เราไม่จำเป็นต้องใช้สารกำจัดศัตรูพืชเพื่อผลิตอาหารให้กับโลก ยูเอ็นกล่าว

“สารกำจัดศัตรูพืชที่ถูกโปรโมทอย่างบ้าคลั่ง คือสิ่งที่น่ากังวลที่สุดของโลกว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน การใช้สารนี้จะก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายขึ้นในภายหลัง เมื่อคำนึงถึงความสำราญจากสิทธิในด้านอาหารของเรา”

บทนำนี้นับว่าเป็นบทนำที่น่าดึงดูดใจบทหนึ่ง จากรายงานฉบับใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์โดยไฮลาล เอลเวอร์ ผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติ (the Special Rapporteur) ว่าด้วยเรื่องสิทธิในด้านอาหาร

มีรายละเอียดอันน่าตกใจภายในรายงานมากมาย ตัวอย่างเช่น “สารกำจัดศัตรูพืชทำให้เกิดอาการพิษเฉียบพลันที่ถึงขั้นเสียชีวิตประมาณ 200 คดีต่อปี โดยร้อยละ 99 ของทั้งหมด เกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา” อีกอย่างหนึ่งที่รายงานได้กล่าวไว้คือความสองมาตรฐาน เพราะสารกำจัดศัตรูพืชที่อันตรายหลายชนิดได้ถูกสั่งห้ามใช้ในหลายประเทศในตะวันตกไปแล้ว แต่กลับยังคงมีการอนุญาตให้ใช้อยู่ในส่วนอื่น ๆ ของโลก ถ้าหากมีการพิจารณาแล้วว่าสารกำจัดศัตรูพืชนั้นมีพิษ มันก็ควรจะถูกพิจารณาว่าเป็นพิษในทุก ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือทวีปไหนก็ตาม โดยเหตุนี้ ความสองมาตรฐานได้ทำให้บริษัทมากมายได้รับผลประโยชน์จากตัวบทกฎหมายที่แตกต่างกันนี้เอง เพราะถึงแม้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาโดนสั่งห้ามขายในประเทศหนึ่ง แต่พวกเขากลับยังคงสามารถขายในตลาดอื่น ๆ ได้ 

การปฏิเสธจากทั้งระบบและกลวิธีทางการตลาดอันไร้จริยธรรม

ในรายงานยังได้วิจารณ์หลายบริษัทขนาดใหญ่ในภาคส่วนนี้อย่างหนัก และกล่าวโทษพวกเขา เพราะ “การปฏิเสธจากทั้งระบบ...ในปริมาณขนาดนี้ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสารเคมีมากมายและกลวิธีทางการตลาดที่อุกอาจและไร้จริยธรรมเหล่านี้ ยังไม่เคยถูกคัดค้านเลย”

“ความพยายามของอุตสาหกรรมสารกำจัดศัตรูพืชในการครอบงำผู้กำหนดนโยบายและข้อบังคับ ได้สร้างอุปสรรคต่อการปฏิรูปและและทำให้การออกข้อบังคับการใช้สารเคมีดังกล่าวเป็นอัมพาตไปทั่วโลก”

“อุตสาหกรรมได้โน้มน้าวให้รัฐบาลต่าง ๆ ยกเลิกการควบคุมการใช้สารกำจัดศัตรูพืชเพื่อปกป้องแมลงที่ทำหน้าที่ผสมเกสร”

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทเหล่านั้น พร้อมที่จะทำถึงขนาดไหนเพื่อที่จะปกป้องความมั่นคงของธุรกิจของพวกเขา จากรายงานฉบับนี้เราสามารถสรุปได้ว่า  การดำเนินธุรกิจด้วยวิธีนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และอำนาจอันไม่ชอบธรรมของพวกเขาที่มีต่อภาครัฐควรจะยุติลงโดยเร็วที่สุด

มายาคติอันซ้ำซากที่ว่า “เราต้องการสารกำจัดศัตรูพืชเพื่อช่วยผลิตอาหารให้เพียงพอกับคนทั้งโลก”

