ก่อนที่เราจะนำขยะไปรีไซเคิล เราลืมทำอะไรไปรึเปล่า

เมื่อพูดถึงประเทศไทย ผู้คนมักคิดถึงหมู่เกาะสวยงาม หาดทรายขาว และน้ำทะเลใสแจ๋ว

แน่ใจหรือว่ายังเป็นเช่นนั้นอยู่ อีกไม่นานมันอาจจะกลายเป็นเกาะพลาสติก หาดทรายขยะ และน้ำทะเลขุ่นๆ ก็ได้ หากเราไม่รีบลงมือแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกตั้งแต่ตอนนี้

รายงานของนิตยสาร Science Magazine ในปี 2558 ชี้ให้เห็นว่า ณ ปัจจุบัน ไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศอันดับต้นๆ ที่มีส่วนในการสร้างขยะในมหาสมุทรมากที่สุด จากการสำรวจของกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง ขยะทะเลเกือบครึ่งของประเทศไทยมาจากพลาสติก ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แม้ปริมาณขยะมหาศาลนี้จะสร้างความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการท่องเที่ยวของประเทศ ความจริงแล้วผลกระทบมีมากกว่านั้นมาก  

ทุกปี มีขยะในปริมาณที่น่าตกใจราวแปดล้านตันไหลลงสู่มหาสมุทร โดยร้อยละ 60 ของปริมาณขยะนั้นมาจากประเทศอันดับต้นๆ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น ปัญหานี้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในระดับโลกและคุกคามชีวิตสัตว์น้ำ ทุกวันนี้ จำนวนสัตว์น้ำที่กลายเป็นเหยื่อติดกับเศษพลาสติกหรือกินเศษพลาสติกเข้าไปนั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอันที่จริงแล้ว คนส่วนมากตระหนักถึงปัญหานี้ดี แต่ถึงแม้จะรับรู้แล้ว เราใส่ใจพอที่จะลงมือทำอะไรหรือไม่

ทางออกคือการป้องกันไม่ให้เกิดขยะและการหลีกเลี่ยงการสร้างขยะ โดยตระหนักว่าเป็นงานสำคัญของทุกคนตั้งแต่เจ้าหน้าที่เทศบาลจนถึงคนในชุมชน หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งในการจัดการขยะรวมถึงขยะพลาสติกคือการคัดแยกขยะที่แหล่งกำเนิดซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ได้รับการพิสูจน์จากทั่วโลก    

แนวทางที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่รัฐบาลต้องพิจารณาคือการห้ามวัสดุประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง มาตรการนี้จะนำไปสู่การดำเนินการให้เกิดการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) และเอื้อให้ ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อหาวัสดุผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งนี้ พึงระลึกไว้ว่าการดำเนินนโยบายโดยภาครัฐและความร่วมมือจากประชาชนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่ที่สำคัญยิ่งคือการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน


กรุงเทพฯ, 3 มกราคม 2560 - ขยะพลาสติกจำนวนมากลอยอยู่ในคลองหัวลำโพงบริเวณถนนพระรามสี่

สถานการณ์ขยะพลาสติกในประเทศไทย

จากร่างแผนจัดการขยะพลาสติกอย่างบูรณาการ พ.ศ. 2560-2564 ได้ระบุว่าประเทศไทยได้ผลิตขยะพลาสติกมากถึง 2.33 ล้านตันในปี 2558 แม้ข้อมูลได้อ้างว่าขยะพลาสติกปริมาณ 1.57 ล้านตันได้ถูกนำไปใช้ใหม่โดยชุมชนและอุตสาหกรรม ยังคงเหลือจำนวนขยะอีกล้นหลามที่ถูกทิ้ง ทั้งอย่างถูกวิธีและไม่ถูกวิธี ใน 10 ปีที่ผ่านมา ปริมาณขยะพลาสติกได้เพิ่มขึ้นมาร้อยละ 12 หรือประมาณสองล้านตันต่อปี

ประเทศไทยมีศูนย์จัดการขยะ 2,490 แห่ง โดยในจำนวนนี้มีเพียง 446 แห่งที่จัดการขยะอย่างถูกต้อง ซึ่งรวมถึงการป้องกันไม่ให้ขยะปนเปื้อนอากาศและน้ำ อีกทั้งการควบคุมปัจจัยภายนอก เช่น การป้องกันน้ำขังไม่ให้ไหลเข้าสู่หลุมฝังกลบขยะ โดยการบริหารหลุมฝังกลบขยะนั้น ต้องการพื้นที่อย่างน้อย 200 ไร่ ซึ่งลำพังในกรุงเทพมหานครก็ใช้งบประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว ในปี 2554 ประเทศไทยใช้งบประมาณไปกว่า 12,000 ล้านบาทต่อปีเพื่อจัดการกับขยะ 15 ล้านตัน ลองคิดดูสิว่าจะต้องใช้งบมากเพียงไหนเพื่อจัดการขยะ 27 ล้านตันที่มีอยู่ตอนนี้

