ผู้ป่วยโรคฝุ่นจับปอดรุนแรงต้องเผชิญกับความทรมาน ไม่สามารถหายใจนำอากาศไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ถูกทิ้งไว้ราวกับเป็นฟองน้ำเก่าๆก้อนหนึ่ง

โรคฝุ่นจับปอดนี้เป็นโรคร้ายที่หลายคนคิดว่าหมดไปจากประเทศออสเตรเลียแล้ว แต่ในตอนนี้มันกลับมาอีกครั้ง [1]

บทความต้นฉบับตีพิมพ์ใน Huffington Post

โรคนี้เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนพวกเราทุกคนว่าอุตสาหกรรมถ่านหินมีต้นทุนมนุษย์ที่แลกกับการผลิตไฟฟ้า

เป็นเวลายาวนานเหลือเกินที่ถ่านหินได้เอาชีวิตของเหล่าคนในโรงงานและชุมชนใกล้เคียงเป็นตัวประกันอย่างซ่อนเร้น เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าที่อันตรายที่สุด สกปรกที่สุด และในตอนนี้ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในการผลิตไฟฟ้า[2] ที่ค่าใช้จ่ายสูงที่สุด ได้เดินหน้าต่อไปโดยที่ชุมชนต้องเป็นผู้ที่รับภาระทางสุขภาพนี้

ปัจจุบันมีทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า สะอาดกว่า และปลอดภัยกว่า เราจึงไม่ควรยอมรับการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอีกต่อไปแล้ว

รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย พบผู้ป่วยโรคฝุ่นจับปอดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งราย [3] และคาดว่าจะพบผู้ป่วยโรคนี้อีกเรื่อยๆจากที่พบแล้วรวม 22 รายในขณะนี้

“โรคฝุ่นจับปอดนี้อาจต้องอาศัยเวลานานกว่าจะตรวจพบ กว่าจะรู้จึงอาจใช้เวลาถึง 10 ปี 15 ปี 20 ปี หรือเพียงแค่ 2 ปีก็ได้” โจแอน มิลเลอร์ ประธานกลุ่มผู้ป่วยโรคปอดจากการทำงานถ่านหิน[4]

“เราคาดว่าเป็นไปได้ที่จะมีผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายพันคน หรืออย่างน้อยๆก็หลายร้อยคนในอนาคต”

โรคนี้กำลังกัดกินปอดของผู้คนนับร้อย ซึ่งล้วนแต่เป็นคนงานที่ตรากตรำทำงานเพียงเพื่อให้ครอบครัวของเขามีอาหารกินในแต่ละวัน มิใช่คณะกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทแต่อย่างใดที่ต้องมารับเคราะห์นี้

คนงานอย่างสตีเฟน เมลเลอร์ (Stephen Mellor) ที่เพียรพยายามจะสร้างอนาคตของเขากลับต้องมารู้สึกราวกับร่างของตนถูกโยนลงบน “กองขยะ” หลังจากเป็นโรคฝุ่นจับปอดนี้

“เราซื้อเครื่องจักรใหม่ๆพวกนี้มาเพื่อขุดเจาะและบดถ่านหินได้ไวขึ้น แล้วเราทำอะไรเพื่อคนงานเหมืองบ้าง” เมลเลอร์กล่าวกับสื่อ [5]

“ระบบในโรงงานนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า กฎระเบียบขั้นพื้นฐานอนุญาตให้บริษัทเหมืองถ่านหินมีแพทย์ประจำตัวหรือนักรังสีวิทยาประจำเหมือง โดยที่ไม่ต้องนำผลเอ็กซ์เรย์ไปเทียบกับมาตรฐานสากล ปล่อยให้ผู้คนหลับหูหลับตาทำเป็นไม่เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น และผู้คุมงีบหลับขณะทำหน้าที่”

ไม่ได้มีแค่คนงานในเหมืองถ่านหินเท่านั้นที่ต้องแลกชีวิตของตนกับถ่านหิน ในตอนนี้คณะกรรมการดูแลเกี่ยวกับโรคปอดจับฝุ่น (Black Lung disease committee) 

เกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการเผชิญกับมลพิษในอากาศในเมืองที่ทำเหมืองถ่านหิน ท่าเรือขนส่งถ่านหิน และคนงานรถไฟที่ขนส่งถ่านหิน

นับเป็นประกาศที่น่าหดหู่สำหรับคนในเมืองนิวคาสเซิลที่อยู่อาศัยและทำงานในบริเวณท่าเรือขนส่งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เรื่องนี้จะคอยตอกย้ำในสิ่งที่พวกเขาก็รู้กันอยู่แล้ว ว่าท่าเรือถ่านหินนี้เป็นอันตรายต่อชีวิตพวกเขาจริงๆ

