ถึง เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่รัก

ฉันชื่อ  Iryna Labunska นักวิทยาศาสตร์อาวุโส ประจำอยู่ที่สถาบันวิจัยของกรีนพีซ ที่มหาวิทยาลัยเอ็กเซ็กเตอร์ สหราชอาณาจักร ฉันอยากเขียนจดหมายนี้ในฐานะคนที่รู้สึกถึงผลกระทบจากหายนะภัยนิวเคลียร์เชอร์โนบิล และในฐานะแม่คนหนึ่ง

ฉันเกิดและเติบโตที่ยูเครน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2529 ฉันอาศัยอยู่ที่เมืองเคียฟ (เมืองหลวงของยูเครน) และกำลังท้อง เมื่อตอนที่ฉันได้รับรู้ถึงผลกระทบอันรุนแรงของกัมมันตภาพรังสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็ก ๆ ฉันรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก ถึงขนาดคิดว่าจะเป็นอย่างไรหากลูกของฉันได้รับผลกระทบ โชคดีที่ลูกของฉันเป็นหนึ่งในผู้ที่รอดพ้นไม่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากเหตุการณ์หายนะภัยเชอร์โนบิล

ในวันนี้ฉันอยากพูดกับคุณในฐานะตัวแทนของแม่ของเด็ก ๆ ที่ไม่ได้โชคดีเท่าลูกของฉัน

ภาพโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล ปี พ.ศ. 2559

เมื่อครั้งที่เกิดหายนะภัยนิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ ซึ่งบริหารจัดการโดยบริษัท TEPCO ในวันที่ 11 มีนาคม 2554 ฉันและทีมเจ้าหน้าที่กรีนพีซกำลังทำงานอยู่บริเวณตอนเหนือของยูเครน สำรวจอาหารที่ผลิตในท้องถิ่น โดยเฉพาะนม เพื่อหาปริมาณการปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีจากการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล เมื่อปี 2528 แม้เวลาจะล่วงเลยมา 25 ปี เด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเชอร์โนบิลก็ยังคงจำเป็นต้องดื่มนมที่มีค่าสารปนเปื้อนสูงกว่ากำหนด ซึ่งในบางครั้งสูงกว่า 16 เท่าของระดับซีเซียม137 (Cesium 40 Bq/l) ที่กำหนดไว้โดยกระทรวงสาธารณะสุขประเทศยูเครน เห็ดและเบอร์รีป่าจำนวนมากก็ยังคงมีสารซีเซียม137 ตกค้างที่สูงกว่าระดับมาตรฐาน ด้วยเหตุนี้ฉันจึงหวาดกลัวเมื่อได้ข่าวจากญี่ปุ่นว่ามีหายนะภัยนิวเคลียร์ซึ่งมีระดับที่รุนแรงใกล้เคียงกับเชอร์โนบิลใน 25 ปีต่อมา...

กรีนพีซเริ่มลงพื้นที่เพื่อสำรวจและวัดระดับกัมมันภาพรังสีในเขตฟูกูชิมะเมื่อวันที่ 27 มีนาคม และกลับมาทำงานสำรวจวิจัยอีกครั้งในเดือนเมษายน กรกฎาคม และฉันไปเยี่ยมเขตฟูกูชิมะในเดือนสิงหาคมเพื่อทำงานวิจัยต่อ อีกทั้งยังไปพบกับชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ความรู้จากประสบการณ์ของฉันจากผลกระทบของหายนะภัยเชอร์โนบิล จากข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นที่ได้มา เราได้ขอให้ชุมชนเขตฟูกูชิมะอพยพสตรีมีครรภ์และเยาวชนออกไปจากพื้นที่ที่มีกัมมันตภาพรังสีสูง แม้ว่าจะเป็นบริเวณนอกเขตภัยพิบัติก็ตาม

ในขณะนั้นเชอร์โนบิลเป็นหายนะภัยนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก เราไม่รู้ว่าเป็นระดับผลกระทบใหญ่แค่ไหน หรือจะต้องต่อกรอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับญี่ปุ่นแล้ว เชอร์โนบิลถือว่าเป็นบทเรียน ด้วยเหตุนี้ ฉันอยากขอให้เจ้าหน้าที่ในเขตฟูกูชิมะเรียนรู้จากประสบการณ์ 25 ปีที่เกิดขึ้นกับเชอร์โนบิล และลงแรงพยายามช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฟูกูชิมะอย่างแท้จริง

การตรวจวัดสารกัมมตภาพรังสีบริเวณโรงเรียนเตรียมอนุบาล ในเมืองฟูกูชิมะ ช่วงเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2554