ในปี 2558 นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณ 20,000 ล้านบาทสำหรับการจัดการขยะ โดยแบ่งใช้  3,000 ล้านบาทต่อปี  ในจำนวนนี้ จัดสรร 373 ล้านบาทสำหรับการจัดการขยะ 153 ล้านบาทสำหรับการสร้างโรงงานบำบัดขยะ และ 9 ล้านบาทสำหรับการรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยแผนดังกล่าว ยังเรียกเก็บค่าบริการ 220 บาทจากแต่ละครัวเรือนอีกด้วย

แม้ว่าแผนของรัฐบาลจะกล่าวถึงอุปสรรคที่มีต่อการจัดการพลาสติก แผนที่ร่างยังขาดเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมไปโดยสิ้นเชิง อุปสรรคที่ได้พูดถึงรวมไปด้วยการออกแบบและผลิตพลาสติก (ไม่ระบุชนิดพลาสติก ไม่มีสัญลักษ์รีไซเคิล ขาดวัสดุทดแทนพลาสติก ฯลฯ) และการบริโภค (ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ไม่แยกขยะ ไม่มีความรู้เรื่องรีไซเคิล ฯลฯ) สุดท้ายแล้วปัญหาก็โยงกลับมาที่การผลักดันนโยบายทางภาครัฐ ตราบใดที่ไม่มีกฏหมายและการบังคับใช้ที่เข้มงวดเรื่องพลาสติก ก็จะยังคงมีปัญหาเรื่องพลาสติกตามวัฏจักรเดิม


กรุงเทพฯ, 3 มกราคม 2560 - ขยะพลาสติกจำนวนมากลอยอยู่ในคลองหัวลำโพงบริเวณหลังชุมชนคลองเตย

ตัวอย่างมาตรการลดปริมาณขยะในประเทศอื่นๆ

ในปี 2559 รัฐบาลอังกฤษริเริ่มมาตรการเก็บเงิน 5 เพนซ์ต่อถุงพลาสติกหนึ่งถุงที่สามารถได้ใช้ได้ครั้งเดียวแล้วต้องทิ้งในร้านค้าและศูนย์การค้าชั้นนำ และภายในระยะเวลาน้อยกว่าหกเดือน การใช้ถุงพลาสติกลดลงกว่าร้อยละ 85 จากถุง 7 พันล้านใบเหลือ 500 ล้านใบ จากเดิมที่พบถุงพลาสติกเฉลี่ย 11 ใบตลอดแนวชายฝั่งทะเล 100 เมตร หลังดำเนินมาตรการนั้น จำนวนถุงที่พบลดลงเหลือ 7 ใบ นอกจากนี้ ปรากฎการณ์นี้ยังทำให้ผู้ค้าปลีกและผู้บริจาคหันมาสนับสนุนการดูแลสิ่งแวดล้อมรวมเงินจำนวน 29 ล้านปอนด์​

อีกหนึ่งตัวอย่างของการลดขยะก่อนการนำไปรีไซเคิลคือยุทธศาสตร์ของเมืองกาปันโนรีในอิตาลี ซึ่งเริ่มใช้มาตรการที่พัฒนาโดยเครือข่าย Zero Waste Europe หลังมีการอภิปรายมากเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของการใช้เตาเผาขยะและหลุมฝังกลบขยะ ทางชุมชนก็ตัดสินใจใช้วิธีการที่แตกต่างออกไป คือการลดปริมาณขยะตั้งแต่แหล่งกำเนิด ในปี 2550 ชุมชนในกาปันโนรีตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าจะไม่มีขยะถูกส่งไปหลุมกลบฝังขยะเลยภายในปี 2563  จากนั้น ในปี 2555 ทางเทศบาลได้ริเริ่มโครงการเก็บภาษีการทิ้งขยะ “Pay As You Throw” ซึ่งช่วยให้การแยกขยะและการแปรสภาพขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งช่วยให้ปริมาณขยะที่ถูกส่งไปหลุมฝังกลบขยะลดน้อยลง นอกจากนี้ ทางเทศบาลยังได้ก่อตั้ง “ศูนย์ใช้ซ้ำ” (Reuse Center) ซึ่งผู้คนสามารถนำสิ่งของที่ยังใช้ซ้ำใหม่อีกครั้งหรือยังซ่อมแซมได้มามอบให้ที่ศูนย์ ด้วยมาตรการเหล่านี้ ปริมาณขยะที่ผลิตต่อคนระหว่างปี 2547-2556 ลดลงไปถึงร้อยละ 39 ในปัจจุบัน เทศบาลในยุโรปกว่าร้อยแห่งก็ได้นำมาตรการของเมืองกาปันโนรีไปใช้

