จากการที่ได้รับเชิญชวนในฐานะอาสาสมัครให้เข้ามาร่วมกิจกรรมร่วมทำแนวป้องกันไฟป่า ที่ค่ายเยาวชนดอยหลวงเชียงดาว ป่าต้นน้ำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งกิจกรรมนี้จัดขึ้นโดย พี่อ้วน นิคม พุทธา ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิง และอาสาสมัครกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย ได้ไปเข้าร่วมด้วย

อานันท์ นาคนงนุช อาสาสมัครกรีนพีซ ภาพโดย ผณิตา คงสุข

ตลอดการเดินทาง ผมทบทวนและหาคำตอบกับตัวเองว่าทำไมเราต้องเดินทางมาตั้งไกล เพื่อมาทำแนวกันไฟ ผมเลยลองหาข้อมูลเกี่ยวกับดอยหลวงเชียงดาวดู จนพบว่า ดอยหลวงเชียงดาว นอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมากแล้วยังเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นแม่น้ำหนึ่งในสี่สายหลักที่ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงตอนนี้ผมเริ่มคิดได้แล้วว่า ป่าแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่ผมคิดแล้ว

ในช่วงฤดูแล้งป่าแห่งนี้จะเกิดไฟป่าเป็นประจำ และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในช่วงปีหลัง ๆ ที่ผ่านมา สาเหตุของการเกิดไฟป่าที่ผมได้ทราบข้อมูลมาจากพี่ทีมงานที่มาด้วยกันเป็นข้อมูลเบื้องต้นนั้น คือ ไฟป่าแห่งนี้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุหลัก ๆ 3 ประการ ได้แก่

1. ไฟป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เนื่องจากมีเชื้อเพลิงสะสมอยู่มากมาย นั่นคือใบไม้ และกิ่งไม้ และเมื่อฤดูแล้งมาถึง ไฟป่าก็เกิดขึ้น

2. เกิดจากการเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ ซึ่งกระทำโดยผู้ที่อยู่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับแนวป่า และมีอาชีพหาของป่าล่าสัตว์ การเผาป่าเพื่อล่าสัตว์คือการเผาป่าให้ไฟไหม้ และสัตว์หนีไฟไหม้ออกมา เมื่อสัตว์ป่าออกมาก็ทำการล่าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

3. การเผาเพื่อเตรียมพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะพืชอาหารสัตว์ เช่นข้าวโพด หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีของเหลืออาทิ เปลือกและซังข้าวโพดเป็นจำนวนมาก ซึ่งเกษตรกรนิยมกำจัดด้วยวิธีการเผาเพราะเป็นวิธีการที่ถูกและเร็วที่สุด

สิ่งหนึ่งที่เกิดตามมาจากไฟป่าก็คือปัญหาหมอกควัน ซึ่งเกิดจากกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงในป่าขณะที่เกิดไฟป่า ถ้าหากเราคิดแบบเห็นแก่ตัวหน่อย อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ห่างไกลพื้นที่ไฟป่าแห่งนี้  แต่ถ้าลองคิดดูให้ดีอีกที ผมไม่อาจปฏิเสธเลยว่า ผมจะไม่ได้รับผลกระทบหากเกิดไฟป่าขึ้นที่นี่

ผมเดินทางมาถึงที่ค่ายเยาวชนดอยหลวงเชียงดาวก่อนเวลานัดหมายหนึ่งคืน และเมื่อวันที่นัดหมายมาถึง คือเช้าวันที่ 18 ก.พ.60 อาสาสมัครต่าง ๆ ก็เริ่มเดินทางเข้าพื้นที่ โดยในวันนี้จะมี นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พี่น้องชาวบ้านในพื้นที่ และอาสาสมัครทั่วไปที่มากันจากหลากหลายพื้นที่ ตลอดจนองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่าง Big Tree และผมจากกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย ในฐานะอาสาสมัคร และพี่เจ้าหน้าที่ รวม ๆ แล้ว ประมาณ 120 ชีวิต

