เมื่อผู้หญิงหลายพันคนมารวมตัวกันเพื่อประกาศวันสตรีสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคม ไม่ว่าจะเป็นตามท้องถนน ที่บ้าน หรือที่ทำงาน ผู้หญิงจะเป็นส่วนหนึ่งของพลังที่ส่งผลสะเทือนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงคือผู้คนที่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ถ้าพวกเราสู้ และเราจะสู้เพื่อมัน พวกเขารู้ว่ามันเป็นไปได้ เพราะ “ผู้หญิง ค้ำจุนโลกอยู่ครึ่งหนึ่ง”

ผู้หญิงจะรวมตัวกัน พวกเธอตระหนักดีว่าสิ่งที่จะมาแทนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิสที่กำลังจะตายนั้นได้ชะลอตัวลงโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ตั้งแต่การเข้ามารับตำแหน่งสัปดาห์แรกๆของเขา ซึ่งมันไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนหรือยอมรับได้เลย

สำหรับเรา ความเป็นไปได้อาจจะดูน้อย และมันไม่ใช่ครั้งแรกที่สิทธิของเราถูกระราน แต่ฉันมั่นใจ และยิ่งไปกว่านั้น ฉันรู้สึกมีพลังเนื่องจากหลายคนไม่ยอมท้อถอย ฉันรู้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเรานั้นเป็นระบบพลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง และก็คือผู้หญิงนั่นเอง ที่กำลังผลักดันการเปลี่ยนแปลงมากมายโดยการลุกขึ้นมาจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อสิทธิ สุขภาพ ครอบครัว และสิ่งแวดล้อมของเรา

ฉันได้แรงบันดาลใจจากผู้หญิงที่ สแตนด์ดิง ร็อค ที่ได้เผชิญกับการคุกคามและคำขมขู่ต่างๆ เพราะการต่อต้านการสร้างท่อส่งน้ำมันในดาโกต้า ที่จะกินพื้นที่เข้าไปในที่ดินที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของพวกเขา

ผู้หญิงอย่าง อเลตา บาอัง ผู้ที่นำหญิงกว่า 150 คนจากหมู่บ้านในติมอร์ ประเทศอินโดนีเซียเพื่อประท้วงอย่างสงบ เพราะบริษัทเหมืองแห่งหนึ่งกำลังจะขุดเหมืองบนภูเขาแห่งนี้อันเป็นแหล่งน้ำที่คนพื้นเมืองชาวมอลโลใช้

ฉันยังได้แรงบันดาลใจจาก ฮินดู โอมารุ อิบราฮิม ผู้ต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายจากการเหือดแห้งของทะเลสาบชาด แหล่งน้ำสำหรับคน 30 ล้านคน ในซาเฮล แอฟริกา

ผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อความยุติธรรมต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากชุมชุนของพวกเธอจะได้รับผลกระทบมากที่สุด พวกเธอแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้หญิงสามารถทำได้เมื่อเราร่วมแรงกันเพราะ “เราสามารถกำหนดอนาคตได้” ตามที่ ฮินดู โอมารุ กล่าว

เราสามารถมองเห็นอนาคตได้ ผู้หญิงหลายร้อยหลายพันคนได้ร่วมเดินขบวนเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมาและกำลังต่อสู้เพื่ออนาคตที่โอบรับสิทธิความเท่าเทียม อนาคตแห่งการดูแลผืนดินและน้ำของเราซึ่งเป็นเครื่องผยุงชีพให้กับมนุษย์และดาวเคราะห์ดวงนี้ ประตูสู่อนาคตได้เปิดออกมาแล้ว เหล่าสตรีกำลังเดินหน้าผ่านเข้าไปยังประตูนั้นและเราจะข้ามผ่านผู้คนที่กีดขวางระหว่างทาง