เมื่อเดือนก่อนเหล่าประชาชนในพื้นที่ได้นำเสื้อผ้าสกปรกของตนมาแขวนไว้หน้าโรงงานเพื่อเป็นการประท้วง [6] พวกเขากล่าวกับสื่อถึงความกังวลที่ว่าบุตรหลานของตนจะเติบโตมาในชุมชนที่มีฝุ่นละอองเกาะเป็นแผงเคลือบขอบหน้าต่างและประตู

ศาสตราจารย์ฮิลารี แบมบริค นักระบาดวิทยาด้านอากาศจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์  (Queensland University of Technology) กล่าวในขณะนั้นว่าสุขภาพของคนในชุมชนกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง [7]โดยคาดว่า “ในแต่ละปีฝุ่นจากถ่านหินราว 42 ล้านกิโลกรัมกำลังลอยล่องกระจายตัวไปยังเขตฮันเตอร์ โดยฝุ่นส่วนมากมาจากขบวนรถไฟลากจูงและบรรทุกถ่านหินโดยไม่มีอะไรคลุม”

ไม่มีถ่านหินแม้แต่ก้อนเดียวถูกเผาที่ท่าเรือ แต่อากาศกลับปนเปื้อนไปด้วยฝุ่นละอองจากการบดกระทบกันของถ่านหินขณะขนส่งมายังท่าด้วยรถไฟเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร เพื่อนำไปคัดแยกเป็นกองถ่านหินขนาดยักษ์และนำลงเรือ  

โดยจากสถิติบัญชีรายการสารมลพิษแห่งชาติ [8]ของรัฐบาลออสเตรเลีย (National Pollutant Inventory) ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ พบว่าฝุ่นละอองโดยรวมที่มาจากการทำเหมืองและขนส่งถ่านหินเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีก่อน และฝุ่นละอองเหล่านี้ได้คร่าชีวิตผู้คนมากมาย

ผลวิจัยจากสถาบันสุขภาพและสวัสดิภาพของรัฐบาลออสเตรเลีย (Institute of Health and Welfare) [9] พบว่ามีชาวออสเตรเลียเสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 3,000 คนต่อปีเพราะคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่จากการปนเปื้อนของถ่านหินซึ่งเป็นตัวการหลักของมลพิษทางอากาศ [10]

มลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 1 ใน 30 ส่วนของความหนาของเส้นผมมนุษย์ ซึ่งเล็กมากจนกระทั่งสามารถลอยไปลอยมาในอากาศได้เป็นสัปดาห์และลอยไปได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร [11] ล่องลอยไปได้แม้กับสายลมที่พัดเบาที่สุด

เมื่อเราสูดเอาเศษธุลีจากถ่านหินเหล่านี้เข้าไปยังระบบทางเดินหายใจ บ้างก็ไปเกาะตามเส้นทางเดินหายใจ ในขณะที่ฝุ่นละอองที่เหลือเดินทางลึกเข้าไปยังปอดของเรา

ฝุ่น PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กเสียจนมันสามารถหลุดเข้าไปถึงถุงลมซึ่งเป็นส่วนที่ลึกที่สุดของปอดได้ ซึ่งเป็นส่วนที่เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนไปยังกระแสเลือด และฝุ่น PM 2.5 เหล่านี้ก็มีขนาดเล็กมากพอที่จะไหลไปตามกระแสเลือดพร้อมกับออกซิเจน

และฝุ่นละอองเหล่านี้ก็ไหลเวียนไปกับกระแสเลือดของเรา เศษผงเล็กจิ๋วจากถ่านหินกำลังปะปนอยู่ในหลอดเลือด หลอดเลือดอาร์เทอร์รี และหลอดเลือดฝอยที่ต่างก็คอยนำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เดินทางไปยังอวัยวะต่างๆรวมถึงหัวใจ [12]

ผลวิจัยเมื่อปีที่ผ่านมา [13] พบว่าฝุ่นละอองเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจต่างๆอย่างมาก อาทิ โรคหัวใจล้มเหลว โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหอบหืด ทางเดินหายใจอักเสบ การทำงานของปอดผิดพลาด และโรคมะเร็ง

