งบประมาณของทำเนียบขาวที่ร่างไว้มีแนวโน้มที่จะตัดเงินทุนของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ (EPA) ออกร้อยละ 31 จากงบประมาณทั้งหมด เงินที่ถูกตัดออกไปนี้จะถูกจ่ายให้แก่กระทรวงกลาโหม ไม่ใช่จ่ายคืนให้กับผู้ที่เสียภาษี

Sherrie Vargson จากเมืองแบรดฟอร์ด รัฐเพนซิลเวนีย จุดไฟจากน้ำที่ปนเปื้อนก๊าซมีเทนที่ไหลออกจากก๊อกน้ำในครัว  การปนเปื้อนนี้เกิดจากการขุดเจาะน้ำมันบริเวณใกล้เคียง

โดนัลด์ ทรัมป์ได้เซ็นลงนามหนังสือคำสั่งที่ส่งผลโดยตรงถึงสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือตรวจสอบกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เคยตั้งไว้  การเซ็นลงนามนี้เหมือนกับเป็นของขวัญให้แก่ผู้บริหารของบรรษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ได้เลือกทรัมป์เข้ามาบริหารประเทศ แต่ท้ายสุดแล้วประชาชนชาวอเมริกันต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิงฟอสซิลพวกนี้

นอกจากจากการเติบโตของการกลุ่มเคลื่อนไหวที่เรียกร้องเรื่องสภาพภูมิอากาศจนถึงการผลักดันให้เกิดพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดในท้องตลาดแล้ว ยังมีอุปสรรคมากมายในเส้นทางของทรัมป์ในการที่จะเลือกอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ก็มีหนึ่งความท้าทายอีกอย่างหนึ่งที่ทรัมป์สร้างขึ้นไว้ นั่นก็คืองบประมาณของตัวเขาเอง

แผนงบประมาณของทำเนียบขาวที่จะตัดเงินทุนของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ออกร้อยละ 31 จากงบประมาณทั้งหมดนั้น ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาคองเกรส ซึ่งแผนนี้ทำให้เกิดความยากต่อสำนักงานในการทำให้ข้อคำสั่งทางสิ่งแวดล้อมของประธานาธิบดีเองนั้นสำเร็จ เงินที่ถูกตัดออกไปจะถูกนำไปสนับสนุนกระทรวงกลาโหมเพื่อที่จะซื้อเรือรบและเครื่องบินรบเพิ่ม

นอกเหนือจากแผนการทำลายสภาพภูมิอากาศของทรัมป์แล้ว การส่งผ่านงบประมาณนี้จะมีผลกระทบที่ร้ายแรงต่ออนามัยสิ่งแวดล้อมของประชาชนชาวอเมริกันนับล้านชีวิต นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องเดิมพันหากรัฐบาลของทรัมป์เข้ามาบริหารการทำงานของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA)

1. อากาศที่ประชาชนใช้หายใจ

รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าแผนการตัดงบประมาณเป็นการปรับเปลี่ยนความคิดและการทำงานของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ในการดูแลและปกป้องอากาศที่บริสุทธิ์และน้ำที่สะอาด แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือการลดเงินทุนของการดำเนินโครงการเหล่านี้

งบประมาณของทรัมป์นั้นมีผลกระทบต่อกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) อย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้กฏหมายอากาศสะอาด  (Clean Air Act) มีผลในการช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืดและอาการของโรคทางเดินหายใจทั่วสหรัฐฯ ความพยายามของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ที่ปฏิบัติการภายใต้กฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) ในช่วง 45 ปีที่ผ่านมานั้น สามารถลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ จากสารมลพิษ 6 ชนิดที่เป็นอันตรายได้ถึงร้อยละ 70 และทรัมป์ได้ตัดเงินทุนออกจากโครงการเหล่านี้ด้วย

การตัดเงินสนับสนุนนี้อาจจะทำให้อเมริกาป่วยอีกครั้ง (Make America Sick Again) และต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพสำหรับผู้คนนับล้าน แต่อย่างน้อยประชาชนชาวอเมริกันยังคงมีกฎหมายประกันสุขภาพที่ยังสามารถจ่ายได้อยู่ใช่หรือไม่?