พี่อ้วน นิคม พุทธา ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิง

เมื่อทุกคนพร้อมที่จะเริ่มงาน พี่นิคม พุทธา หรือที่เราเรียกกันด้วยความใกล้ชิดว่า พี่อ้วน เริ่มอธิบายถึงขั้นตอนการทำแนวป้องกันไฟป่าอย่างคร่าว ๆ ก่อนออกเดินทางพี่อ้วนได้ฝากเรื่องความห่วงใยในการใช้อุปกรณ์ ให้ใช้ด้วยความระมัดระวัง อีกทั้งยังแจกถุงมือและน้ำดื่มคนละขวด เมื่อทุกคนพร้อมก็เลือกอุปกรณ์ที่คิดว่าตนถนัดและขึ้นรถเพื่อออกเดินทางไปทำแนวกันไฟต่อไป

เมื่อถึงที่หมายผมแทบมองไม่ออกเลยว่าตรงไหนคือแนวกันไฟ จนกระทั่งพี่ ๆ ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มช่วยกันนำใบไม้ออกจนมองเห็นภาพว่าแนวกันไฟเป็นอย่างไร จากนั้นผมและอาสาสมัครคนอื่น ๆ ก็ลงมือทำแนวกันไฟกันอย่างจริงจัง ระหว่างทางที่เราช่วยกันคราดใบไม้ออกไปไว้ข้างทางเพื่อให้เกิดแนวกันไฟชัดเจนนั้น ผมเห็นต้นไม้ที่ยืนต้นมีชีวิตอยู่และมีรอยไหม้อยู่ที่ลำต้น รวมถึงตอไม้ขนาดใหญ่ที่มีรอยไหม้ รอยไหม้เหล่านี้ได้ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวว่าไฟป่าแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นนั้นสร้างความเสียหายได้มากขนาดไหน ตลอดการทำแนวป้องกันไฟป่า แม้ว่าจะเป็นช่วงกลางวันที่แดดส่องลงมาอย่างแรง แต่ด้วยต้นไม้ในป่าที่มีอยู่หนาแน่น ช่วยให้ร่มเงาบังแดดและมีอากาศที่บริสุทธิ์ ทำให้การทำงานของอาสาสมัครไม่ร้อนเกินไป หากจะมีก็เพียงฝุ่นที่เกิดขึ้นจากการคราดใบไม้เท่านั้น ที่เป็นเพียงอุปสรรคเล็ก ๆ ในการทำงานของพวกเรา

ในรอบบ่ายนี้ผมเลือกที่จะเก็บรายละเอียดอยู่ส่วนท้ายของกลุ่มร่วมกับอาสาสมัครอีกประมาณ 6 – 7 ท่าน เพราะเนื่องจากว่ามีบางจุดที่แนวกันไฟมีความกว้างไม่เพียงพอ (ประมาณ 5 – 6 เมตร) และนำเศษใบไม้แห้งที่ติดอยู่ในโคนกอไผ่ออกให้หมดเพื่อไม่ให้ไฟติดกอไผ่ต่อไป เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็พากันกลับขึ้นรถ เพื่อกลับมาพักผ่อนเก็บแรงเพื่อทำงานวันต่อไป

ภาพโดย ผณิตา คงสุข

 วันอาทิตย์ที่ 19 ก.พ.2560  ซึ่งตามแผนงานที่วางไว้สองวันนั้น พวกเราช่วยกันทำสำเร็จในวันแรกกันแล้ว วันนี้จึงถือว่าเป็นกำไร การเข้าไปทำแนวกันไฟวันนี้พวกเราต้องผ่านเส้นทางแนวกันไฟที่ช่วยกันทำเมื่อวาน เพียงเวลาผ่านไปวันเดียว ใบไม้ก็ล่วงหล่นลงมาเป็นจำนวนมาก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมครั้งแรกที่เข้ามาทำแนวกันไฟ ใบไม้ถึงได้มีอยู่มากมาย

