จากรายงาน Boom&Bust 2559 (1) พบว่าการวางแผนก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลดลงร้อยละ 48 การเริ่มการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลดลงร้อยละ 62 และในระหว่างการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลดลงร้อยละ 19 อันมีผลมาจากนโยบายด้านพลังงานของหลายประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านอันมาจากหลายปัจจัย ทั้งจากการเคลื่อนไหวคัดค้านถ่านหินของประชาชนในหลายประเทศ ราคาพลังงานหมุนเวียนถูกกว่าราคาพลังงานถ่านหิน การเดินหน้าตามข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การลดลงของความต้องการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในอินเดียและจีนที่มีการระงับการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินมากกว่า 100 โครงการรวมกำลังผลิตราว 69,000 เมกะวัตต์ อย่างไม่มีกำหนดผนวกกับการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในช่วง2ปีที่ผ่านมา มีการปลดระวาง 64,000 เมกะวัตต์โดยเฉพาะในกลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา

 ต่อให้ชาวบ้าน (พะลึน) ได้ใช้ไฟฟ้าฟรี เขาก็ไม่อยากใช้จากถ่านหิน

การลดลงของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายประเทศในแต่ละภูมิภาคส่งผลให้อุตสาหกรรมถ่านหินที่เกี่ยวข้องกับเหมืองถ่านหิน เทคโนโลยีถ่านหินและเงินลงทุนถ่านหินต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด พื้นฐานอุตสาหกรรมถ่านหินไม่แตกต่างจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นที่ต้องกระจายสินค้าสู่ตลาดและต้องการกำไรสูงสุดเพื่อค้ำให้อุตสาหกรรมถ่านหินมั่นคง การล้มละลายของบริษัทถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดอย่างพีบอดีและรวมบริษัทถ่านหินที่ยื่นต่อศาลขอล้มละลายราว 50 รายตั้งแต่ปี 2555 (2) ทำให้อุตสาหกรรมถ่านหินต้องเจาะหาตลาดเพิ่มเพื่อให้เกิดการลงทุนถ่านหินเพิ่มขึ้นและนำรายได้ ผลกำไรเหล่านั้นมาค้ำจุนให้ธุรกิจอยู่รอด หนึ่งในตลาดถ่านหินสำคัญที่เป็นช่องทางและโอกาสรอดคือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมียนมาร์เป็นหนึ่งของเป้าหมายดังกล่าว ว่าด้วยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของพม่ามีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำหนดไว้ในแผนติดอยู่ในอันดับ 18 ของโลกและอันดับที่ 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของเมียนมาร์ราว 5,000 เมกะวัตต์จึงเป็นทางรอดสำคัญที่หลายประเทศ

กำลังผลักดันการตัดสินใจของรัฐบาลเมียนมาร์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,280 เมกะวัตต์ พื้นที่ชุมชนพะลึน เมืองเย ในเขตรัฐมอญ ลงทุนโดยบริษัทสัญชาติไทย ทีทีซีแอล หรือ บมจ.โตโย-ไทยคอร์ปเปอเรชั่น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้เข้ามาสู่หมู่บ้านอันแตงเมื่อช่วงสงกรานต์ในปี 2557 ที่ผ่านมา

Soi La หลวงพ่อวัดอันแตง เล่าว่า “วันแรกทางบริษัทฯเข้ามาที่วัดและบอกว่าอยากจะทำบุญ หลังจากนั้นอีก2-3ครั้งก็เอาหนังสือมาบริจาค หลังจากนั้นทางวัดได้ทราบว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยทางบริษัทฯ ได้นำหนังสือแจ้งการทำโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อวัดที่มีศักดิ์ใหญ่กว่า เอกสารที่ได้มาเป็นภาษาอังกฤษและอ่านไม่ออก จากนั้นจึงไปตามคนที่อ่านออกจึงได้รู้ว่าเขาจะเอาที่นี่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน” 

