พวกเราไม่ได้จะมาจับผิดแฟชั่นการแต่งกายของใครแบบที่เห็นตามโทรทัศน์ เราจะไม่หัวเราะเยาะคุณที่ใส่เสื้อผ้าลวดลายลานตาทีเดียวทั้งตัวและเราก็จะไม่ห้ามคุณใส่สีดำกับน้ำเงินคู่กัน หน้าที่ของพวกเราไม่ใช่อะไรแบบนั้น แต่เรามาเพื่อเรียกร้องให้แฟชั่นดีไซเนอร์หยุดเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าการแต่งตัวขัดหูขัดตาหลายเท่านัก

แฟชั่นก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนได้จริงหรือ

จากผลสำรวจโดยนิตยสาร Marie Claire พบว่าวงการแฟชั่นเป็นตัวการสร้างขยะสิ่งทอกว่า 21,000 ล้านตันต่อปี โดยร้อยละ 85 เป็นขยะเสื้อผ้า และในทุกๆปีอุตสาหกรรมแฟชั่นยังปล่อยคาร์บอนถึงร้อยละ 10 ของปริมาณการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก และปล่อยน้ำเสียถึงร้อยละ 20 ของการปล่อยน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด

 

แค่เพียงตัวเลขสถิติข้างต้นก็น่าตกใจแทบแย่ แต่เราก็ยังมีคำถามคาใจที่ว่า เสื้อผ้าจะไปสร้างคาร์บอนหรือมลพิษมากขนาดนั้นได้อย่างไร เป็นไปได้จริงๆหรือที่อุตสาหกรรมแฟชั่นกับโลกร้อนจะมาเกี่ยวข้องกัน ซึ่งต้นตอของปัญหาก็มาจากวัตถุดิบสิ่งทอที่ใช้บนตัวเรานี้เอง เริ่มตั้งแต่เส้นใยโพลีเอสเตอร์ซึ่งผลิตจากน้ำมันปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยประเภทนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายทรัพยากรน้ำมันของโลกโดยตรง

ทว่าความเสียหายมิได้หยุดแค่นั้น เพราะทุกครั้งที่เราซักผ้าประเภทนี้ เส้นใยไมโครพลาสติกในเนื้อผ้าจะหลุดปะปนลงไปในน้ำ จากผลวิจัยของนักนิเวศวิทยา มาร์ค บราวน์ (Mark Browne) พบว่าผ้าสังเคราะห์หนึ่งชิ้นสามารถสร้างขยะเส้นใยไมโครพลาสติกกว่า 1,900 ชิ้น ซึ่งเส้นใยเหล่านี้จะถูกปล่อยลงไปปะปนในมหาสมุทรในที่สุด

ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงการที่โพลีเอสเตอร์ใช้เวลาย่อยสลายถึง 200 ปี ซึ่งเป็นผลให้จำนวนขยะสิ่งทอเพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลก จึงจะเห็นได้ว่าแค่วัตถุดิบสิ่งทอประเภทเดียวก็สามารถก่อให้เกิดผลกระทบได้มากมายเพียงนี้ และสิ่งที่เราน่ากังวลคือ ร้อยละ 60 ของเสื้อผ้าที่เราใส่กันอยู่ทุกวันนี้ทำจากโพลีเอสเตอร์

นางแบบชาวอินโดนีเซียในชุดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ออกแบบโดย Felicia Budi, Indita Karina และ Lenny Agustin ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอินโดนีเซีย

โพลีเอสเตอร์ไม่ใช่ตัวร้ายเพียงตัวเดียวในงานนี้ ผ้าฝ้ายหรือค็อตตอนซึ่งใช้ผลิตเสื้อผ้าที่เราชอบสวมใส่กันอย่างแพร่หลายเองก็มีเอี่ยวด้วยเช่นกัน เพราะการผลิตผ้าฝ้ายนั้นเป็นหนึ่งในตัวการปล่อยคาร์บอนจำนวนมากแม้จะน้อยกว่าโพลีเอสเตอร์ก็ตาม การปลูกฝ้ายต้องใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี และเครื่องมือที่ใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน อีกทั้งยังต้องใช้น้ำจำนวนมหาศาลในการผลิต

การที่อุตสาหกรรมแฟชั่นจะขึ้นเป็นระดับต้นๆของตลาดโลกได้นั้นจะต้องมีการขนส่งผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าทั้งหลายไปทั่วโลกผ่านทางเรือที่สูบน้ำมันอย่างหิวกระหายหลังออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินและถูกห่อด้วยบรรจุภัณฑ์พลาสติก

“ฉันรู้สึกมั่นใจเป็นที่สุดว่าผู้บริโภคแต่ละคนมีอำนาจในมือมากพอจะกอบกู้โลกใบนี้ไว้ได้”
– เดนิส อัลเลน เฮย์ส์ ผู้สนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม

แต่ท่ามกลางเรื่องร้ายๆก็ยังพอมีแสงแห่งความหวังทอลงมาอยู่บ้าง (อย่างที่ควรจะเป็น) เพราะคุณสามารถช่วยหยุดสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการประเมินวิถีชีวิตของตนเองและไม่ปล่อยให้เสื้อผ้าที่คุณใส่เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุภาวะโลกร้อน ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภคและผู้สนับสนุน เราสามารถเต่อกรกับเหตุการณ์นี้ได้ด้วยเงินในมือเราและการกระทำของเราเอง แค่เพียงสององค์ประกอบนี้รวมกันเราก็มีพลังมากพอจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แล้วทำอย่างไรกันล่ะ?