เราต่างรู้ว่าพวกเขาพยายามที่จะขัดขวาง เพียงไม่กี่สัปดาห์แรกในการทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์ เขาได้ยกเลิกกฏระเบียบที่ใช้ปกป้องผืนดิน ผืนน้ำ จากมลพิษไป เพียงเพื่อผลประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมฟอสซิล พวกเขาจะทำทุกอย่างเพื่อจะย้อนเวลากลับไป มองข้ามความสำเร็จที่ได้มาอย่างยากลำบากที่คุ้มครองสิทธิและบ้านของเรา

นี่คือการต่อสู้ดิ้นรนของคนทั้งโลก และสำหรับหลายคน การต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นถูกแลกมาด้วยราคาที่น่าเศร้า หญิงชายผู้กล้าเกือบร้อยคนต้องเสียชีวิตมาตั้งแต่ปี 2553 และในปี 2557 เพียงปีเดียว มีผู้เสียชีวิตถึง 33 คน เพราะพวกเขาลุกขึ้นต่อต้านผู้ก่อมลพิษต่ออากาศและน้ำ และคนที่พรากผืนดินและทรัพยากรของพวกเขาไป

เพียงเดือนที่แล้วที่นักกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อมจากเกาะโบฮอล ในตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ ทนาย มีอา มานุเอลิตา คุมบา มาสคารินา กรีน ถูกยิงเสียชีวิตในขณะขับรถไปในเมืองกับลูกๆทั้งสามของเธอ

ด้วยเหตุผลใด? เพราะมีอาเป็นสมาชิกของศูนย์ช่วยเหลือทางกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำงานเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมในประเทศฟิลิปปินส์

เมื่อปีที่แล้ว เบอร์ตา ซาเซอเรส ชาวพื้นเมืองและนักปฏิบัติชาวเลนกา ในประเทศฮอนดูรัส และผู้ชนะรางวัลสิ่งแวดล้อมโกลแมน ถูกฆาตกรรมเพราะเธอต่อต้านการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำที่กำลังทำร้ายคนของเธอจากการกระทำต่อแหล่งน้ำของพวกเขา 

เบอร์ตา รู้ถึงความเสี่ยงที่เธอกำลังเผชิญ แต่เธอก็รู้ด้วยว่าทำไมเธอถึงจำเป็นจะต้องสู้ “เราไม่มีดาวเคราะห์สำรอง เรามีดวงนี้แค่ดวงเดียว” เธอกล่าว “และเราจะต้องร่วมกันปกป้อง”

การสังหารเหล่านี้จะไม่สามารถหยุดการต่อสู้ของผู้หญิงเพื่อความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม เพราะโลกที่เราอยู่กำลังประสบความทุกข์ทรมานจากผลประโยชน์ระยะสั้นๆของบริษัทพลังงานฟอสซิลรวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงมักจะรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ก่อน

ผู้หญิงเป็นผู้ผลิตอาหารร้อยละ 60-80 ในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ดังนั้น พวกเราคือคนที่รู้สึกได้เป็นคนแรกๆ เราได้รับผลกระทบเป็นคนแรกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

และก็เป็นผู้หญิงและเด็กอีกด้วย ที่คอยหาน้ำ ดังนั้นเมื่อฝนตก พวกเขาต้องเดินออกไปไกลเพื่อตักน้ำ ในทุกๆ ชั่วโมง เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องออกไปหาน้ำ หากเธอไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ก็จะทำให้การศึกษาของเธอได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ผู้หญิงหลายๆคนต่างกำลังต่อสู้เพื่อสิทธิในการมีอนาคตที่แข็งแรงและยั่งยืน เรากำลังริเริ่มนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง

และเราจะยืนหยัดต่อไป อย่างที่ อรุณธาตี นักเขียนชาวอินเดียได้กล่าวไว้ว่า “โลกอีกโลกหนึ่ง ไม่ใช่เพียงแค่เป็นไปได้ แต่เธอกำลังจะมา ในวันที่เงียบงัน ฉันได้ยินเสียงลมหายใจของเธอ”


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่