ประเทศเยอรมนีมีการรณรงค์ที่ชื่อว่า “Green Dot System” ซึ่งสนับสนุนให้ผู้ผลิตใช้วัสดุบรรจุผลิตภัณฑ์น้อยลง โดยคิดค่าใช้จ่ายในการประทับตรา “จุดสีเขียว” บนผลิตภัณฑ์เพื่อรับรองว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หากใช้กระดาษ แก้ว หรือโลหะในการบรรจุผลิตภัณฑ์มาก ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้น โดยการรณรงค์นี้ประสบความสำเร็จในการลดปริมาณขยะราวหนึ่งล้านตันทุกปี เพราะเป็นตัวอย่างของความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Producer Responsiblity) ที่ประสบความสำเร็จ ระบบนี้จึงได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในอีกหลายประเทศในยุโรป

แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างกัมพูชาก็ได้เริ่มลงมือเพื่อแก้ปัญหาแล้วเช่นกัน โดยเมื่อไม่นานมานี้ การรณรงค์ที่ชื่อว่า “Combine in One” ได้เริ่มขึ้นในเมืองสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นความพยายามลดการใช้พลาสติกในเมือง จากการสนับสนุนให้ผู้ค้า 125 รายในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองลดการใช้ถุงพลาสติกลงนั้น ปริมาณถุงพลาสติกที่ผู้ค้าเหล่านี้ใช้ก็ลดลงจาก 1.3 กิโลกรัมเหลือเพียง 0.9 กิโลกรัม ด้วยการฝึกฝนบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพและความร่วมมือกับภาคประชาชน โครงการดังกล่าวได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในพฤติกรรมการใช้พลาสติกของกัมพูชา

ประเทศไทยสามารถเลือกได้ว่าจะปล่อยให้สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมขณะนี้ดำเนินต่อไป หรือเริ่มลงมือจัดการปัญหามลพิษจากขยะพลาสติกตอนนี้  โดยในปีนี้ รัฐบาลได้เสนอนโยบายต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์การจัดการมลพิษ 20 ปี แผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2560 - 2564 แผนแม่บทด้านการจัดการสิ่งปฏิกูล พ.ศ. 2559 – 2564 และแผนจัดการขยะพลาสติก

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากลไกในการจัดการขยะพลาสติก ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้วัสดุอื่นแทนพลาสติก การนำหลักการ 3Rs (Reuse, Reduce, Recycle) มาปฏิบัติ  รวมถึงสนับสนุนการศึกษาค้นคว้าในประเด็นดังกล่าวด้วย ในขณะเดียวกัน ก็มีการปฏิบัติการที่เริ่มลงมือทันที ได้แก่ การกำจัดขยะมูลฝอยในทะเล การพัฒนาวิธีลดขยะพลาสติก การวิจัยเพื่อศึกษาสภาพการณ์ในปัจจุบันและผลกระทบของขยะพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล และการสร้างฐานข้อมูลระดับชาติด้านขยะในทะเล แต่ถึงแม้รัฐบาลจะหันมาสนใจเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เรายังจำเป็นที่จะต้องผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ โดยการลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

ถ้าหากเราไม่ใส่ใจพอที่จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สุดท้ายแล้วผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือพวกเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการสะสมของสารพิษในอาหารทะเลที่เรารับประทาน การปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำที่เราดื่ม หรือ การอุดตันของท่อระบายน้ำซึ่งทำให้น้ำท่วมเมืองที่เราอาศัยอยู่ และขยะล้นหลุมฝังกลบขยะที่เราจำเป็นใช้ ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบมหาศาลต่อพวกเราโดยตรง หากนี้ยังไม่ทำให้คุณตระหนักถึงบทบาทสำคัญที่พวกเราทุกคนมีในการร่วมกันป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรอีกที่ทำให้คุณเปลี่ยนความคิด

ในระหว่างนี้  การรณรงค์ของกรีนพีซได้รับการตอบรับจากคนเกือบ 60,000 คนซึ่งให้สัญญาว่าจะเข้าร่วมสร้างความตระหนักในการบริโภคเพื่อจัดการปัญหามลพิษจากขยะพลาสติก แล้วคุณล่ะ สนใจจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเราหรือไม่

นันทิชา โอเจริญชัย เป็นอาสาสมัครกรีนพีซ


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่