ถึงเวลาแล้วที่เราจะพูดความจริงเรื่องโลกร้อนกับอำนาจ

ภัยธรรมชาติที่ทวีความถี่และความรุนแรงรวมถึงผู้ลี้ภัยจำนวนมาก คือสิ่งบ่งชี้ที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นกำลังเกิดขึ้นจริง  ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน คือวิกฤตที่คนทั่วโลกต้องเผชิญร่วมกัน และเราต้องร่วมกอบกู้วิกฤตนี้ด้วยการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) การปฏิเสธเรื่องโลกร้อนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และถอนตัวจากความตกลงปารีสนั้นสวนกระแสความพยายามของประชาคมโลกในการกอบกู้วิกฤตโลกร้อน แต่อย่างไรก็ตามภาคประชาชนและประชาสังคมทั่วโลกยังคงเดินหน้าต่อกรกับวิกฤตโลกร้อนต่อไป และยังคงเป็นความเคลื่อนไหวระดับโลกที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

ย้อนกลับไปเมื่อทศวรรษที่แล้ว หนึ่งในภาพยนตร์ที่ช่วยจุดประกายเรื่องโลกร้อนให้โลกได้ประจักษ์ คือ An Inconvenient Truth (เรื่องจริงช็อคโลก) ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวสารคดีเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน นำเสนอโดย อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ผู้ซึ่งได้บอกเล่าเรื่องราวของวิกฤตโลกร้อนและผลกระทบมาโดยตลอด

แต่น้อยคนนักที่จะรับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่สามารถบ่งชี้แนวทางการจัดการด้านพลังงานของประเทศ อันเป็นนโยบายสำคัญที่จะช่วยลดหรือเพิ่มการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล ตัวการสำคัญในการก่อก๊าซเรือนกระจกเร่งหายนะภัยโลกร้อน ทศวรรษต่อมา อัล กอร์ ได้กลับมาบอกเล่าเรื่องราวของเขาอีกครั้ง ในภาพยนตร์ภาคต่อ An Inconvenient Sequel: Truth to Power ซึ่งเน้นเรื่องราวในการโน้มน้าวผู้นำประเทศต่าง ๆ ให้หันมาเดินหน้าพลังงานหมุนเวียน หยุดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการประชุม COP 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของประชาคมโลกในการต่อกรกับวิกฤตโลกร้อน

“ปี 2527 มีคนเชื่อโลกร้อนอยู่ 2 ใน 10 คน ปัจจุบันมีราว 9 ใน 10 คน เชื่อไหมครับว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงจากก๊าซมีเทนเพียง 1-2 องศาก็มีผลมาก เพราะก๊าซมีเทนมีศักยภาพในการดูดซึมความร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า ถ้าเราหยุดก๊าซตัวนี้ และหยุดอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาไม่อยู่ อุณหภูมิเฉลี่ยจะกระโดดไป 4 องศา และเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารสิ่งที่เรากลัวไม่ได้กลัวน้ำทะเลท่วม หรืออากาศผันผวน แต่เรากลัวโรคระบาดใหม่ เนื่องจากอุณหภูมิเปลี่ยน ไวรัสก็เปลี่ยน ซึ่งทุกวันนี้เราเห็นไข้หวัดนก อีโบล่า และโรคจากไวรัสอันตรายคร่าชีวิตคนทั่วโลกจำนวนมากมาแล้ว” ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย/ ภาคีสมาชิกราช บัณฑิตยสภา

“2 องศาเซลเซียสเคยเป็นขีดจำกัด แต่ขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าขีดจำกัดมันน้อยกว่านั้น มาถึงตอนนี้ เราได้ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นราว 1 องศา ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เกิดการละลายของทะเลนำ้แข็งที่อาร์กติกเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้ระบบนิเวศปะการังของโลกพังทลายลง และปลดปล่อยพลังหายนะของอุทกภัยและภัยแล้ง เดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของปี 2559 เท่าที่เคยบันทึกมา นักวิทยาศาสตร์คิดว่ามันแทบจะร้อนที่สุดของประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ สถานที่อย่าง Basra ในอิรักซึ่งเป็นสถานที่ที่นักวิชาการระบุว่าอยู่ชายขอบของสวนอีเดนตามคัมภีร์ไบเบิลนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปถึง 149 องศาฟาเรนไฮต์ในปี 2559 เป็นระดับอุณหภูมิที่มนุษย์ไม่อาจทนอยู่ได้ในที่โล่งแจ้ง ในปี 2558 ผู้นำโลกมาประชุมสุดยอด ณ กรุงปารีส และตกลงตัวเลขใหม่ พวกเขากล่าวว่า ต้องพยายามอย่างถึงที่สุดในทุกวิถีทางที่จะรักษาระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส และการมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายเช่นนั้นแบบครึ่งต่อครึ่ง เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียงราวๆ 353 กิกะตัน ตัวเลขนี้บอกเราว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นหมดลงแล้ว สิ่งที่ตกลงกันที่ปารีสนั้นหมายถึง เราต้องจัดการกับภาวะขาลงในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยทันทีและจัดการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

