขอบข่ายการตรวจตราและการแบ่งปันข้อมูลกับต่างประเทศและประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ในกรณีของเรือประมงในซายา เดอ มัลฮา การควบคุมเพียงชั่วคราวในเรื่องการขนส่งสินค้าและสัตว์น้ำกลางทะเลนอกน่านน้ำนั้นยังไม่เพียงพอ การควบคุมเหล่านี้ควรเป็นสิ่งที่ถาวร พร้อมกับการใคร่ครวญอย่างละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องการขนส่งสินค้าและสัตว์น้ำกลางทะเล และดำเนินนโยบายการยุติวิธีการนี้ด้วยประการทั้งปวง ในระหว่างนี้ทางรัฐบาลก็ควรจะรับผิดชอบความเป็นเจ้าของเรือประมงเหล่านั้น และดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่ามีการจัดการที่เหมาะสมและมีมาตรการการป้องกันความสูญเสีย และนำไปใช้กับการประมงที่ซายา เดอ มัลฮา

การที่ประเทศไทยพึ่งพาแรงงานต่างชาติอย่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และแรงกดดันจากผู้เฝ้าระวังจากนานาชาติในเรื่องประเด็นสิทธิมนุษยชน ประเทศต้องการนโยบายที่จะสามารถทำให้แน่ใจได้ว่าแรงงานกลุ่มนี้จะได้รับการปฏิบัติอย่างสมเกียรติ การคุ้มครองดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อที่จะใช้ปกป้องแรงงานที่อยู่บนเรือประมง

ผู้ผลิต ผู้ซื้อ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และผู้บริโภค สามารถที่จะบีบให้ประมงที่แปดเปื้อนนี้ออกไปจากตลาดได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดความรับผิดชอบนี้ขึ้นอยู่กับทางอุตสาหกรรมเอง

วัตถุดิบอาหารทะเลที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อาจมาจากการจับโดยแรงงานบังคับ ที่ไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ด้วยเหตุนี้การปรับปรุงระบบการตรวจสอบย้อนกลับจึงจำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารทะเล

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เข้าบทใหม่ของการเป็นประเทศหนึ่ง ที่เริ่มต้นการเดินไปข้างหน้าสู่การกำจัดการประมงสกปรกและการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้ออกจากห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล แต่ถ้าหากไม่มีการใคร่ครวญและการควบคุมที่รัดกุม บวกกับภาระรับผิดชอบของภาคการประมงระหว่างประเทศของไทย การปฏิรูปที่ได้มาด้วยความยากลำบากจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายไปโดยปริยาย และหลังจากมีการเผยแพร่รายงานพลิกวิกฤต หน่วยงานภาครัฐมีความตื่นตัวและมีแผนการดำเนินงานเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในส่วนของภาคประชาชนและผู้บริโภคคงต้องร่วมมือกันผลักดันให้ภาครัฐมีนโยบายที่ดีขึ้นและในขณะเดียวกันส่งเสริมให้ผู้ผลิตมีการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมทั้งในสิ่งแวดล้อมและคนทำงานตลอดห่วงโซ่การผลิต

ภาคเอกชน ภาครัฐ หน่วยงานกิจการเพื่อสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในและนอกประเทศ ล้วนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบด้วยกันเพื่อทำให้แน่ใจว่ามีเพียงอาหารทะเลที่ผลิตโดยวิธีที่ยั่งยืนและเป็นธรรมเท่านั้นที่จะขึ้นไปอยู่บนชั้นวางสินค้า ตู้เย็น ร้านซูชิ และชามอาหารแมวรอบโลก

บทสรุปรายงาน “พลิกวิกฤต:การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำประมงผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมการประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทย” สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.greenpeace.or.th/turnthetide


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่