การตรวจวัดสารกัมมตภาพรังสีบริเวณโรงเรียนเตรียมอนุบาล ในเมืองฟูกูชิมะ ช่วงเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2554

หลายปีต่อมา ทุกครั้งที่ฉันได้ยินว่าพื้นที่ไม่ปลอดภัยจากเขตปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีที่ญี่ปุ่นได้ถูกยกเลิกไป หรือการสนับสนุนช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่อันตรายนั้นได้ถูกยกเลิก หรือแม้แต่เรื่องที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบถูกทอดทิ้งโดยไม่ได้รับการเชื่อเหลือใดจากภาครัฐ ฉันอดสงสัยไม่ได้เลยว่า “ทำไมเขาจึงไม่เรียนรู้อะไรเลยจากเชอร์โนบิล”

ฉันได้แต่หวังว่าญี่ปุ่นจะนำมาตรการแบบเดียวกันของยูเครนมาใช้หลังหายนะภัยเชอร์โนบิล ซึ่งมีระบบดูแลเยาวชนผู้ได้รับผลกระทบซึ่งอาศัยอยู่ในเขตปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี มีการตรวจเช็คสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมอบสิทธิให้กับประชาชนสามารถย้ายถิ่นฐานออกจากเขตที่มีการปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี ในกรณีที่ผู้นั้นได้รับการปนเปื้อนเกินมาตรฐานตลอดชีวิต หรือมีค่าเท่ากับ 70mSv

มาตรการเหล่านี้มีความจำเป็นมาก เนื่องจากเยาวชนในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเชอร์โนบิลยังคงทนทุกข์กับความพิการ และความผิดปกติแต่กำเนิด ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากผลกระทบของกัมมันตภาพรังสีที่ปล่อยมาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อปี 2529  ฉันหวังเช่นกันว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะนำกฎหมายเหล่านี้มาปฏิบัติใช้ จัดตั้งระบบการเยียวยาระยะยาว และการติดตามผู้ที่ได้รับผลกระทบจากหายนะภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็ก เพื่อดูแลสุขภาพของเขา และสุขภาพของคนรุ่นหลัง

กลุ่มผู้สนับสนุนนิวเคลียร์กำลังฉวยโอกาสที่กำลังถกเถียงกันเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสนอขายพลังงานนิวเคลียร์ว่าเป็นพลังงานในอนาคตที่ปลอดคาร์บอน แต่ที่จริงแล้วพลังงานนิวเคลียร์ แม้ว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุใด ก็เป็นเพียงการแทนที่มลพิษอย่างหนึ่งด้วยมลพิษอีกอย่าง ซึ่งก็คือ คาร์บอนไดออกไซด์ กับกากกัมมันตภาพรังสีนิวเคลียร์ กล่าวได้ว่ากากนิวเคลียร์นี้มีศักยภาพในการส่งผลกระทบในวงกว้างเช่นเดียวกับการปนเปื้อนของเชอร์โนบิล เป็นเวลาหลายพันปี ด้วยเหตุนี้ฉันจึงเชื่อว่า หากจำเป็นต้องขยายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อตอบสนองความต้องการทางพลังงานในอนาคตของเรา จำเป็นจะต้องเตรียมรับกับคำถามสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่ว่าหายนะภัยอย่างเชอร์โนบิลหรือฟูกูชิมะจะเกิดขึ้นอีกไหม แต่เป็นคำถามว่าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร และขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกอย่างไร

ฉันหวังว่าญี่ปุ่นจะสามารถ และจะปกป้องประชาชนของตนจากอันตรายของกัมมันตภาพรังสี ฉันเชื่อว่าชีวิตมนุษย์มีค่าเกินกว่าจะแลกมาด้วยการผลิตพลังงานใด ๆ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้หากเราจะปล่อยให้คนรุ่นหลังต้องเผชิญกับกากนิวเคลียร์จำนวนมหาศาล แทนที่จะเก็บรักษาโลกที่สวยงามใบนี้ของเราไว้ และด้วยเหตุผลนี้ ฉันจึงมุ่งมั่นที่จะช่วยคุณทุกวิถีทางที่ทำได้

ในวันนี้ วันครบรอบ 31 ปี หลังโศกนาฏกรรมเชอร์โนบิล จงร่วมกันระลึกถึงผู้ที่ต้องเสียชีวิตในอุบัติภัยระดับโลกทั้งสองเหตุการณ์ ผู้ที่ยังต้องทนทุกข์ และผู้ที่ต้องจดจำว่าสองเหตุการณ์นี้ได้เปลี่ยนชีวิตพวกเขาอย่างไร...

Iryna Labunska นักวิทยาศาสตร์อาวุโส สถาบันวิจัยกรีนพีซ สหราชอาณาจักร


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่