ในแต่ละปี ราวสามพันชีวิตต้องสูญเสียไปโดยไม่ควร

นี่คืออีกหนึ่งต้นทุนของอุตสาหกรรมถ่านหินที่ไม่ใช่ตัวเลขราคา

นี่คือค่าชดเชยที่ต้องจ่ายให้กับอุตสาหกรรมถ่านหินมาโดยตลอด

แค่เพียงในสหรัฐอเมริกา กว่า 104,851 ชีวิตต้องสูญเสียไป[14] เพื่อแลกมาด้วยไฟฟ้าที่ส่องสว่างตั้งแต่ต้นศตวรรษก่อน ซึ่งมากกว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นในสงครามเวียดนามกว่าสองเท่าตัว 

มีผู้เสียชีวิต 283 คนจากเหตุการณ์เหมืองถ่านหินถล่มที่ตุรกี [15]ในปี พ.ศ. 2557 และมีคนงานเหมืองชาวซิมบับเว 8 คนเสียชีวิต [16] จากเหตุปล่องทางลงเหมืองถ่านหินถล่มในปีนี้ โดยยังคงคาดว่ามีผู้เสียชีวิตทั่วโลกราว 12,000 คนต่อปี [17] จากอุบัติเหตุเกี่ยวกับการทำเหมือง

ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่รวมจำนวนผู้เสียชีวิตเกือบครึ่งล้านคนต่อปี [18] จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอันเป็นผลพวงมาจากการทำเหมืองถ่านหิน

ทว่าเรื่องราวของผู้เสียชีวิตจากอุตสาหกรรมถ่านหินในช่วงนี้ส่วนมากกลับเงียบเชียบ เหมืองถ่านหินไม่ถล่มบ่อยเท่าในอดีตและไม่มีอะไรมาทำให้พวกเราฉุกคิดถึงผลกระทบจากอุตสาหกรรมถ่านหินนี้เท่าไรนัก

ในเดือนตุลาคมปีพ.ศ. 2491 เกิดปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในอากาศ ทำให้มลพิษจากถ่านหินวนเวียนอยู่ในเมืองโดโนรา [19] เขตเมืองเล็กๆในรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ในตอนนั้นท้องฟ้ามืดสนิท เหล่ารถยนต์ที่เคลื่อนไปตามถนนต้องเปิดไฟรถไว้แม้ในยามเที่ยงวัน ไฟริมทางเปิดไว้ตลอดทั้งวันทั้งคืน

กำแพงหมอกควันพิษดูดกลืนชีวิตผู้คนไปกว่า 20 ชีวิต และทำลายสุขภาพของผู้คนกว่า 7,000 คน ชาวเมืองอีก 50 คนเสียชีวิตจากโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจภายในหนึ่งเดือนหลังเกิดโศกนาฏกรรมครั้งนั้น

ชาวเมืองโดโนราไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่ต้องประสบเหตุสะเทือนขวัญเช่นนี้ ในปีพ.ศ. 2473 เกิดเหตุคล้ายคลึงกันที่ประเทศเบลเยี่ยมซึ่งคร่าชีวิตคนไปถึง 63 คน และที่ประเทศเม็กซิโกอีก 22 คน นอกจากนี้เหตุการณ์หมอกควันพิษ “Great Smog of London” ในปีพ.ศ. 2495 ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งกินเวลายาวนานถึงสี่วัน ยังทำให้วัวในฟาร์มสำลักอากาศตายและเป็นเหตุให้ผู้คนราว 12,000 คนเสียชีวิต [20]

อย่างไรก็ดี หากคุณคิดว่าปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงแค่บทเรียนทางประวัติศาสตร์ไกลตัว อีกเหตุการณ์หนึ่งในปีพ.ศ. 2556 “Eastern China Smog” [21] จะช่วยยืนยันว่ามันเข้ามาใกล้เรามากกว่าที่คุณคิด โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่ประเทศจีน มีหมอกควันปกคลุมและค่ามลพิษขึ้นสูงถึงในระดับที่ไม่มีใครคาดคิด [22]

ในครั้งนี้ผู้คนตื่นตัวกับความสูญเสียมากขึ้นและเรียกร้องให้ทางการออกมารับผิดชอบ ในปัจจุบันตุ้นทุนหลักของอุตสาหกรรมถ่านหินนั้นคำนวณไม่ได้ ซึ่งก็คือภาวะโลกร้อน และฝุ่นละอองขนาดเล็กจิ๋วกว่าเส้นผมของมนุษย์เหล่านี้

แต่พวกเรายังพอมีทางเลือกอื่น

ทางการจีนได้ตระหนักถึงความสูญเสียของประชาชนและพิจารณาทางเลือกอื่นๆ เป็นเหตุให้จีนกำลังเบนเข็มออกจากอุตสาหกรรมถ่านหิน[23] เช่นเดียวกับเกาหลีใต้[24] และอินเดีย[25]ในขณะที่รัฐบาลของเรามีเพียงคำพูดสวยหรู

