เสื้อผ้าของคุณทำให้คุณมีความสุขหรือไม่? หลังจากความตื่นเต้นจากการชอปปิงหมดลง ชุดใหม่ที่คุณซื้อก็กลับเข้าอยู่ในตู้เสื้อผ้าในทันทีหรือไม่?

ผลสำรวจพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อของทั่วโลกพบว่า เราซื้อข้าวของมากเกินกว่าความต้องการใช้ สองในสามของคนในฮ่องกงยอมรับว่า พวกเขามีข้าวของเยอะเกินความจำเป็น เช่นเดียวกันกับร้อยละ 60 ของชาวจีน ชาวเยอรมัน และชาวอิตาเลียน ที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดนั้นยอมรับว่าตนเองมีข้าวของเยอะเกินความจำเป็นเช่นกัน แต่ถึงกระนั้น การซื้อเสื้อผ้าเกินความจำเป็นก็กลายเป็นบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมของเราไปเสียแล้ว

การชอปปิงในประเทศฮ่องกง (23 พฤศจิกายน พ.ศ.2558)

การชอปปิงออนไลน์เป็นเชื้อไฟอย่างดีของการบริโภคที่ล้นเกิน ปัจจุบันการซื้อเสื้อผ้าชิ้นใหม่เป็นเรื่องง่ายมาก เพียงแค่คุณเข้าไปท่องโลกโซเชียลมีเดีย คุณก็สามารถซื้อชุดที่คุณชอบได้แล้ว นอกจากนี้ การซื้อของออนไลน์ยังเป็นพฤติกรรมที่ใช้เวลานานอีกด้วย ค่าเฉลี่ยของผู้บริโภคชาวจีนใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงในการซื้อสินค้าออนไลน์ทุก ๆ วัน

สาเหตุของการบริโภคที่ล้นเกินเป็นเรื่องทั้งทางความรู้สึกและทางสังคม สำหรับคนจำนวนมากจะจ่ายคล่องเมื่อเกิดความวิตกกังวล การชอปปิงเป็นวิธีการฆ่าเวลา บรรเทาความเครียด และหลีกเลี่ยงความเบื่อหน่าย แต่ความสุขชั่วประเดี๋ยวในการซื้อของใหม่ ๆ ก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นจากการชอปปิงนั้นอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งวัน

จากการสำรวจ ประมาณหนึ่งในสามของคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ยอมรับว่าจะเกิดความรู้สึกที่ว่างเปล่า เบื่อ หรือสิ้นหวัง เมื่อไม่ได้ชอปปิง ยิ่งกว่านั้น ประมาณครึ่งหนึ่งจะรู้สึกผิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการชอปปิงของพวกเขา บางครั้งพวกเขาจะซ่อนสินค้าที่ซื้อมาไว้ไม่ให้คนอื่นเห็น เนื่องจากกลัวว่าคนเหล่านั้นจะมีปฏิกิริยาเชิงลบหรือกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้เงินฟุ่มเฟือย การชอปปิงไม่ทำให้เรามีความสุข เรามีสิ่งของมากเกินไปและเราก็รู้ดีอยู่แก่ใจ

แล้วทำไมเราถึงชอป? นั่นเป็นเพราะเรากำลังมองหาความตื่นเต้น สิ่งที่เพิ่มความภูมิใจในตนเอง ความมั่นใจ และการถูกยอมรับ Jean Kilbourne นักกิจกรรมด้านสื่อและนักวิจารณ์โฆษณาชาวอเมริกัน ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเบื้องลึกของการใช้ประโยชน์จากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในการแสวงหาผลกำไรผ่านการโฆษณา โดยใช้ มิตรภาพ ความสุข และความสำเร็จ เป็นตัวสอดแทรกในการนำเสนอ

การสำลักข้าวของ (Stuffocation) เป็นคำที่ James Wallman นักพยากรณ์เชิงวัฒนธรรม ชาวอังกฤษ ได้คิดขึ้นเพื่ออธิบายถึงสภาพการณ์ที่ชีวิตของผู้คนติดอยู่ในวัฏจักรของการทำงานและการสะสมข้าวของเพื่อก้าวทันกับยุคบริโภคนิยม ซึ่งจะไปกระตุ้นความวิตกกังวลต่อชีวิตสมัยใหม่ที่กำลังทำลายโลกแต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราถูกกีดกันจากชีวิตที่สมบูรณ์ ยุควัตถุนิยมกำลังกินกลืนกินพวกเราจากภายใน

เราจะหยุดพฤติกรรมนี้ได้อย่างไร? การสำรวจของเราแสดงให้เห็นว่าโฆษณา การทำโปรโมชั่นและการซื้อของเพียงคลิกเดียว ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายของมนุษย์ เมื่ออัตราการซื้อเพิ่มมากขึ้น บริษัทก็จะเร่งจัดส่งสินค้าเหล่านั้นให้เร็วยิ่งขึ้น ดังนั้นการชะลอการซื้อจึงจะช่วยลดความต้องการในการซื้อสินค้า เพื่อที่จะหลุดพ้นจากวัฏจักรบริโภคนิยม เราต้องใช้ชีวิตช้าลง

ครั้งต่อไปเมื่อคุณพบว่าตัวเองกำลังจะซื้อของอะไรก็แล้วแต่ทางออนไลน์ คุณลองให้เวลากับตัวเองสักหนึ่งนาทีเพื่อคิดทบทวน หรือนอนคิดข้ามคืนและเมื่อคุณตื่นมาตอนเช้าให้ลองดูว่าคุณยังคงต้องการซื้อสิ่งของชิ้นนั้นหรือไม่ เมื่อเราปิดโทรศัพท์มือถือและลองออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ที่ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า เราอาจจะไม่ซื้ออะไรมากนัก

ความสุขในชีวิตถูกกำหนดโดยความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งอื่น ๆ และการเชื่อมโยงที่เรารู้สึกได้ถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ แทนที่จะจมอยู่กับเสื้อผ้าข้าวของของเรา เราควรที่จะเพลิดเพลินไปกับความสุขที่แท้จริงที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์

Frances Lo ผู้ประสานงานรณรงค์ที่กรีนพีซไต้หวัน เขาทำงานรณรงค์เกี่ยวกับการบริโภคที่เกินพอดี

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่