เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับอาหารเช่นนี้ เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากกว่าที่คุณคิด และอาจส่งผลกระทบต่อคุณมากกว่าที่คุณรู้ แม้ว่าคุณจะไม่ได้อยู่ที่บราซิลก็ตาม

Livestock Farm in Brazil. 30 Mar, 2009  © Ricardo Funari / Lineair / Greenpeace

คุณได้ยินข่าวฉาวโฉ่เกี่ยวกับเนื้อเน่าเมื่อเร็ว ๆ นี้แล้วหรือยัง มันสั่นสะเทือนสังคมและเศรษฐกิจของบราซิลตลอดทั้งสัปดาห์นี้ เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่แล้ว ตำรวจบราซิลเปิดผลการสอบสวน และพบการติดสินบนผู้ตรวจสอบเนื้อของบราซิลที่ทำกันเป็นระบบโดยบริษัทบรรจุเนื้อรายใหญ่หลายแห่ง (บางแห่งเป็นบริษัทใหญ่ระดับโลก) เพียงเพื่อปกปิดเนื้อสกปรก ด้วยการจ่ายเงินเพื่อให้ออกฉลากปลอม ๆ ว่า “เหมาะแก่การบริโภค”

รายละเอียดที่เปิดเผยจากการสืบสวนได้แก่ หลักฐานที่การสารเคมีหลายชนิดในเนื้อเพื่อกลบกลิ่นเน่าเหม็น ใช้หัวหมูเป็นส่วนผสมในไส้กรอก และใช้กระดาษกล่องลังผสมกับเนื้อไก่แปรรูปเพื่อเพิ่มปริมาณ หลายครอบครัวเริ่มกังวลที่จะกินเนื้อสัตว์ในตู้เย็นของพวกเขา สื่อมวลชนในประเทศรายงานว่า อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของบราซิลยอมรับด้วยว่า ยอมทำตามแรงกดดันทางการเมือง ด้วยการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานปศุสัตว์ให้เป็นผู้อนุมัติแผนการปกปิดเนื้อเน่า

บริษัทมากกว่า 30 แห่งที่เกี่ยวพันกับประเด็นอื้อฉาวนี้ รวมถึง บริษัท JBS ผู้ส่งออกเนื้อวัวรายใหญ่ที่สุดของโลก และบริษัท BRF ผู้ส่งออกเนื้อไก่และสัตว์ปีกรายใหญ่ของโลก จีน ฮ่องกง ชิลี และสหภาพยุโรป ประกาศห้ามนำเข้าเนื้อจากบราซิลเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการยืนยันมาตรการความปลอดภัย

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวียดนามกำลังพิจารณาที่จะสั่งห้ามนำเข้าเนื้อจากบราซิล สิงคโปร์และมาเลเซียออกมาแถลงว่าทั้งสองประเทศไม่ได้นำเข้าเนื้อจากบริษัทในบราซิลแต่อย่างใด ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐของประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ เมื่อย้อนดูข้อมูลการนำเข้าเนื้อสัตว์จากบราซิลในปี 2559 พบว่าฟิลิปปินส์นำเข้าเนื้อวัวเป็นจำนวน 18.5 ล้านกิโลกรัม เนื้อสัตว์ปีก 32.3 ล้านกิโลกรัม และเนื้อกระป๋อง 158,563 กิโลกรัม ส่วนในประเทศไทย มูลค่าการนำเข้าเนื้อจากบราซิลเป็นอันดับ 6 ที่ราว 27 ล้านบาท

หลายชั่วโมงหลังเรื่องอื้อฉาวนี้ถูกเปิดโปง นายมิเชล เตเมร์​ ประธานาธิบดีแห่งบราซิล ได้เข้าไปควบคุมสถานการณ์โดยเชิญเอกอัคราชทูตจาก 19 ประเทศ ไปรับประทานอาหารที่สเต็กเฮ้าส์ของบราซิลแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าเนื้อของบราซิลนั้นกินได้อย่างปลอดภัย

