ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.... ฉบับใหม่ และในประเด็นการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เราอยากให้แก้ไขกลับมีเนื้อหาคงเดิม ซึ่งเอื้อให้เกิดโครงการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผมจะไม่แปลกใจเลยถ้านี่เป็นกฎหมายที่มาจากกระทรวงอุตสาหกรรม... ตกลงว่า กระทรวงทรัพย์มีหน้าที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมหรือทำลายกันแน่ ประเทศนี้ถูกทำลายไปเท่าไหร่จากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม” ประสิทธิชัย หนูนวล ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าว

กระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน โดยเฉพาะต่อโครงการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน ยังคงเป็นเพียงแค่การรับฟังความคิดเห็นในหลักการ แต่ไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงและแท้จริง ปัญหาของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นนั้นปรากฎเด่นชัดในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA/EHIA ซึ่งเป็นความล้มเหลวเรื้อรังมาร่วม 10 ปี ในวันนี้ (24 ก.ค.60) ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงมาเจรจากับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเรื่องการแก้ พรบ.สิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ และยื่นข้อเสนอแนะ ต่อการจัดทำร่างกฎหมายพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ...  

มาตราใดบ้างของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.... ที่เอื้อต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม

มาตรา 50: กำหนดว่ากรณีที่โครงการหรือกิจการประเภทหรือขนาดใดหรือที่จะจัดตั้งขึ้นในพื้นที่ใด มีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและได้รับความเห็นชอบแล้ว และเป็นมาตรฐานที่สามารถใช้กับโครงการหรือกิจการประเภทหรือขนาดเดียวกันหรือในพื้นที่ลักษณะเดียวกันนั้น และรัฐมนตรีสามารถประกาศกำหนดให้โครงการหรือกิจการ ในทำนองเดียวกันถือปฏิบัติโดยได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็ได้

ถือเป็นการลดทอนสิ่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 58 ที่กำหนดให้การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ดำเนินการ อันจะมีผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งทางเครือข่ายเสนอว่าควรจะมีการออกกฎหมายลูกเพื่อรองรับหลักเกณฑ์ต่างๆ และต้องกำหนดรายละเอียดเงื่อนไข เพื่อกำกับการใช้อำนาจรัฐไว้ เช่น กรณีหากไม่เปิดเผยรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้ชุมชนได้รับทราบ หรือการหลบเลี่ยงการทำ EIA (เช่นการกำหนดขนาดโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ต้องจัดทำ EIA  อยู่ที่ขนาด 10 เมกะวัตต์ แต่เลี่ยงยื่นขออนุญาต เป็นขนาด 9.9 เมกะวัตต์)

มาตรา 53 วรรค 4: เป็นการนำคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 9/2559 มาบัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าว ซึ่งกำหนดว่า ในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการหรือกิจการด้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย หรือความมั่นคงทางพลังงาน ในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สามารถดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้

การกำหนดไว้เช่นนี้เข้าข่ายละเมิดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 58 ที่กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียของประชาชนก่อน  ไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกระบวนการขั้นตอนของ  EIA  ให้ครบถ้วนก่อนการดำเนินการใดๆ

“ในพรบ.สิ่งแวดล้อมฉบับเก่ามีเรื่องข้อจำกัดของการรับฟังผลกระทบหรือไม่ แล้วทำไมการแก้ไขฉบับใหม่จึงมีเพียงเท่านี้ พรบ.ฉบับใหม่ไม่มีความก้าวหน้า และมีบางประเด็นถอยหลังสู่ความขัดแย้งมากขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมาเกิดความขัดแย้งเนื่องจากไม่มีรายงาน EIA ฉบับไหนที่ไม่เป็นเครื่องมือของการสร้างโครงการอุตสาหกรรม ถ้าเรื่องนี้ไม่ได้รับการแก้จะยิ่งเป็นความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ การกลั่นกรองของคุวามเดือดร้อน ทุกข์ยาก ความรู้สึกของคนในแผ่นดิน น่าจะเพียงพอที่จะบอกว่าควรจะแก้อย่างไร” ประสิทธิชัย หนูนวล กล่าวเพิ่มเติม

“ประชาชนไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงเว็บไซต์  และพรบ.ใหม่ เราต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ว่าจะร่างอย่างไร และต้องมีการมีส่วนร่วมในการร่างจากภาคประชาชน อยากให้กระทรวงทรัพย์ฯ เป็นต้นแบบในการปรับปรุงกฎหมาย แสดงให้ประชาชนได้รับทราบถึงทั้งกฎหมายหลัก และกฎหมายรอง การขึ้นรถไฟนั้นไปช้าไปเร็วไม่สำคัญ ขอให้ขึ้นถูกขบวน” สมนึก จงมีวศิน ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคมการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าว