ระบบอุตสาหกรรมการเกษตรในปัจจุบันนั้น ถูกสนับสนุนโดยมายาคติต่าง ๆ มากมาย ซึ่งรายงานขององค์การสหประชาชาติฉบับนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าความเชื่อนี้ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง หนึ่งในความเชื่อผิด ๆ นี้ได้แก่ ความคิดที่ว่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อผลิตอาหารให้กับคนทั้งโลก ซึ่งเป็นผลมาจาก “การปฏิวัติเขียว (Green Revolution)” ที่ให้อำนาจกับบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกไปพร้อมกับการสร้างความมั่งคั่งให้พวกเขา ระบบนี้สามารถเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นได้ แต่มีอาหารที่ถูกผลิตขึ้นบนโลกถึงหนึ่งในสามเป็นอย่างน้อยที่จะกลายเป็นขยะ  ในขณะที่ยังมีผู้คนมากกว่า 800 ล้านคนกำลังประสบกับความหิวโหย ระบบนี้ไม่สามารถรับประกันความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวเนื่องจากไม่ได้ตั้งอยู่บนการเกษตรที่มีความสมเหตุสมผลทางระบบนิเวศ ความยั่งยืน นอกจากนั้นการเกษตรเชิงอุตสาหกรรมยังเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ปัญหามลพิษทางน้ำ การเอารัดเอาเปรียบทางสังคม และการย้ายถิ่นฐานออกจากชนบท

ระบบนิเวศวิทยาการเกษตรคือทางออกเดียว

แต่ว่ายังมีข่าวดี นั่นก็คือเรามีวิธีแก้ปัญหานี้อยู่แล้ว และมันกำลังกระจายไปอย่างแข็งขันสู่ทั่วทุกมุมโลก หนึ่งในนั้นคือระบบนิเวศวิทยาการเกษตร ตามจากการสรุปของรายงาน และตามที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านระบบการเกษตร ความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ

ณ ตอนนี้ เรามีหลักฐานมากเพียงพอเกี่ยวกับความเสียหายที่อุตสาหกรรมการเกษตรทำไว้กับสิ่งแวดล้อม สุขภาพของเรา และสิทธิมนุษยชน รายงานที่จัดทำขึ้นโดยผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติกล่าวจบด้วยคำแนะนำ 25 ข้อ สำหรับสร้างอนาคตที่ดีกว่าและละทิ้งเส้นทางที่จะนำเราไปสู่ทางตัน เมื่อเอ่ยถึงวิธีการที่ครอบคลุมทั้งโลก พวกเขาแนะนำให้หา “สนธิสัญญาที่เบ็ดเสร็จและมีผลผูกมัด เพื่อวางระเบียบสารกำจัดศัตรูพืชที่อันตรายต่าง ๆ ตลอดทั้งวงจรชีวิต” ซึ่งจะต้องเน้นการส่งเสริมระบบนิเวศวิทยาการเกษตรเป็นหัวใจหลัก และในระดับชาติเอง ยังมีการแนะนำให้ “ริเริ่มการตั้งเป้าหมายการลดระดับการใช้ที่จะมีผลผูกมัดและสามารถตรวจวัดได้ โดยอยู่ภายใต้ขอบเขตเวลาที่กำหนด” รายงานได้กล่าวสรุปด้วยคำแนะนำต่อประชาสังคมว่า “เราควรจะแจ้งให้ประชาชนทั่วไปทราบถึงผลกระทบในทางลบจากสารกำจัดศัตรูพืชที่มีต่อสุขภาพมนุษย์และความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งจัดการฝึกฝนอบรมในเรื่องของระบบนิเวศวิทยาการเกษตร”

นักการเมืองจำเป็นจะต้องลงมือทันที และมันขึ้นอยู่กับเราทุกคนที่จะกดดันให้พวกเขารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ลูอีส เฟเรอีริม ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซ ประเทศสเปน


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่