“เกษตรกรรม” เป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงคนไทยมาช้านาน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตรและมีวิถีภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่เกษตรกรส่วนมากกลับมีฐานะที่ไม่ดีทั้ง ๆ ที่พวกเขาทำงานหนัก บางครอบครัวแทบจะไม่มีอันจะกินทั้ง ๆ ที่พวกเขาทำอาชีพเพาะปลูก  อะไรคือสาเหตุของความล้มเหลวของระบบการเกษตร และอะไรคือทางออกที่ยั่งยืนของปัญหานี้

เพียงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาวิถีการเกษตรได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เป้าหมายของการผลิตไม่ได้เป็นไปเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและชุมชนอีกต่อไป แต่เป็นไปเพื่อผลกำไรเป็นสำคัญ การเกษตรเชิงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการเพิ่มปริมาณ รูปลักษณ์ภายนอกของผลผลิต และการนำเทคโนโลยีราคาแพงมาใช้ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างที่พวกเขาเข้าใจ ตรงกันข้ามการใช้สารเคมีเกษตร การนำเครื่องจักรมาแทนที่การเกื้อกูลกันในชุมชน กลับเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกรและยังเป็นตัวการสำคัญในการทำลายระบบนิเวศ นอกจากต้นทุนที่สูงขึ้นแล้วเกษตรกรยังถูกซ้ำเติมจากกลไกราคาที่ถูกควบคุมโดยผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย

: ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์  ผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง

ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ เคยเป็นหนึ่งใน เกษตรกรผู้ล้มเหลวจากการทำเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ที่พึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก แต่สามารถพลิกวิกฤติมาสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้อีกครั้งด้วยการเดินตามวิถีแห่งเกษตรพอเพียงที่ให้ความสำคัญกับความจำเป็นขั้นพื้นฐาน การสร้างความเกื้อกูลในสังคมและธรรมชาติ แทนที่การมุ่งแสวงหาผลกำไรเป็นสำคัญ

 

เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน (พอกิน พออยู่ พอใช้ พอร่มเย็น)

“ฟื้นวิกฤติสร้างโอกาส “ปราชญ์กสิกรรมธรรมชาติ”

จากบทเรียนที่ได้รับทำให้ผู้ใหญ่สมศักดิ์ หันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยขั้นพื้นฐานนั่นก็คือ อาหาร แนวทางของผู้ใหญ่คือ “ชอบกินอะไรก็ปลูกอันนั้น” (แทนการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อไปขายเอาเงินแล้วจึงนำเงินนั้นไปซื้ออาหารอีกที) แต่การจะมีอาหารที่ดีนั้นก็จะต้องมี ดิน น้ำ และป่า เป็นพื้นฐาน ผู้ใหญ่สมศักดิ์จึงปลูกพืชแบบผสมผสาน ตามแนวทางป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง ซึ่งเป็นการนำพืชนานาชนิดมาปลูกร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นไม้กิน ไม้ใช้ หรือแม้แต่สมุนไพร เพื่อสร้างความเกื้อกูลทางธรรมชาติ อนุรักษ์ดินและน้ำ การที่มีพืชหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นพืชอาหาร ไม้ใช้ ไม้พลังงาน (ไม้ทำฟืน) และสมุนไพร จะช่วยให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และยังช่วยลดรายจ่ายทำให้พวกเขามีอิสระทางการเงินมากขึ้นด้วย

: การปลูกไม้กินแซมในสวนผลไม้


: การเก็บน้ำส้มควันไม้สำหรับไล่แมลง

: วิทยากรกำลังสาธิตวิธีการเผาถ่านไบโอชาร์

จากปัญหาสู่ประโยชน์

ถ้าไม่พ่นยาแล้วจะจัดการกับแมลงได้อย่างไร หนึ่งในคำตอบนั้นอาจเป็นการใช้น้ำหมักชีวภาพ หรือน้ำส้มควันไม้ แต่จะดีกว่านั้นหากเราสามารถเปลี่ยนปัญหาให้เป็นประโยชน์ ซึ่งผู้ใหญ่สมศักดิ์ก็ได้ใช้วิธีอันเรียบง่ายซึ่งก็คือการเลี้ยงกบเพื่อกินแมลง เพียงแค่ขุดบ่อเลี้ยงกบเล็ก ๆ แล้ว เปิดไฟล่อแมลงเหนือบ่อในเวลากลางคืน แมลงศัตรูพืชก็จะกลายเป็นอาหารอันโอชะของกบอย่างง่ายดาย นอกจากจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังได้อาหาร และสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกด้วย

