คน 200 คน จะมาช่วยปกป้องป่าต้นน้ำเชียงดาว 380 ไร่จากไฟป่า ได้อย่างไร

ปัญหาหมอกควันพิษที่มักเกิดขึ้นช่วงต้นปีของทุกปี คือหนึ่งในปัญหามลพิษทางอากาศที่สำคัญของภาคเหนือ และยังส่งผลกระทบก่อให้เกิดวิกฤตภัยแล้งเนื่องจากชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของดินและป่าถูกทำลาย เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2560ที่ผ่านมา เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำปิงจึงได้จัดกิจกรรมทำแนวกันไฟป่าเชียงดาว ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ที่วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และในครั้งนี้มีอาสาสมัครจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศรวมกว่า 200 คน รวมถึงอาสาสมัครจากกรีนพีซด้วย

ทำไมต้องทำแนวกันไฟป่าเชียงดาว

แม่น้ำปิงและแม่น้ำเจ้าพระยา มีความอุดมสมบูรณ์ได้ก็เพราะแหล่งต้นน้ำสำคัญอย่างป่าเชียงดาว โดยป่าเชียงดาวประกอบด้วยป่าเบญจพันธุ์และป่าเต็งรัง บ้างก็เป็นพันธุ์ไม้แห้ง บ้างก็มีไม้ที่มีน้ำมันเยอะอย่างเช่น สนสามใบ ทำให้เมื่อเกิดไฟไหม้จะมีความรุนแรง แม้ว่าไฟป่าตามธรรมชาติจะมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตและกระจายเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้บางประเภท แต่จากคำบอกเล่าของคุณนิคม พุทธา เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำปิง ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ไฟป่ามีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากมีการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่า เกิดการไหม้รุกรานบนดอยสูง และข้อจำกัดของการเกิดไฟบนดอยสูง คือ เราจะไม่สามารถดับไฟได้บนพื้นที่ลาดชัน เมื่อเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น ในที่สุดก็กลายเป็นปัญหาหมอกควันพิษ



"พื้นดินที่ไม่โดนไฟไหม้จะดูดความชื้นได้ดี แต่ไฟไหม้จะดึงเอาความชื้นในป่าไป สูญเสียน้ำในดิน ส่งผลต่อพืชและสัตว์ ปีที่แล้วหมอกควันพิษมีความรุนแรงมาก คนเชียงใหม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวเมื่อเดือนเมษายน 2559 ผู้คนออกมาใส่หน้ากากป้องกันควัน เรียกร้องให้อากาศไร้หมอกควัน ความชื้นในป่า การไหลของน้ำ ลมหายใจของผู้คน ทุกสิ่งเกี่ยวข้องกันหมด สิ่งที่เราทำได้มากกว่าการเรียกร้องคือการลงมือ และนั่นก็คือการทำแนวกันไฟ" คุณนิคม พุทธา เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำปิง กล่าว

กิจกรรมนี้ถือเป็นกิจกรรมต่อเนื่องของเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำปิงในการดูแลปกป้องป่าต้นน้ำเชียงดาว โดยในปีที่แล้วมีกิจกรรมเติมต้นไม้ให้ป่าว่าง และมีอาสามาร่วมกว่า 500 คน

แนวกันไฟ ป้องกันไฟลุกลาม ด้วยมือของทุกคน

สาเหตุหลักของไฟป่าภาคเหนือที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น เกิดขึ้นมาจากการเผาเพื่อการเกษตรเชิงเดี่ยวและอุตสาหกรรม กระบวนการทำแนวกันไฟของเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำปิง คือการทำแนวกั้นระหว่างผืนป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว และแนวป่าใกล้ชุมชน โดยจะทำต่อเนื่องทุก 2-3 เดือน เพื่อขจัดเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นในแนวกันไฟ ถือเป็นกิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ทั้งการร่วมกันทำแนวกันไฟของชุมชน พระสงฆ์ เกษตรกรในรอบบริเวณป่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวมถึงประชาชนทั้งจากจังหวัดเชียงใหม่และที่อยู่ห่างไกลออกไปในจังหวัดต่าง ๆ แม้กระทั่งกรุงเทพฯ