ในภาพยนตร์ภาคแรกเมื่อราวสิบปีที่ผ่านมา อัล กอร์ ได้เอ่ยถึงเหตุการณ์น้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นที่อนุสรณ์สถานรำลึกและพิพิธภัณฑ์9/11 ณ กรุงนิวยอร์ค ในครานั้นแทบไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้น แต่เมื่อ 2555 เหตุการณ์พายุเฮอร์ริเคนแซนดี้ได้กระหนำใส่สหรัฐฯ ส่งผลต่อระบบรถไฟใต้ดินนิวยอร์กซิตี้ รวมถึงถนนหลายสายในย่านการเงินของแมนฮัตตัน รวมถึงมีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 15 คน

“ในฐานะผู้บริโภคและพลเมือง เรามีสิทธิมีเสียงเยอะมาก ในการเลือกและการเปลี่ยนพฤติกรรม ฐานะพลเมือง ก็สามารถเรียกร้องนโยบายที่ถูกต้อง ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันว่าจะปฏิบัติตามความตกลงปารีส เราต้องตั้งคำถามเรื่องการจัดการพลังงาน ซึ่งการแก้ไขพลังงานเป็นการแก้ไขปัญหาการเลื่อมล้ำ ลดปัญหาควมยากจน ลดการกระจายศูนย์ ถ้าสนใจปัญหาธรรมาภิบาล การผูกขาด ก็จะต้องสนใจเรื่องโลกร้อน เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาตัวเดียวกัน เราต้องใช้การแก้ปัญหาแบบพลเมืองและผู้บริโภคเพื่อสู้กับโลกร้อน” คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปลและกรรมการผู้จัดการด้านการ พัฒนาความรู้ บริษัทป่าสาละ กล่าว

“โลกเราคงอยู่ได้อีกราว 5 พันล้านปี แต่ผมเกรงว่าเราจะทำร้ายตัวเองก่อนหน้านั้น คนจนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ต้องมีการเปลี่ยนอาชีพ อพยพย้ายถิ่นฐาน จากประเทศที่อากาศร้อนอยู่แล้วอย่างตะวันออกกลาง ก็จะยิ่งร้อนมากขึ้นจนคนอยู่ไม่ได้ ในประเทศไทยเองแต่ก่อนจังหวัดฉะเชิงเทราเคยมีอาชีพทำสวน ปัจจุบันกลับกลายเป็นนากุ้ง เพราะน้ำทะเลกัดเซาะเข้ามาลึก น้ำเค็มเพิ่มระดับมากขึ้น วิธีการเปลี่ยนใจคนไม่ได้เปลี่ยนด้วยการพูด แต่เป็นการลงมือทำ มันถึงจุดที่เราจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่คุณภาพใหม่ในสังคมไทย โลกใบนี้เปรียบได้กับเรือสำเภา ประชากรเพิ่มมากขึ้น อากาศเป็นพิษ ทรัพยากรหมดไป นี่คือบ้านหลังเดียวของเรา นี่คือภารกิจที่มนุษย์ต้องช่วยเหลือกัน” ผศ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

หากเราไม่ร่วมกันหยุดวิกฤตโลกร้อนเสียแต่วันนี้ ในอนาคตลูกหลานของเราที่ต้องเผชิญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยต่าง ๆ ของภาวะโลกร้อนอันไม่มีวันหวนย้อนกลับ ลองคิดดูว่า มีเหตุการณ์หรือมหันตภัยครั้งใดที่รุนแรงขนาดออกเตือนว่าผู้หญิงไม่ควรตั้งท้องเนื่องจากการระบาดของไวรัสซิก้า นี่คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงของไวรัสที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลก ลองชมเรื่องราวต่าง ๆ ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ และร่วมกันตั้งคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่ผู้นำประเทศจะยอมรับปัญหาโลกร้อนและร่วมกันลงมือก่อนที่จะสายเกินแก้


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่