หลังจากพระและชาวบ้านได้ทราบว่าจะมีโครงการฯเกิดขึ้น คำว่าดีหรือไม่ดีคือสิ่งแรกที่ผู้คนของที่นี่พูดคุยกัน เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ชาวบ้านยังจำได้เสมอว่า ไม่มีข้อมูลมาบอกให้กับชาวบ้านรับรู้ทั้งข้อดีและข้อเสียของโครงการฯ รายงานหลายเล่มหน้านับพันหน้าเป็นภาษาอังกฤษมีรูปประกอบด้านการก่อสร้างโครงการซึ่งไม่สามารถทำให้ชาวบ้านเข้าใจ ชาวบ้านได้มีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาที่ไปเรียนในพื้นที่ นักวิชาการทั้งจากพม่าและประเทศไทย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน หลวงพ่อวัดอันแตงพูดย้ำว่า “ชาวบ้านจึงรู้ถึงอันตรายจากถ่านหิน ต่อให้ชาวบ้านได้ใช้ไฟฟ้าฟรี เขาก็ไม่อยากใช้จากถ่านหิน” นำมาซึ่งการพุดคุยกันในชุมชนพะลึนถึงการวางแผนใช้พลังงานของพะลึนและการขยายตัวของชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคต

เป็นที่ทราบกันดีว่า เมียนมาร์ยังคงต้องการพลังงานไฟฟ้าป้อนให้กับประชาชนทุกพื้นที่และการขยายการเติบโตของเมืองและเศรษฐกิจ อีกทั้งการผลิตไฟฟ้าขายในระบบสายส่งพลังงานตามแผนอาเซียน เพาเวอร์กริด (ASEAN POWER GRID) ชุมชนพะลึนทั้ง 7 หมู่บ้านกว่า 30,000 คน มีไฟฟ้าใช้ครั้งแรกเนื่องจากมีคนทวายมาเปิดทำเครื่องปั่นไฟเป็นระยะเวลา5ปี และหลังจากนั้นจึงเป็นการลงทุนของวัดและคนในหมู่บ้านใช้เครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่จากเชื้อเพลิงน้ำมัน เงินในการดำเนินการดังกล่าวมาจากการบริจาคเงินของชาวบ้าน ค่าไฟฟ้าที่นี่ราคา 600 จั๊ตต่อยูนิต ตอนนี้วัดและชาวบ้านเริ่มต้นผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์โดยใช้แผงโซล่าเซลล์ที่ซื้อมาจากเมาะลำไยในเมืองเยและบางคนซื้อมาจากประเทศไทย

การพูดคุยเกี่ยวกับการกำหนดทิศทางและทางเลือกพลังงานหมุนเวียนของผู้คนที่นี่กำลังเริ่มต้น หลักคิดสำคัญคือ เชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานไฟฟ้าต้องเป็นที่ยอมรับและชาวบ้านร่วมเป็นเจ้าของ“การปฏิเสธถ่านหินส่งผลให้เกิดการคิดร่วมถึงอนาคตพลังงานของผู้คนที่นี่ การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาต้องควบคู่กับความยั่งยืน การพัฒนาพลังงานกับความมีอยู่ของชุมชนต้องไปด้วยกัน มิใช่คนในพื้นที่เสียประโยชน์และสูญเสียทรัพยากร แต่ต้องทำให้สองด้านนี้ดีเหมือนกัน มิใช่การทำให้ชุมชนไม่มีอยู่” หลวงพ่อวัดอันแตงพูดทิ้งท้าย

