เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มาตรการเก็บค่ามลพิษ (Toxicity Charge or T-charge) ได้เริ่มมีผลบังคับใช้ในกรุงลอนดอนแล้ว ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้รถยนต์ที่ซื้อก่อนปี 2549 จะต้องชำระค่ามลพิษเพิ่มเติม 10 ปอนด์ หรือราว 450 บาท ในการผ่านเข้าสู่ใจกลางเมืองลอนดอนในช่วงเวลา 7 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา มาตรการนี้เป็นเสมือนก้าวแรกของแผนการจัดการปัญหามลพิษของนายกเทศมนตรี ซาดิค ข่าน (Sadiq Khan) โดยหวังจะช่วยลดระดับความรุนแรงของมลพิษทางอากาศในกรุงลอนดอนที่สูงจนน่าตกใจ

ซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีของกำลังพูดถึงประเด็นมลพิษทางอากาศในกรุงลอนดอน

อะไรที่เป็นปัญหาในขณะนี้

หนึ่งในหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศคือรายงานสองฉบับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้สถานการณ์มลพิษทางอากาศในกรุงลอนดอนตึงเครียดมากยิ่งขึ้น รายงานฉบับแรกเผยว่า ชาวเมืองลอนดอนร้อยละ 95 อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการปล่อยมลพิษสูงเกินค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) มากถึงร้อยละ 50 ส่วนรายงานฉบับที่สองแสดงให้เห็นว่าปัญหามลพิษในอากาศสัมพันธ์กับสาเหตุการเสียชีวิตในอังกฤษถึงปีละ 50,000 ราย นับเป็นอัตราที่เลวร้ายที่สุดในประเทศทางตะวันตกทั้งหมด สถิติอันน่าตกใจนี้มาจากการปล่อยแก๊สพิษจากเครื่องยนต์ดีเซลจำนวนมหาศาลตามท้องถนนในอังกฤษ ซึ่งทำให้นายกเทศมนตรีตัดสินใจนำมาตรการเก็บค่าปล่อยมลพิษ (T-charge) นี้มาใช้เพื่อจัดการปัญหาดังกล่าวในกรุงลอนดอน

มาตรการเก็บค่าปล่อยมลพิษ (T-charge) ยุติธรรมหรือไม่

บางคนกล่าวว่าการเก็บค่ามลพิษเพิ่มเติมกับผู้ใช้รถยนต์เช่นนี้เป็นมาตรการที่ไม่ยุติธรรมและทำให้ค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจสูงมากเกินไป อย่างไรก็ดี ในกรุงลอนดอนนั้นมีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ผู้คนส่วนมากจึงไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในการเดินทางเพื่อมายังใจกลางเมือง อีกทั้งผู้พิการที่ถือตราสีน้ำเงินสำหรับผู้พิการยังได้รับการยกเว้นจากการเก็บค่ามลพิษดังกล่าวเช่นเดียวกับผู้อยู่อาศัยในบริเวณนั้น ส่วนผู้ประกอบการบริษัทและกิจการส่วนตัวต่างๆที่ใช้รถยนต์เก่าเกินกำหนดจะต้องเปลี่ยนรถยนต์ใหม่หรือจ่ายค่ามลพิษเพิ่มเติมดังกล่าว แต่สำหรับคนบางกลุ่มข้อกำหนดดังกล่าวอาจทำตามได้ยากจนเกินไป (ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ทางรัฐบาลควรเข้ามาให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อการปรับเปลี่ยนยานยนต์ของบุคคลเหล่านี้) แต่ในกรณีทั่วไปแล้ว มาตรการนี้ควรจะเป็นมาตรการที่ทำได้จริง โดยค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับการเปลี่ยนยานยนต์นั้นจะคุ้มค่ากับการพัฒนาให้รถยนต์สามารถประหยัดพลังงานได้มากขึ้นในภายหลัง ในขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆสามารถเลือกได้ว่าจะใช้รถยนต์แบบใด คนที่ไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขได้กลับเป็นคนที่ต้องหายใจสูดควันพิษที่เกินกำหนดมาตรฐานเข้าไปอย่างเลือกไม่ได้