"แนวกันไฟเมื่อก่อนจะทำไม่มากนัก เป็นรอบบริเวณวัด รอบชุมชน บ้านใครบ้านมัน แต่สี่ห้าปีให้หลังไฟป่ารุนแรง รุกราน ขยายไปในวงกว้าง จึงเกิดการขอความช่วยเหลือ ทั้งทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และชาวบ้าน ทำให้เกิดความร่วมมือ ทำให้เกิดความคิดว่าป้องกันไว้น่าจะดีกว่า ไม่ให้ไฟป่ารุกราน และภายหลังพบว่ามีประสิทธิภาพ จึงขยายการทำแนวกันไฟมาเรื่อยๆ" คุณนิคม พุทธา กล่าว "ไฟจะมาจากป่า วนรอบวัด ไหม้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในเดือนเมษา  พระในพื้นที่ต้องช่วยเฝ้าระวัง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แนวกันไฟได้ผลจริง ไฟมาหยุดตรงแนวกันไฟ และมีร่องรอยของเลียงผา เก้ง หมูป่า ที่มาหลบในพื้นที่ส่วนนี้หลังไฟไหม้"

เช้าวันที่ 4 มีนาคม 2560 ผู้คนกว่า 200 คนมารวมตัวกันที่วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว อาสาสมัครจากที่ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำแนวกันไฟมากนัก แต่ก็ต่างต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา โดยหนึ่งในนั้นคืออาสาสมัครจากกรีนพีซจำนวน 10 คน ที่สมัครเข้ามาทำแนวกันไฟร่วมกับเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำปิงโดยเฉพาะ เนื่องจากคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากไฟป่าและหมอกควันพิษ



"เป็นคนเชียงใหม่ เห็นปัญหาและอยู่กับปัญหาหมอกควันจากไฟป่ามาโดยตลอดในช่วงฤดูร้อน เคยคิดว่าเราจะสามารถทำอย่างไรเพื่อหยุดหรือลดปัญหานี้ได้บ้าง จนมาเจอกับโครงการของกรีนพีซที่จัดกิจกรรมทำแนวกันไฟ เพื่อลดหรือป้องกันไฟป่าใน อ. เชียงดาว เลยคิดว่านี่คือสิ่งที่อยากทำมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันหรือลดการเกิดขึ้นของไฟป่าด้วยการทำแนวกันไฟ และยังรู้สึกดีใจที่ได้เห็นการร่วมมือของชุมชน ชาวบ้าน พระสงฆ์ เจ้าหน้าที่ในภาคส่วนต่างๆ โดยไม่มีการเกี่ยงกันหรือโยนความรับผิดชอบให้ใคร" คุณนลภัสร์ บุญสุวรรณ์ปาลี อาสาสมัครกรีนพีซจากจังหวัดเชียงใหม่ กล่าว

"ในปีที่แล้วเวลาออกจากบ้านมาจะต้องเจอกับควัน แสบตาแสบจมูกแสบคอจนต้องใส่ผ้าปิดจมูก จึงอยากมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเรื่องหมอกควันในเชียงใหม่ อยากลงมือทำ อยากให้มีอากาศที่บริสุทธิ์" คุณอภิสิทธิ์ อาจมาก อาสาสมัครกรีนพีซชาวเชียงใหม่

"การทำแนวกันไฟป่าเชียงดาวสามารถเป็นโมเดลที่นำเอาไปทำได้ทุกที่ เราอยู่ใกล้ตรงไหน เราก็ดูแลตรงนั้น" โอม ธิติพันธ์ กิ่งเพชรรัตน์ ตัวแทนกลุ่มอาสาสมัครเบาแผ่นดินกล่าว กลุ่มอาสาสมัครเบาแผ่นดินมาร่วมกิจกรรมนี้เป็นประจำ โดยในครั้งนี้มาร่วมทั้งหมดราว 25 คน จากจังหวัดต่าง ๆ