เรามีแหล่งพลังงานที่ดีกว่าและสะอาดกว่า ไม่ต้องแลกมาด้วยชีวิตคนเพียงเพื่อให้ตู้เย็นและโทรทัศน์ยังคงใช้งานได้ โลกของเรากำลังเรียนรู้จากบทเรียนเก่าๆอย่างรวดเร็ว

ในปีนี้ แบล็คร็อค (BlackRock) บริษัทลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก[26] กล่าวกับนิตยสาร Australian Financial Review ว่า “อุตสาหกรรมถ่านหินตายแล้ว” [27] และพลังงานหมุนเวียนจะเป็นเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยงโลกใบใหม่ 

อุตสาหกรรมถ่านหินไม่ได้แค่กำลังตาย แต่มันกำลังทำลายสิ่งแวดล้อมและเร่งภาวะโลกร้อนให้รุนแรงยิ่งขึ้น พวกเราต้องหยุดเผาไหม้ถ่านหินก่อนที่ในอนาคตโลกของเราจะไม่เหลืออะไร

กาลครั้งหนึ่ง อุตสาหกรรมถ่านหินเคยจุดแสงไฟให้กับโลกและผลักให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ความสูญเสียทั้งหมดอาจชั่งน้ำหนักได้เสมอกันกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากถ่านหินไม่ได้ช่วยสร้างพลังงานให้กับโลกในตอนนั้น 

คงเรียกได้ว่าเป็นราคาที่ยุติธรรม และพวกเราก็ได้จ่ายค่าชดเชยกันครบถ้วนแล้ว 

ทว่าคืนวันเหล่านั้นได้ผ่านพ้นไป ไม่ควรจะมีชีวิตใดต้องสูญเสียเพื่อแลกกับถ่านหินอีกแล้วในวันนี้

[1] www.abc.net.au/news/2017-05-29/black-lung-report-catastrophic-failure-qld-public-administration/8568000
[2] http://ind.pn/2rUHHOG
[3] www.whitsundaycoastguardian.com.au/news/new-case-of-black-lung-diagnosed-in-open-cut-worke/3191621
[4] www.skynews.com.au/news/national/qld/2017/05/30/number-of-black-lung-cases-may-rise.html
[5] http://bit.ly/2rEZDgU
[6] www.nbnnews.com.au/2017/05/29/anti-coal-activists-arrested
[7] http://bit.ly/2tQvIDm
[8] http://npi.gov.au/npi-data/search-npi-data
[9] www.aihw.gov.au/australias-health/2016/?
[10] www.theherald.com.au/story/4204110/coal-free-future-is-better-for-our-towns
[11] http://bit.ly/2rENwRa
[12] https://cfpub.epa.gov/ncer_abstracts/index.cfm/fuseaction/display.rfatext/rfa_id/312
[13] www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4740122
[14] https://arlweb.msha.gov/stats/centurystats/coalstats.asp
[15] www.nytimes.com/2014/05/15/world/europe/rescuers-seek-survivors-in-turkey-mine-disaster.html?hp
[16] www.dailynews.co.zw/articles/2017/05/28/8-miners-dead-after-shaft-collapse-in-mazowe
[17] www.bbc.com/news/world-latin-america-11533349
[18] www.thedailybeast.com/climate-change-kills-400000-a-year-new-report-reveals
[19] www.aiche.org/chenected/2011/10/donora-death-fog-crisis-led-modern-air-pollution-laws
[20] www.metoffice.gov.uk/learning/learn-about-the-weather/weather-phenomena/case-studies/great-smog
[21] www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4962168/
[22] https://qz.com/43284/china-smog-air-pollution-hit-previously-unimaginable-levels/
[23] www.greenpeace.org/india/Global/india/docs/BoomAndBust_2017_EMBARGO.pdf
[24] www.power-eng.com/articles/2017/06/south-korea-scraps-nuclear-coal-plans.html
[25] www.independent.co.uk/environment/india-solar-power-electricity-cancels-coal-fired-power-stations-record-low-a7751916.html
[26] www.economist.com/news/leaders/21591174-25-years-blackrock-has-become-worlds-biggest-investor-its-dominance-problem
[27] www.afr.com/business/mining/coal/blackrock-says-coal-is-dead-as-it-eyes-renewable-power-splurge-20170524-gwbuu6

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่

แปลและเรียบเรียงโดย สรรพร อุไรกุล อาสาสมัครกรีนพีซ


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่