การตรวจสอบการปล่อยไอเสียของรถยนต์ดีเซลในกรุงลอนดอน

สิทธิในการเลือกขับรถยนต์แบบใด ที่ใด เมื่อใดก็ได้นั้นเทียบไม่ได้กับสิทธิในการสูดหายใจอากาศบริสุทธิ์ซึ่งเห็นได้ชัดว่าชาวเมืองลอนดอนต่างก็เห็นด้วยกับมาตรการเก็บค่ามลพิษ (T-charge) โดยเห็นได้จากผลสำรวจจาก Yougov poll เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าชาวเมืองลอนดอนกว่าสามในสี่สนับสนุนข้อกำหนดดังกล่าวนี้

ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ 

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่อาจเพิกเฉยได้คือผลกระทบจากการเก็บค่ามลพิษเพิ่มเติมดังกล่าวต่อภาคธุรกิจต่างๆ โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเกิดได้จากทั้งการเก็บค่ามลพิษนี้และโครงการเก็บค่ามลพิษอื่นๆในอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักวิจารณ์มักมองข้ามไปคือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ อย่างแรกคือผู้คนส่วนมากจะย้ายจากการขับรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้ระบบขนส่งมวลชนอื่นๆที่มีมากขึ้นเรื่อยๆตามจุดสำคัญต่างๆในเมือง อีกทั้งปัญหาการจราจรที่ลดลงจะยังส่งผลดีทางเศรษฐกิจจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงของภาคธุรกิจในลอนดอน นอกจากนี้ ขณะที่ภาคเศรษฐกิจได้รับผลประโยชน์จากสภาพอากาศที่ดีขึ้นในหลายๆปี ผลกำไรนี้ยังมหาศาลและไม่ใช่แค่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนแต่ยังมีมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ต่อเศรษฐกิจอีกด้วย

ปัญหานี้จะแก้ได้จริงไหม

น่าเศร้าที่ปัญหานี้คงจะแก้ไม่ได้ง่ายดายนัก มาตรการเก็บค่ามลพิษนี้คงไม่อาจจัดการกับวิกฤติมลพิษทางอากาศในลอนดอนได้ และคงไม่มีมาตรการเดี่ยวใดๆสามารถทำได้ ทว่ามาตรการดังกล่าวก็นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญ นอกจากนี้ ภายหลังการออกข้อกำหนดดังกล่าว ทางการยังมีแผนออกมาตรการ Ultra Low Emission Zone  (ULEZ) ในปี 2562 ซึ่งจะครอบคลุมจำนวนรถยนต์ในใจกลางกรุงลอนดอนมากขึ้นจากการขยายมาตการ ULEZ นี้ให้ครอบคลุมทั้งหมดของในตัวเมืองลอนดอนอย่างช้าที่สุดในปี 2564  และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการลงทุนเพื่อพัฒนา ขยาย และจัดการปัญหาของระบบขนส่งมวลชน อีกทั้งยังรวมถึงการจัดสรรพื้นที่ถนนของรถบัสและจักรยานใหม่

การจราจรบนถนนอ๊อกฟอร์ด (Oxford Street) ในกรุงลอนดอน

ลอนดอนนั้นเป็นเมืองใหญ่ที่เป็นไปด้วยมลพิษในอากาศและปัญหาการจราจร หากมีนโยบายที่เหมาะสมและมีความกล้าที่จะบังคับใช้นโยบายเหล่านั้น ลอนดอนอาจกลายมาเป็นเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์และพื้นที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ล้อมรอบไปด้วยผู้คนเดินเท้า ปั่นจักรยาน และระบบขนส่งมวลชนที่ดี

เพราะมลพิษทางอากาศเป็นเรื่องเร่งด่วน ร่วมลงชื่อเพื่อขออากาศดีคืนมาเพื่อคนไทยได้ที่ >> act.gp/2qNm9Vm

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่