เรื่องภายในบ้านก็เป็นเรื่องทางการเมืองได้ เมื่อพูดถึงการเคลื่อนไหวด้านอาหาร โดยเฉพาะกับครอบครัวชาวเอลซัลวาดอร์ ของฉัน ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบอาหารที่ไม่คุ้นเคยบนดินแดนสหรัฐอเมริกา

ครอบครัวโรดริเกซ-เซอา ขณะกำลังฉลองวันเกิดของคุณย่าอาเมเลีย 

หน้าที่ในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่อยู่ในใจฉันและครอบครัวมาโดยตลอด ฉันได้ยินเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2549 จากอีเมลของกรีนพีซที่น้องสาวของฉันส่งต่อมาให้ ตั้งแต่วันนั้น ฉันรู้สึกตกหลุมรักการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมของพวกเขาทันที กรีนพีซทำงานเพื่อให้คนตระหนักถึงความสำคัญของการมีชีวิตที่ยั่งยืน ดูแลกันและกัน รวมถึงการยึดหยัดในความเชื่อของตนเอง ซึ่งเข้ากันได้ดีกับค่านิยมของครอบครัวฉันที่พ่อแม่จะปลูกฝังให้ลูกๆ ทุกคนรู้จักดูแลใส่ใจผู้อื่นและกล้าลุกขึ้นต่อสู้กับสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง

ครอบครัวของฉันมาจากประเทศเอลซัลวาดอร์ เราย้ายไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ตอนนี้ฉันเรียกว่าบ้าน เมื่อฉันอายุ 10 ขวบ ครอบครัวของเรา 5 คนอาศัยอยู่ด้วยกันในอพาร์ทเม้นท์ขนาด 1 ห้องนอนที่แสนสบาย แม่ของฉันเป็นแม่บ้าน และพ่อจะเป็นคนออกไปทำงานข้างนอก สำหรับเด็กหญิงอายุเพียง 12 ปี ชีวิตในตอนนั้นมันเยี่ยมมาก แต่สำหรับพ่อกับแม่ของฉันแล้วมันกลับต่างออกไป

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องอาหาร อาหารที่นี่ไม่สด และไม่ได้ปลูกโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ ในเอลซัลวาดอร์ ฟาร์มเมอร์มาเก็ต (Farmers’ market)  ไม่ได้เป็นสถานที่ของเหล่าฮิปสเตอร์ หรือเป็นสถานที่ของคนเพียงบางกลุ่ม แต่เป็นเพียงสถานที่ที่คนจับจ่ายซื้อขายสินค้ากัน และเปิดให้บริการทุกวัน ในตลาดจะมีแม่ค้านำผักผลไม้มาขายทุกเช้า ดังนั้น ผู้ซื้อก็จะได้รับสินค้าที่สดใหม่ทุกวัน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คุณมีโอกาสได้ต่อรองราคาสินค้าเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมได้

แต่ในดินแดนแห่งเสรีภาพนี้ การผลิตมักมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต และการเดินเข้าร้านขายของเพื่อซื้อสินค้า กลับเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ต้องทำในวันสุดสัปดาห์ แทนที่จะแวะซื้อสินค้าสดๆ จากในตลาดทุกวัน ซึ่งต่อมา พวกเราก็พบว่า อาหารแช่แข็งและผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของพวกเราสะดวกสบายขึ้น นั่นเพราะเราไม่ค่อยมีเวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ตบ่อยๆ นั่นเอง

วันหนึ่ง เราซื้อซอสมะเขือเทศกระป๋องสำหรับทำอาหารเย็น แม่ของฉันทำโปโญ่ กวิซาโดแสนอร่อย ขณะที่เธอกำลังจะเทซอสมะเขือเทศลงในหม้อ เธอก็สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างที่แปลกไป ด้านในของกระป๋องซอสมะเขือเทศมีสีชมพูสดใสอยู่ ความคิดของฉันในวัย 12 ขวบตอนนั้นคิดเพียงแค่ว่ามีใครทาลิปสติกสีชมพูไว้นะ แม่ของฉันไม่รู้จะทำยังไงดี เธอจึงบอกให้ฉันโทรไปหาบริษัทผลิตมะเขือเทศกระป๋องและแปลให้เธอฟังว่าบริษัทพูดว่ายังไงบ้าง

ความคิดของฉันในวัย 12 ขวบตอนนั้นคิดเพียงแค่ว่ามีใครทาลิปสติกสีชมพูเอาไว้ในกระป๋องซอสมะเขือเทศ