ให้เงินของคุณพูดแทน

สำหรับเสื้อผ้าแบรนด์ดังแล้ว กระเป๋าสตางค์ของเราเปรียบเสมือนอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุด เพราะเราสามารถเลือกที่จะไม่ใช้จ่ายเงินของเราไปกับบริษัทเสื้อผ้าที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและพยายามเลือกซื้อแต่ร้านค้าที่ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้

ในปี พ.ศ. 2554 กรีนพีซได้ริเริ่มโครงการ ‘Detox my Fashion’ เพื่อชี้ให้เห็นถึงมลพิษที่เกิดจากอุตสาหกรรมแฟชั่น สองปีถัดมาพวกเราได้ออกผลรายงานประจำปีชื่อว่า ‘The Detox Catwalk’ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้บริษัทที่พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนให้เป็นที่รู้จักมากยื่งขึ้นและเพื่อเปิดโปงบริษัทที่ละเลยบรรทัดฐานสามประการนี้:

1. ความโปร่งใส – การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการจัดจำหน่ายและสารเคมีอันตรายทีบริษัทปล่อยออกมา

2. แผน Detox ปีพ.ศ. 2563 – ระบบว่าด้วยการกำจัดสารเคมีอันตรายที่ควบคุมได้และอยู่บนหลักของการระวังป้องกัน

3. การกำจัดสารเคมี Perfluorinated Chemical (PFC) – การกำจัดสารเคมีอันตราย PFCs ด้วยทางเลือกอื่นๆที่ปลอดภัยกว่า

จากผลรายงานปี 2559 พบว่ายี่ห้อที่ทำได้ดีที่สุดคือ Inditex, Benetton และ H&M ส่วนยี่ห้อทำได้แย่ที่สุดคือ Limited Brands, Li-Ning และ Nike โดย Nike เป็นยี่ห้อเดียวที่ไม่สามารถทำตามบรรทัดฐานทั้งสามข้อดังได้โดยสิ้นเชิง

ผลรายงานเหล่านี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางที่ช่วยให้พวกเราทุกคนเป็นผู้บริโภคที่บริโภคสินค้าอย่างมีสติยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้การใช้จ่ายของพวกเรานำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า โดยคุณสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม

ใช้เสื้อผ้าของคุณเต็มอายุการใช้งาน

คุณรู้หรือไม่ว่าถ้าหากอายุการใช้งานของเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งเพิ่มขึ้นจากหนึ่งปีเป็นสองปี ปริมาณการปล่อยมลพิษจะลดลงถึงร้อยละ 24 การกำจัดความรู้สึกอยากเปลี่ยนแบบเสื้อผ้าบ่อยๆจึงอาจส่งผลยิ่งใหญ่กับสภาพภูมิอากาศของโลกเราก็เป็นได้

อย่าซื้อเสื้อยืดสีดำซ้ำอีกตัวหากคุณมีอยู่แล้วสามตัว ซื้อของจากร้านเสื้อผ้ามือสองหากเป็นไปได้ ตัดขากางเกงยีนส์ตัวเก่าให้เป็นยีนส์ขาสั้นตัวใหม่สำหรับใส่ในหน้าร้อน แค่เพียงเริ่มทำสิ่งเล็กๆในการใช้เสื้อผ้าอย่างมีสติเหล่านี้ นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว เรายังช่วยประหยัดทรัพยากรน้ำอันมีค่าและวัตถุดิบในธรรมชาติได้อีกด้วย

เข้าร่วมกับเรา

ด้วยความร่วมมือจากผู้สนับสนุนของเรา พวกเราไม่ได้เพียงแต่สร้างความตระหนักในปัญหาการขาดความยั่งยืนในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของวงการแฟชั่น แต่เรายังพยายามเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไปให้ได้ จากความพยายามที่ผ่านมา โครงการ Detox My Fashion ช่วยให้เราสามารถทำให้ยี่ห้อเสื้อผ้า ผู้จัดจัดจำหน่าย และพ่อค้าปลีกทั่วโลกกว่า 76 ยี่ห้อให้คำมั่นกับเราได้ ทั้งยังสร้างความเปลี่ยนแปลงทางนโยบายซึ่งกระตุ้นให้เกิดการแก้ไขนโยบายทั้งในยุโรปและเอเชีย

มาร่วมกันสร้างแฟชั่นรูปแบบใหม่กันเถอะ แบบที่ทั้งดูดี และผลิตด้วยกระบวนการที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่

แปลและเรียบเรียงโดย สรรพร อุไรกุล อาสาสมัครกรีนพีซ


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่