ทางออกของกระบวนการ EIA หยุดความล้มเหลวที่เรื้อรัง

“ระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่มีปัญหามาตลอด ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการรับฟังความคิดเห็นได้ สิ่งที่ควรปรับปรุงคือการจัดจ้างผู้จัดทำรายงานฯ โดยมีการแต่งตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่การว่าจ้างโดยเจ้าของโครงการ นอกจากนี้ยังควรระบุการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment - SEA ) ไว้ในพรบ.นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาตร์ของแต่ละพื้นที่ก่อนพูดถึงการทำรายงาน EIA/EHIA นี่คือหลักการใหญ่ที่ควรทบทวนร่าง ” สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม(EnLAW) กล่าว

ภาคประชาชนเห็นว่าควรมีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment - SEA) ที่เป็นการประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะสามารถช่วยให้เห็นถึงความเหมาะสมกับพื้นที่และเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ โดยลักษณะของโครงการพัฒนาต้องสอดคล้องกับ SEA ของแต่ละพื้นที่และการเกิดขึ้นของโครงการจะต้องมีการประเมินเชิงยุทธศาสตร์ก่อนว่าสอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่หรือไม่ หากว่าสอดคล้องจึงค่อยมีการจัดทำรายงาน EIA/EHIA หากไม่สอดคล้องต้องไม่ดำเนินการโครงการนั้น

องค์กรบริหารจัดการระบบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมควรแยกเป็นหน่วยงานอิสระ หรือหน่วยงานกลาง (ไม่ใช่การว่าจ้างโดยเจ้าของโครงการตามที่ปฏิบัติในปัจจุบัน) ที่มีการยอมรับร่วมกัน และกำหนดให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงขั้นตอนการทำรายงานฯ ได้ตลอดทั้งในระยะก่อนเริ่มดำเนินการ ระหว่างดำเนินการ และหลังจากดำเนินการ นอกจากนี้ คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ในการพิจารณาอนุมัติรายงานควรจะต้องมีองค์ประกอบที่เท่าเทียมกันระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ และอาจมีคณะกรรมการผู้ชำนาญการในระดับพื้นที่ เช่น คณะกรรมการผู้ชำนาญการในระดับจังหวัด เพื่อสามารถพิจารณาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

“ประเทศนี้ยังมีความเป็นธรรมเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า ผลกระทบและสิ่งที่สูญเสียจาก EIA ไม่มีใครเคยต้องรับผิดชอบ  EIA ถูกใช้เป็นเครื่องมือการันตีเบิกทาง ในรอบห้าปีที่ผ่านมา การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 (ค.1) มีที่ไหนที่ไม่ตีกันบ้าง ยิ่ง ค.2 ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะไม่มีการจัดแบบสาธารณะ และ ค. 3 ก็มีทหารมาล้อม ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่มีทหารมาราวพันคน การทำโครงการมีการว่าจ้างโดยเจ้าของโครงการและจ่ายเงินเป็นงวด ถ้าผมเป็นบริษัทผมก็ต้องทำให้ผ่านเพื่อจะได้เงิน  ท้ายที่สุดแล้วการประเมินผลกระทบได้ผลเพียงใด เพราะถ้ามีการประเมินที่ถูกต้องคงไม่กล้านำเอาพื้นที่ชุ่มน้ำ เอาแหล่งดำน้ำไปทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่มีการเพิกถอนอุทยาน และเอาปะการัง 7 สีไปทำท่าเรือน้ำลึกปากบารา ถ้ามีการประเมินที่ถูกต้องแท้จริงคงไม่กล้าแม้แต่จะคิดทำ” ประสิทธิชัย หนูนวล กล่าวทิ้งท้าย

ในวันนี้รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงตัวแทนสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับข้อเสนอของภาคประชาชนได้ไปศึกษาพิจารณาแล้ว ภาคประชาชนยังคงต้องติดตามกระบวนการต่อไปในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมาย มิเช่นนั้นแล้วกระบวนการ EIA/EHIA ก็ยังคงเป็นเพียงเครื่องมือชั้นดีที่เอื้อให้เกิดโครงการทำลายสิ่งแวดล้อมและชุมชนต่อไป โดยที่ภาคประชาชนได้เพียงแค่รอรับผลกระทบที่จะตามมา


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่