ราวช่วงบ่ายของวัน แนวกันไฟป่าเชียงดาวบริเวณวัดถ้ำผาปล่องได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว หลังจากนี้พระสงฆ์ของวัด และทางเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำปิงจะร่วมกันดูแลแนวกันไฟแห่งนี้ต่อไป เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำของไทย

"จริง ๆ ไม่ต้องเป็นอาสาสมัครก็สามารถช่วยสิ่งแวดล้อมได้ ทุกคนสามารถทำได้ แต่อาสาสมัครคือบุคคลที่อาสาตัวเองเพื่อออกมาทำงานหรือรณรงค์ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนได้รับรู้หรือตระหนักถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม และมีคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังพยายามช่วยเหลือเพื่อทำให้ปัญหานั้นลดลงหรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้น" คุณนลภัสร์ บุญสุวรรณ์ปาลี  กล่าว

ราว 100 กิโลเมตร คือระยะทางที่สายน้ำกำเนิดขึ้นจากผืนป่าเชียงดาวและไหลลงสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ และหลังจากนั้นจะไหลไปหล่อเลี้ยงผู้คนทั่วประเทศอีกหลายร้อยกิโลเมตร การร่วมมือของภาคประชาชนและเจ้าหน้าที่ในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการปกป้องผืนป่าและแหล่งน้ำของไทย

"ผมเห็นว่ากิจกรรมอาสาแนวกันไฟได้มากกว่าแนวกันไฟ ผลระยะสั้นของแนวกันไฟ คือได้แนวกันไฟ ได้ความร่วมมือ ได้หลักประกันในการป้องการขยาย การรุกรานของไฟป่า แต่ใบไม้จะหล่นมากเรื่อยๆในปลายมีนาคม และเมษายน ซึ่งเราต้องทำซ้ำ และในระยะยาวเราได้แนวกันไฟในใจ หวงแหนในธรรมชาติ เห็นอกเห็นใจในธรรมชาติ ช่วยเหลือธรรมชาติต่อไป ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไหร่ก็ตาม อยากให้คนเห็นว่าป่าเชื่อมโยงกับสายน้ำยังไง และรับรู้สถานการณ์ว่าป่าเขาต้องการความช่วยเหลือ" คุณนิคม พุทธา กล่าว

คุณศรัทธา กุลทอง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ได้ให้ความรู้กับอาสาทุกคนที่มาร่วมกิจกรรมว่า "เราสามารถแจ้ง 1362 เมื่อเจอไฟป่า เพราะต้องใช้มืออาชีพจัดการดับไฟ แต่การป้องกันทุกคนสามารถทำได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องทำแนวกันไฟทุกคน เราสามารถช่วยด้วยการพูดให้เยอะขึ้น รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ สร้างจิตสำนึกเรื่องไฟป่าและสาเหตุ เพราะไฟที่เกิดจากธรรมชาติ จะฟื้นตัวได้ง่าย แต่ไฟจากมือมนุษย์ฟื้นตัวได้ยาก"

การทำแนวกันไฟป่าคือวิธีในการป้องกันไม่ให้ไฟป่าลุกลาม แต่การป้องกันไฟป่าที่แท้จริงและยั่งยืนคือ การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ และยุติการเผาตั้งแต่ต้นทางจากสาเหตุต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเผาเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจ อาสาสมัครทำแนวกันไฟป่าเชียงดาว คือสิ่งเล็กๆ กับความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่ที่จะเป็นอีกแรงหนึ่งในการปกป้องผืนป่าต้นน้ำแห่งนี้จากไฟป่า ด้วยมือของเรา ขอบคุณทุกพลังอาสาค่ะ


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่