2. น้ำที่ประชาชนดื่ม

งบประมาณของโดนัลด์ ทรัมป์ลดเงินทุนของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ที่ใช้ต่อสู้กับมลพิษทางน้ำยังไม่เป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่แม่น้ำหลายแห่งของสหรัฐฯ เกิดติดไฟจากแก๊สที่เกิดจากของเสียในน้ำ และทะเลสาบอิรี (Erie) ที่ถูกประกาศให้เป็น "แม่น้ำที่ตายแล้ว" เนื่องจากมลพิษและสาหร่ายที่เป็นพิษ

เงินที่สนับสนุนโครงการน้ำสะอาด (Clean Water Act) ที่ใช้แก้ปัญหามลพิษของน้ำดื่มนั้นถูกตัดออกเป็นจำนวนมาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับหลายรัฐที่จะได้รับน้ำดื่มที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะยิ่งอันตรายเป็นอย่างมากในช่วงเวลาที่มีข้อแนะนำทางวิทยาศาสตร์ว่ามาตรฐานของน้ำดื่มจำเป็นต้องเข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการตัดสินใจของทรัมป์ที่จะยกเลิกกฎหมายของโอบามาซึ่งป้องกันบริษัทถ่านหินไม่ให้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงสู่แม่น้ำและลำธาร ยังไม่มีความชัดเจนว่าทรัมป์คิดอะไรอยู่ตอนเขาให้คำปฏิญาณที่จะ "ส่งเสริมเรื่องอากาศบริสุทธิ์และน้ำที่สะอาด"

ในช่วงเวลาที่วิกฤตการณ์ของเมืองฟลินท์ (Flint) ในรัฐมิชิแกนกำลังปลุกผู้คนให้ตื่นมาเผชิญกับความท้าทายที่ยังมีอยู่เพื่อที่จะได้จัดเตรียมน้ำดื่มที่สะอาดแก่ประชาชนชาวอเมริกันทุกคน การตัดงบประมาณโครงการน้ำสะอาดของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ  (EPA) นั้นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราต้องการ

3. ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม

งบประมาณของทำเนียบขาวนั้นจะตัดส่วนของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ  (EPA) ออกไปอย่างสมบูรณ์ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ  มันคือความไม่เสมอภาคทางสิ่งแวดล้อม  ชุมชนชาวผิวสีที่มีรายได้น้อยต้องทนกับผลกระทบอย่างรุนแรงจากมลภาวะและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจะประสบปัญหาอย่างหนักหากประชาชนไม่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมพลังงานสกปรกไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด

ความอยุติธรรมที่เห็นได้ชัดทำให้ มุสตาฟา อาลิ (Mustafa Ali) หัวหน้าสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ที่ทำงานกับสำนักงานนี้มา 24 ปี ได้ลาออกเพื่อเป็นการประท้วงต่อความอยุติธรรมนี้ คำอำลาตำแหน่งของอาลิต่อทรัมป์ และสก๊อต พรุทท์ (Scott Pruitt) ผู้บริหารหัวหน้าสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ  (EPA) นั้นตรงไปตรงมา (และตรงประเด็น):

"เมื่อข้าพเจ้าได้ลองดูข้อบังคับที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนแล้ว ข้าพเจ้าไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ได้ เพราะว่ามันเหมือนเป็นการถอยหลังเข้าคลอง"

4. วิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์

แผนงบประมาณของทรัมป์มีคำสั่งให้ยกเลิกโครงการด้านสภาพภูมิอากาศของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) เกือบทั้งหมด รวมถึงตัดงบการวิจัยสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังตัดเงินทุนสำหรับสำนักงานวิทยาศาสตร์และการพัฒนาที่สนับสนุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดจนอนามัยสิ่งแวดล้อมออกครึ่งหนึ่งด้วย

สำหรับประชาชนที่ยังติดตามประเด็นนี้ รัฐบาลทรัมป์กำลังอ้างว่าวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน "มีความไม่แน่นอนสูง" ในการสนับสนุนการดำเนินการด้านสภาพอากาศ (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น) เพราะคำกล่าวอ้างนี้รัฐบาลจึงตัดเงินสนับสนุนของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) และนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่รู้ว่าได้ผลจริงหรือไม่

ดูเหมือนว่าทำเนียบขาวตอนนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ห่างไกลข้อเท็จจริงซึ่งอีกนัยหนึ่งอาจหมายถึงการไม่ยอมรับหรือไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงของผลลัพธ์ที่ตามมาในการตัดงบประมาณครั้งนี้

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่ Greenpeace Energydesk 


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่