พะลึน ในช่วงรอยต่อด้านพลังงาน

การเผชิญโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินมิใช่โครงการเดียวตามที่รับรู้กันในตอนแรก หากแต่ตอนนี้ทางรัฐบาลมีการสำรวจพื้นที่ท่าเรือน้ำลึกในพื้นที่พะลึนเพื่อเดินหน้าเขตอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนาของรัฐบาลกลาง หากถามว่าพะลึนมีคนอยากได้โรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ ชาวบ้านหลายคนที่นี่ไม่อยากได้โรงไฟฟ้าถ่านหินแต่ชาวบ้านบางส่วนติดหนี้จึงอยากขายที่ดินเพื่อใช้หนี้ ที่ดินคือสิ่งเดียวที่จะทำให้การรุกคืบของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและโครงการท่าเรือน้ำลึกของรัฐบาลกลางสามารถรุกคืบเข้ามาได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เมื่อที่ดินเปลี่ยนมือสู่กลุ่มทุนอุตสาหกรรมพลังงานและรัฐบาลแรงเสียดทานต่อการคัดค้านโครงการจึงเป็นเรื่องยากขึ้นเหมือนดังตัวอย่างที่เห็นมาตลอดในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการขายที่ดินของชาวบ้านที่นี่มีการเปลี่ยนมือโดยปากเปล่าจากเจ้าของที่ดินแต่การขายที่ดินดังกล่าวจำเป็นต้องมีเอกสารถูกต้องที่เซ็นอนุญาตโดยผู้ใหญ่บ้าน นอกจากนี้การกว้านซื้อที่ดินของกลุ่มทุนดังกล่าวจึงยังมีกำแพงทางสังคมที่ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าขายที่ดินนั่นคือการถูกปฏิเสธจากคนในชุมชนด้วยกันเอง

พะลึนกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ความเข็มแข็งจากการต่อสู้ทำให้ชาวบ้านมีความรู้ในการป้องกันตัวเองหลังจากการเข้ามาของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อให้เกิดความร่วมมือกันมากขึ้นและเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยเหลือกันของชาวบ้านพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืน Ni Mar Oo เยาวชนในหมู่บ้านพะลึน ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิจัยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความมั่งคั่งของชุมชนในเขตพะลึน เล่าว่า “พอรู้ว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาในพื้นที่ก็เต็มใจที่จะเข้าร่วมคัดค้าน และเป็นส่วนหนึ่งในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ทั้งมูลค่าและคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติของอนาคตคนรุ่นหลัง เราเห็นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่มี สิ่งเหล่านี้จะมีการบันทึกเป็นเอกสารและผลิตออกมาให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้เห็นซึ่งดีกว่าการพูดคุยเพียงอย่างเดียวและเป็นการเผยแพร่ข้อมูลได้ไกลมากขึ้น ”

อันเนื่องมาจากการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเมียนมาร์ยังคงยากและมีความซับซ้อนประกอบกับการจัดทำรายงานของบริษัทต่อโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับของชาวบ้านสิ่งเหล่านั้นจึงเป็นที่มาของความร่วมมือข้ามพรมแดนในการจัดทำการศึกษาความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรและทางเศรษฐกิจของพะลึน โดยการทำงานร่วมกันของเมียนมาร์และไทยทั้งพระและชาวบ้านในฐานะนักวิจัยของชุมชน

นักวิชาการและมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ มนตรี จันทวงศ์ โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง เล่าว่า “พะลึนเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดของรัฐมอญและเป็นจุดยุทธศาสตร์ของมอญ เทือกเขาพะลึนที่ทอดยาวอุ้มความอุดมสมบูรณ์ของการปลูกข้าวผืนใหญ่สุดของเขตพะลึน การทำสวนหมากและการทำประมงรายได้รวมกว่า 7 พันล้านจั๊ตในปี 2557 (3) เมื่อมีการจัดทำข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลชาวบ้านพูดกันเป็นเสียงเดียวว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้มองกลับเข้าไปที่ตัวเองและชุมชนว่าความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรนั้นมีมูลค่าและคุณค่ามหาศาล” 