และนั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่ฉันพอทำได้ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย ฉันบอกปลายสายว่า พวกเราพบรอยลิปสติกสีชมพูอยู่ภายในกระป๋อง พวกเขาต้องคิดว่าฉันโทรเข้าไปป่วนแน่ๆ แต่ฉันยืนยันสิ่งที่พวกเราเจอและพยายามอธิบายว่าแม่ของฉันทำโปโญ่ กวิซาโด ซึ่งหลังจากเทซอสมะเขือเทศลงไป มันก็กินไม่ได้เลย

พวกเราไม่กล้ากินโปโญ่ กวิซาโดกันเลย เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในซอสนั้นมันคืออะไร เราใช้เวลาไม่นานในการคุยกัน ก่อนที่ตัวแทนบริษัทจะวางสายไป

ดังนั้น ฉันจึงเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างที่เด็กวัยเพียง 12 ขวบสามารถทำได้ ฉันเปิดสมุดหน้าเหลืองและมองหา Better Business Bureau ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่จะทำการประเมินให้คะแนนธุรกิจต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการบริโภคสินค้าจากบริษัทนั้นๆ

ฉันเริ่มโทร สักพักก็มีชายหนุ่มน้ำเสียงเป็นมิตรรับสาย ฉันอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง เขากล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องกังวลเลย แล้วเขาจะโทรหาฉันอีกครั้ง เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง พวกเราก็ได้รับโทรศัพท์ขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้นจากบริษัทผลิตซอสมะเขือเทศกระป๋อง บริษัทจะจ่ายค่าอาหารมื้อนั้นแก่พวกเรา และขอให้เราส่งกระป๋องใบนั้นไปให้บริษัทเพื่อตรวจสอบต่อไป

หลายสัปดาห์ต่อมา เราได้รับจดหมายระบุว่าสีชมพูสดใสนั้นเป็นสีผสมอาหารที่สามารถกินได้ แต่ด้วยความสัตย์จริง ฉันกล้าพูดได้เลยว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดในการซื้อซอสมะเขือเทศกระป๋องของครอบครัวเรา พวกเราเริ่มหันไปทำซอสมะเขือเทศไว้กินเอง และถ้าจะต้องซื้อ เราจะซื้อเฉพาะสินค้าเกษตรอินทรีย์เท่านั้น

แม้สินค้าเกษตรอินทรีย์จะแพงไปหน่อย แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อการลงทุนมาก ดังนั้น เราจึงต้องลงมือทำ

และนี่ถือเป็นชัยชนะเล็กๆ ของครอบครัวฉัน สายโทรศัพท์เพียงสายเดียวมีพลังในการสร้างความกดดันแก่บริษัทได้ แล้วลองจินตนาการถึงพลังของเสียงนับล้านเสียงที่จะสามารถทำได้ หากพวกเราร่วมใจและลงมือทำด้วยกัน เราควรปกป้องอาหารของพวกเราไว้เพื่อให้แน่ใจว่า คนในรุ่นถัดไปจะมีอนาคตทางอาหารที่ยั่งยืน

ลูกหลานของเราสมควรที่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถให้พวกเขาได้ ฉันต้องการให้ลูกๆ ของฉันรู้ว่า ฉันทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเขาได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ฉันกำลังต่อสู้เพื่อโลกใบนี้ โลกที่จะมีแต่บริษัทที่ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคและทำงานด้วยความโปร่งใส และให้พวกเราได้ทราบว่า อาหารที่เรากำลังจะบริโภคเข้าไปนั้นมาจากที่ไหน เพื่อให้พวกเราได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในการจัดตารางอาหารในแต่ละวันของเรา

ดังนั้น สิ่งที่คุณสามารถทำได้ เริ่มต้นด้วยวิธีง่ายๆ คือ การรู้ว่าในแต่ละวันคุณบริโภคอะไรบ้าง ให้ลองนึกถึงว่า คุณจะเอาเงินที่คุณหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง จ่ายให้กับบริษัทที่คุณคิดว่าเป็นบริษัทที่ดี การเคลื่อนไหวเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่บ้านของคุณเอง จากนั้น จึงอาจจะเริ่มเข้าร่วมการรณรงค์กับองค์กรต่างๆ

โลกใบใบนี้คือบ้านของเรา และพวกเราก็ต้องร่วมมือปกป้องบ้านหลังนี้ด้วยกัน

Linda Rodriguez  ผู้ประสานงานอาวุโสฝ่ายละติน 

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่ 


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่