แต่โชคร้ายที่ปัญหานี้แก้ไม่ได้ด้วยการรับประทานอาหารเพียงมื้อเดียว และมันก็ไม่ใช่ปัญหาที่จำกัดอยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ได้สะท้อนถึงโรคร้ายที่ฝังรากลึกในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และระบบการผลิตนมทั่วโลก การทำปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรมเชื่อมโยงกับการระบาดครั้งแล้วครั้งเล่าของเชื้ออีโคไล ซัลโมเนลลา ลิสเตเรีย ไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู และแม้แต่โรควัวบ้า

และในวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา หรือเพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาว บริษัทเนื้อของบราซิลยังถูกจับได้ว่าซื้อวัว 58,000 ตัวจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่าอย่างผิดกฎหมาย แม้ว่าจะได้มีการลงนามปกป้องผืนป่าอเมซอนจากการตัดไม้ทำลายป่าแล้ว อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

จะต้องมีการเปิดโปงเรื่องทำนองนี้อีกกี่สักครั้ง เราจึงจะตระหนักเสียทีว่ามีความไม่ชอบมาพากลในรูปแบบอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และนมทั่วโลกซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทเหล่านี้ รูปแบบของอุตสาหกรรมเหล่านี้เกือบทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานเดียวกันคือ เลี้ยงสัตว์เพื่อฆ่าให้ได้เร็วที่สุด ด้วยวิธีการใดก็ตามเพื่อผลกำไรสูงสุด นั่นหมายถึงการเลี้ยงวัว หมู ไก่ ในพื้นที่จำกัดรวม ๆ กัน บางแห่งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้แยกมูลสัตว์ออกมา ทำให้สัตว์เหล่านั้นไม่ต่างอะไรจากจานเพาะเลี้ยงเชื้อโรค

A worker handles butchered livestock in a slaughterhouse facility in Brazil. 1 Apr, 2009  © Ricardo Funari / Lineair / Greenpeace

วิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องครอบครัวของคุณจากโรคระบาดคือ จะต้องเปลี่ยนระบบนี้ และหากเลือกจะกินเนื้ออยู่ก็ควรจะกินให้น้อยลงและเลือกเนื้อที่มีคุณภาพ ความจริงก็คือตราบใดที่ยังต้องกินเนื้อ เราต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ เราไม่ได้จำเป็นที่จะต้องกินเนื้อสัตว์ทุกมื้อเพื่อให้มีความสุขและสุขภาพดี

หากคุณยังเลือกที่จะกินเนื้อก็ควรกิน “เนื้อที่ดี” ที่มาจากเกษตรกรในท้องถิ่น ซึ่งเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นธรรมชาติและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมี เลี้ยงสัตว์อย่างมีสวัสดิภาพ ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช้อาหารสัตว์ที่ผลิตจากพืชเชิงเดี่ยวที่ตัดต่อพันธุกรรม และไม่เร่งการเติบโตเพื่อผลกำไร

นอกจากจะเป็นการปกป้องสุขภาพของคุณแล้ว การลดการบริโภคเนื้อสัตว์ยังช่วยปกป้องโลกของเรา ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมของมนุษย์ และการขยายการผลิตเชิงอุตสาหกรรมคือหายนะของสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่าและทุ่งหญ้า ไปจนถึงมลภาวะทางน้ำ อากาศ และยังเป็นตัวการหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ภาคปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 14 จากก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดทั่วโลก) อาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบหลักต่างหากที่ดีที่สุดต่อ สภาพภูมิอากาศ ป่าไม้ ความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก และต่อสุขภาพของตัวคุณเอง

ถึงเวลาแล้วที่เราจะตรวจสอบพฤติกรรมการกินอาหารของพวกเราเอง และเริ่มบริโภคอาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบหลัก (บริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง) เลือกทานอาหารอย่างหลากหลายเพื่อสุขภาพ สภาพภูมิอากาศ ป่าไม้ และความมั่นคงทางอาหารของโลก เราทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออกด้วยการเลือกสิ่งที่เรากินในแต่ละมื้อ เราต้องให้รัฐบาลร่วมรับผิดชอบในการปกป้องสุขภาพของประชาชน และสุขภาวะของโลก เพื่อให้ความอื้อฉาวนี้กลายเป็นเรื่องในอดีต

วิลเฮลมินา เพเลกรินา เป็นผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดาวิน ฮัทชินส์ เป็นผู้ประสานงานรณรงค์โครงการอาหารเพื่อชีวิต ประจำกรีนพีซสากล