เทือกเขาพะลึนที่ห้อมล้อมด้วยผืนนาข้าวที่ใหญ่ที่สุดของเขตพะลึน ปลูกทั้งข้าวพันธุ์ท้องถิ่นเมล็ดใหญ่ ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นเมล็ดเล็กและข้าวเหนียวพันธุ์และข้าวพันธุ์หอมมะลิจากประเทศไทยหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว สวนหมากจะเป็นเศรษฐกิจหลักที่สร้างมูลค่าให้กับชาวบ้านอย่างต่อเนื่องเพราะราคาสูงและมีความผันผวนน้อย หมากของหมู่บ้านจะถูกส่งออกไปขายยังต่างประเทศด้วยเช่นกันทั้งหมากสดและหมากแห้งทั้งจีน ไต้หวัน เกาหลีและอินเดียจากการทำกินบนที่ราบรอยต่อความอุดมสมบูรณ์ของภูเขาเชื่อมต่อสายน้ำสำคัญ แม่น้ำนิเกรอะไหลผ่านป่าชายเลน หาดเลนผืนใหญ่ออกสู่ทะเลอันดามัน การทำประมงพื้นบ้านจะแบ่งโซนบริเวณริมฝั่งทะเล สร้างรายได้จากการจับกุ้มมังกร กั้ง กุ้ง หอยและปู

ถัดออกมาระหว่างริมฝั่งกับทะเลลึกจะพบกับปลาหัวยุ่ง ปลาดังและเด็ดของที่นี่ และนอกสุดจะเป็นโซนทะเลลึกที่ชาวประมงจะออกหากินด้วยเรือขนาดใหญ่กว่า ความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินมอญ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารของผู้คนที่นี่ร้อยเรียงการทำหน้าที่ของทรัพยากรตั้งแต่ภูผา แม่น้ำ ป่าชายเลนและทะเลอย่างเหนียวแน่น ความลงตัวของการแบ่งปันทรัพยากรอย่างชาญฉลาดและยั่งยืนจึงเป็นกำแพงอันแกร่งในการต่อสู้กับอุตสาหกรรมถ่านหิน

การจัดทำข้อมูลร่วมกันของชาวบ้านพะลึนเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของกระบวนการจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อมที่อีกหลายชุมชนเข้ามาเรียนรู้และเริ่มทำในพื้นที่ของตนทั้งในรัฐมอญ รัฐกะเหรี่ยงและเมืองย่างกุ้ง การตื่นรู้และการตื่นตัวของการต่อสู้กับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของประชาชนราว 6,000 กว่าคนที่ลานหน้าวัดอันแตงดังถึงบริษัทของประเทศไทยและรัฐบาลกลางของเมียนมาร์ที่ต้องทบทวนการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินพม่าอีกครั้ง

“สันติสุขเพิ่งจะมาเยือนเมื่อเมียนมาร์กำลังอยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย แต่แผนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะนำมาซึ่งความกังวลใจและความไม่สงบในพะลึนอีกครั้ง สิ่งที่ชุมชนท้องถิ่นต้องการคือ การพัฒนาที่เคารพความยั่งยืนและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องการโครงการฯที่จะมาทำลายธรรมชาติ สังคมและเศรษฐกิจของพวกเรา” ดร.ออง นาย อู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมอญ กล่าวทิ้งท้าย

จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อ่านรายงาน  ถ่านหิน: วิกฤตสุขภาพในเมียนมาร์ ได้ที่นี่

เอกสารอ้างอิง

(1)  รายงาน เรื่อง รุ่งเรืองและร่วงโรย การติดตามแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลก ปี 2560 

(2) Mike Scott, 2016,  "Peabody Bankruptcy Offers Stark Warning To Oil And Gas Groups Of Risks Of Ignoring Climate Change" Website: https://www.forbes.com/sites/mikescott/2016/04/14/peabody-bankruptcy-offers-stark-warning-to-oil-and-gas-groups-of-risks-of-ignoring-climate-change/#549be2053cf6

(3)  รายงานการศึกษา ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความมั่งคั่งของชุมชนในเขตพะลึน รัฐมอญ ประเทศเมียนมาร์


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่