ผมเลือกที่จะอยู่เก็บรายละเอียดส่วนท้ายของขบวนอาสาสมัครอีกเช่นเคย นอกจากจะคอยขยายแนวกันไฟที่คิดว่าแคบไปแล้วนั้น วันนี้ยังต้องคอยจัดการกับต้นไม้พาดข้ามฝั่งจากแนวกันไฟฝั่งหนึ่ง ไปยังอีกฝั่งหนึ่งด้วย ดังนั้นวันนี้จึงต้องใช้พละกำลังมือเป็นพิเศษในการใช้มีดฟันต้นไผ่แห้งที่คิดว่าจะเป็นเชื้อเพลิงได้เมื่อเกิดไฟป่าขึ้น เช่น ไผ่กอหนึ่งที่แห้งตายแล้วพาดลำต้นไปยังต้นไม้อื่น ถ้าหากเกิดไฟป่าขึ้น ไฟจะลามตามไผ่แห้งพวกนี้ไปและติดกับต้นไม้อื่น ๆ และหากไผ่ข้ามฝากแนวกันไฟไป แนวกันไฟที่พวกเราทำกันไว้ ก็อาจจะไม่มีความหมายใด ๆ เลย  แน่นอน พวกเราอาสาสมัครที่อยู่ส่วนท้ายของขบวนช่วยกันจัดการไผ่กอนั้นจนเรียบร้อย ซึ่งก็สร้างร่อยรอยเรื่องราวบนมือของผมไว้ไม่น้อย ตลอดเวลาสองวันที่ได้ทำแนวกันไฟ ผมได้รับข้อมูลมาว่าแนวกันไฟที่พวกเราช่วยกันทำนั้นไม่ได้ป้องกันไฟป่าได้ทั้งหมด แค่บรรเทาลงและง่ายต่อการควบคุมเมื่อไฟป่าเกิดขึ้นเท่านั้น เพียงพอที่จะยื้อเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาจัดการดับไฟเมื่อเกิดขึ้น

พี่อ้วนกล่าวว่า “ที่จัดให้มีกิจกรรมทำแนวกันไฟนี้ขึ้น เพื่อต้องการที่จะบอกให้อาสาสมัครที่มาร่วมทำกิจกรรมได้รู้ว่า แม้ว่าเราเป็นมนุษย์ตัวเล็ก ๆ แต่เราก็สามารถเริ่มต้นลงมือทำได้ โดยไม่ต้องรอองค์กรใด ๆ” ใช่เลย การมาทำแนวกันไฟครั้งนี้ผมก็รู้สึกได้ถึงพลังของคนตัวเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ที่เดินทางมาร่วมกันทำแนวป้องกันไฟป่า ที่ซึ่งสิ่งที่พวกเราร่วมกันลงมือทำลงไปนั้น บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวเสียด้วยซ้ำไป แต่ผมคิดว่าหากเรายังอาศัยอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ การลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากบ้าง น้อยบ้าง ให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นต่อโลก ไม่ว่าการกระทำนั้นจะได้รับการกล่าวขานไปไกลเพียงใด หรือเกิดขึ้นเพียงเงียบ ๆ ในป่าภาคเหนือของประเทศไทยที่ไหนสักที่ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันบนโลกควรร่วมมือกันลงมือทำเพื่อปกป้องชั้นบรรยากาศโลกเราใช่หรือไม่

ภาพโดย ผณิตา คงสุข

 หลังจากร่ำลาอาสาสมัครและพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ในค่ายเยาวชนแล้ว ต่างคนก็ต่างแยกย้ายพากันเดินทางกลับ ตลอดทางผมนั่งพิจารณาร่องรอยที่เกิดขึ้นบนมือทั้งสองข้างของผม ซึ่งเกิดจากการทำแนวกันไฟครั้งนี้ ประกอบกับระยะทางที่ผมต้องเดินทางกลับร่วม ๆ 800 กิโลเมตร ผมถามตัวเองในใจว่าด้วยระยะทางที่ต้องเดินทางขนาดนี้และร่อยรอยบนมือที่เกิดขึ้นนั้นคุ้มค่าหรือไม่ แนวป้องกันไฟป่าที่พวกเราช่วยกันทำจะได้ผลเพียงใด ถึงตอนนี้ ผมไม่สนใจคำถามนั้นแล้ว เพราะผมได้ลงมือทำมันไปแล้ว ได้แสดงถึงพลังของมนุษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ร่วมกับมิตรภาพที่เกิดขึ้นกับอาสาสมัครท่านอื่น ๆ สร้างแนวกันไฟให้เกิดขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าแนวกันไฟนี้จะเป็นที่จดจำของอาสาสมัครทุกท่านอย่างแน่นอน เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งที่จะทำให้เชียงดาวและพวกเราทุกคนมีลมหายใจที่สวยงาม ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พวกเราพึงมีกันอย่างทั่วถึง

ติดตามกิจกรรมอาสาทำแนวกันไฟอีกครั้ง ที่วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้ระหว่างวันที่ 4-5 มีนาคม 2560 นี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง จัดขึ้นโดยกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำปิงตอนบน และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ 

อานันท์  นาคนงนุช เป็นอาสาสมัครกรีนพีซ


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่