: บ่อเลี้ยงกบในศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง

ทำปุ๋ย...เรื่องขึ้ ๆ

การทำปุ๋ยเองเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการลดต้นทุนการเกษตร ซึ่งผู้ใหญ่สมศักดิ์ได้ทำปุ๋ยสองสูตรคือ ปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ โดยปุ๋ยหมักนั้นส่วนหนึ่งจะเป็นผลผลิตที่ได้จากการทำหมูหลุม (ซึ่งอาหารหมูจะมาจากพืชผักที่มีอย่างเหลือใช้ภายในสวน) และอีกส่วนหนึ่งจะทำจากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น เช่น ซากมันสำปะหลัง และซังอ้อย ซึ่งเกษตรกรสามารถหาซื้อได้ในราคาไม่แพง ส่วนน้ำหมักชีวภาพก็จะทำจากผลไม้ที่มีอยู่อย่างมากมายในสวน และส่วนผสมเดียวที่ต้องซื้อคือกากน้ำตาล การทำปุ๋ยนี้เองที่เป็นตัวช่วยให้ผู้ใหญ่สามารถปลดหนี้ได้ ในปัจจุบันปุ๋ยก็เป็นรายได้สำคัญที่ผู้ใหญ่นำมาหล่อเลี้ยงศูนย์

: การเลี้ยงหมูหลุม ซึ่งจะได้ปุ๋ยขี้หมูผสมแกลบเป็นผลพลอยได้

: การย่อยผลไม้สุกเพื่อทำน้ำหมักจุลินทรีย์ นอกจากช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน และช่วยไล่แมลงแล้ว ยังสามารถนำหนอนจากการหมักนำไปเลี้ยงเป็ด ไก่ ได้

"พลังงานก็พึ่งพาตัวเองได้

จากห้องครัวสู่ห้องเครื่อง"

ก้าวข้ามเรื่องปากท้องไปอีกขั้น น้ำมันเหลือใช้จากการปรุงอาหาร ผู้ใหญ่สมศักดิ์ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นน้ำมันไบโอดีเซลสำหรับเติมรถยนต์และเครื่องสูบน้ำได้อีกด้วย วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานสกปรกจากภายนอก และช่วยกำจัดขยะได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังได้เทียนไขเป็นผลพลอยได้อีกด้วย

: วิทยากรสาธิตการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชเหลือใช้

จากขี้สู่ครัว

จะมีอะไรสักกี่อย่างในโลกนี้ที่จะดูไร้ค่าไปกว่า “ขี้” มนุษย์ แต่ที่ศูนย์กสิกรรมฯ แห่งนี้สามารถเปลี่ยน “ขี้” ให้เป็นไฟได้ ด้วยระบบที่เรียบง่ายก๊าซมีเทนที่มาจากอุจจาระมนุษย์จะถูกนำมากักไว้ที่ถังเก็บซึ่งจะเชื่อมกับเตาแก๊ซ ทำให้ลดการพึ่งพาก๊าซหุงต้มอันเป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป

หัวใจสำคัญคือจะต้องพอกินก่อน เมื่อเหลือจึงนำมาแจก จากนั้นจึงขาย

ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึงของลุงผู้ใหญ่สมศักดิ์ ได้เปิดอบรมให้บุคคลที่มีความสนใจเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมานานหลายสิบปี ทุกครั้งที่มีการอบรมผู้ใหญ่จะสอนให้ลูกศิษย์รู้เท่าทันกระแสทุนนิยมและรู้จักตนเองให้มากขึ้น ให้เปลี่ยนเป้าหมายที่เป็นเงินทองมาเป็นปากท้องของตนก่อน เมื่อช่วยเหลือตนเองได้ตามสมควรแล้ว จึงนำผลผลิตไปแบ่งปันให้กับคนใกล้ตัว เพราะสร้างความเกื้อกูลในชุมชน จากนั้นจึงแปรรูปและขายเอากำไร หากทุกคนร่วมมือกันเพียงเท่านี้เราก็จะสามารถสร้างการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “เราจะต้องลงมือทำ”

กรีนพีซ ผู้สนับสนุน และพนักงานเข้าเยี่ยมชมศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่