หากว่าคุณพลาดข่าวนี้ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน นี่คือสิ่งที่เราได้รับรู้เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศเนเธอร์แลนด์ (Dutch food safety authority หรือ NWMA) ประกาศว่าได้ตรวจพบไข่จำนวนหลายหมื่นฟองที่ปนเปื้อนสารฟิโปรนิล (Fipronil) ซึ่งเป็นสารกำจัดศัตรูพืชที่ถูกห้ามใช้ในอุตสาหกรรมอาหารในสหภาพยุโรป โดยตำรวจเนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยมได้จับกุมผู้ลักลอบซื้อสารพิษนี้ที่บ้านของพวกเขา

ไข่หลายล้านฟองอาจปนเปื้อนสารเคมี แม้ว่าข้อมูลอื่นๆ ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ฟาร์มในประเทศเนเธอร์แลนด์จำนวน 180 แห่ง ได้ปิดกิจการลงชั่วคราวและร้านค้าปลีกรายใหญ่ของเยอรมนีอย่าง Lidl และ Aldi ได้นำไข่ออกจากชั้นวางขายแล้ว เจ้าหน้าที่ในเยอรมนีกำลังตรวจสอบผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำจากไข่ เช่น พาสต้า มายองเนส และ เค้ก

นี่เป็นแค่เรื่องราวล่าสุดของวิกฤตการณ์ด้านความปลอดภัยของระบบอาหารทั่วโลก อุตสาหกรรมการเกษตรได้ถูกเชื่อมโยงไปถึงการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียอี โคไล (E. coli)  ซาลโมเนลา (Salmonella) ลิสทีเรีย (Listeria) ไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู และโรควัวบ้า เจ้าหน้าที่ควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารของเนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยมอาจจะทราบเรื่องการปนเปื้อนในไข่ ตั้งแต่สองเดือนที่แล้ว แต่ประชาชนกลับเพิ่งทราบข่าวเมื่อไม่นานนี้เอง ทำไมถึงใช้เวลานานขนาดนี้ในการลงมือจัดการ?

นี่คือผลลัพธ์จากความโลภของระบบอุตสาหกรรมที่เบี่ยงเบนกฎเพราะรัฐบาลปล่อยปละละเลยปัญหานี้ เรากำลังอยู่ในระบบอาหารที่ล้มเหลว ระบบที่ผู้ผลิตหากำไรด้วยวิธีลัดแม้ว่ามันจะแลกมาด้วยสุขภาพของมนุษย์ เหตุการณ์จำพวกนี้ดูเหมือนจะเกิดมากขึ้นและมากขึ้น ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงโรคร้ายที่ฝังลึกอยู่ในระบบการเกษตรเชิงอุตสาหกรรม

ความต้องการในการบริโภค เนื้อวัว เนื้อหมู นม และไข่ อย่างเกินพอดีของมนุษย์ได้ก่อให้เกิดระบบอุตสาหกรรมปศุสัตว์ขนาดใหญ่ทั่วโลก บ่อยครั้งที่ระบบดังกล่าวได้สร้างภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อสาธารณสุข นอกจากนี้ระบบอุตสาหกรรมปศุสัตว์ยังส่งเสริมให้เกิดการทารุณกรรมสัตว์ การตัดไม้ทำลายป่าเตรียมพื้นที่เลี้ยงสัตว์และเพื่อปลูกพืชสำหรับการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ที่กล่าวมานี้ได้ทำให้เกิดมลภาวะต่อแม่น้ำและมหาสมุทร และเป็นตัวการสำคัญต่อวิกฤติการด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหายนะต่อโลกของเรา

วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาด้านการระบาดของเชื้อโรคและการปนเปื้อนไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการอุปโภคหรือบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารที่ล้มเหลว ประชาชนต้องการความโปร่งใสมากขึ้น ผู้มีอำนาจต้องให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยสาธารณะและการคุ้มครองผู้บริโภคเหนือสิ่งอื่นใด

เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะหยุดระบบนี้ได้ เริ่มต้นจากการตรวจสอบแหล่งอาหารว่ามาจากที่ใด อ่านฉลาก พยายามซื้อผลิตภัณฑ์จากฟาร์มที่ืทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศ ผู้ค้าปลีก หรือ ตลาดที่เชื่อถือได้ ปลูกพืชผักไว้รับประทานเอง (หากคุณสามารถทำได้) บริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากเนื้อวัว เนื้อหมู นม และไข่ ให้น้อยลง และลองหันมาบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยพืชผักที่มากขึ้น

Christiane Huxdorff  ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านเกษตรกรรมยั่งยืน กรีนพีซเยอรมนี

Davin Hutchins ผู้ประสานงานรณรงค์อาวุโสด้านเนื้อและผลิตภัณฑ์จากนม กรีนพีซสากล

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่