“ตอนนั้นการท่องเที่ยวกระบี่ยังไม่โตเท่าไหร่ แต่เห็นตัวอย่างที่ที่บูมแล้วว่ามันน่ากลัวและพัฒนาไปในทิศทางที่เราไม่อยากจะไป เราไม่อยากจะเป็นแมสหรือเป็นเมืองที่วุ่นวาย ที่อื่นแก้ไม่ได้เพราะปัญหาหมักหมม งั้นเราแก้ตั้งแต่ต้นดีกว่า”

“โกเลี้ยง” อมฤต ศิริพรจุฑากุล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.กระบี่ ผู้คร่ำหวอดในแวดวงท่องเที่ยวและมีบทบาทสำคัญต่อแนวคิดกระบี่สีเขียว เปิดบทสนทนาด้วยการเล่าย้อนถึงจุดเริ่ม 

ด้วยเกิดและเติบโตมากับธรรมชาติของที่นี่ เห็นอ่าวนางและเกาะพีพีตั้งแต่นักท่องเที่ยวยังบางตา ยิ่งเมื่อมีโอกาสเผชิญโลกกว้างในช่วงวัยหนุ่ม โกเลี้ยงไม่เพียงตระหนักถึงคุณค่าของดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรหลากหลาย แต่ยังเห็นผลลบจากการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งไม่ควรพลาดเดินตาม จึงเป็นหนึ่งในกลุ่มคนหัวก้าวหน้าที่ร่วมขบคิดโจทย์ทิศทางการพัฒนา กระทั่งได้ข้อสรุปแรกเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วว่า กระบี่จะมุ่งหน้าสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 

“พวกร่มชายหาด กีฬาทางน้ำที่วุ่นวาย เรือลากร่ม เรือลากสกี มีพวกนี้ความสงบของชายหาดจะน้อยลง ไม่เหมาะบ้านเรา ก็คุยกับทางจังหวัด ผู้ใหญ่ในสมัยนั้นจากทุกภาคส่วน ก็ตกลงกันแบบนี้” 

เมื่อการนับหนึ่งด้วยข้อตกลงที่ประกาศใช้กันภายในจังหวัดปรากฏผลบวกชัดเจน จึงถูกยกระดับความสำคัญขึ้นอีก โดยผนวกรวมอยู่ในประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่เมื่อราว 15 ปีที่แล้ว ทั้งห้ามทำกิจกรรมที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญ เช่น เล่นเรือสกู๊ตเตอร์ เจ็ตสกี เรือลากร่ม เรือลากกล้วย และห้ามก่อสร้างเพิงพัก ศาลา รวมทั้งจัดวางร่ม โต๊ะ เตียงบริเวณพื้นที่ชายหาด...ถือเป็นสองข้อบังคับพิเศษที่ไม่พบในจังหวัดชายทะเลทั่วไป

แต่ประกาศกระทรวงฯ มีกำหนดเวลาเพียง 5 ปี และที่ผ่านมาก็มีช่วงว่างเว้นบังคับใช้กฎหมายอยู่เป็นระยะ เนื่องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิกเฉยในการออกประกาศต่ออายุการคุ้มครอง ดังเช่นช่วงว่างเว้นครั้งล่าสุดที่นานถึง 4 ปี ตั้งแต่ 26 มีนาคม 2555 ถึง 16 มีนาคม 2559 ซึ่งไม่เพียงเปิดช่องให้คนบางกลุ่มฉวยประโยชน์ เช่น สร้างโรงแรม 7-8 ชั้นหลายแห่งย่านอ่าวนางซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมความสูงอาคาร แต่เนื้อหาสาระในประกาศกระทรวงฯ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2559 ยังเปลี่ยนแปลงจากเดิมด้วย บางส่วนที่ควรคงไว้ก็หล่นหายไป ขณะที่บางส่วนก็เพิ่มขึ้นมาโดยส่อเจตนาเอื้อต่อการเดินหน้าโครงการตามนโยบายเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ 

โกเลี้ยงเห็นปัญหาจากความไม่ต่อเนื่องในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงฯ จึงพยายามศึกษา เรียนรู้ หารือพูดคุยกันในจังหวัดกระบี่ เพื่อสอบถามความคิดเห็นและผลักดันแนวคิดกระบี่โกกรีน (Krabi Go Green)

“เราคงสู้กับตรงนี้ไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง ก็มาทำกระบี่โกกรีน คุยกับทุกภาคส่วน ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ต่อไปนี้ยุทธศาสตร์อะไรก็แล้วแต่ให้มุ่งไปที่สีเขียว” 

แม้แต่ประสิทธิ์ โอสถานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ในขณะนั้น ก็คิดเห็นสอดคล้องกับแนวทางกระบี่โกกรีน ปฏิญญาการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่สู่ความยั่งยืนจึงประกาศออกมาเป็นรูปธรรมในช่วงกลางปี 56 โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร้อยกว่าแห่งร่วมลงนาม จากนั้นก็พัฒนาความเข้มข้นสู่ยุทธศาสตร์จังหวัด 2020 ซึ่งครอบคลุมทุกเรื่อง ตั้งแต่อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ประมง ท่องเที่ยว ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ชี้ว่า จังหวัดเล็กๆ อย่างกระบี่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่น้อยเลย

“ทุกอย่างต้องมีต้นแบบ มีคนเดินหน้า ใครพร้อมก็เดินไปก่อน อุตสาหกรรม Zero Waste เช่น โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เอาน้ำเสียมาผลิตไฟฟ้า ส่วนที่เหลือทำไบโอแมส ทำปุ๋ย หอการค้าจังหวัดประกาศกระบี่ปลอดโฟมโดยเริ่มที่ถนนคนเดิน โรงแรมสีเขียวอย่างปกาสัยก็ทำแล้ว หมุนเวียนน้ำมาใช้ในชักโครกและรดต้นไม้ เกาะลันตาเริ่มทำลันตาโกกรีนก็จัดการขยะเปียกที่ต้นทาง สร้างมูลค่าเพิ่มให้ขยะพลาสติก ที่สำคัญคือนโยบายประหยัดพลังงาน ในอดีตเรายังลังเล ตอนนี้โครงการ Zero Carbon Resorts เข้ามาก็เริ่มเรียนรู้มากขึ้นว่าต้องทำอย่างไร”

โดย Zero Carbon Resorts เป็นโครงการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยและองค์กรวิชาการทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากยกตัวอย่างให้เห็นภาพความพยายามโกกรีนกันคนละไม้ละมือ โกเลี้ยงยังเปิดเผยว่า ใช้ศาสตร์พระราชาแทรกเข้าไปในการดำเนินงานกระบี่โกกรีนกับยุทธศาสตร์จังหวัดค่อนข้างเยอะ เพราะเป็นทางออกให้คนไม่โลภ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเกื้อกูลสามัคคีกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเกิดข้อตกลงร่วมกันให้ชะลอการประชาสัมพันธ์แล้วหันมาดูแลฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการท่องเที่ยว

ในส่วนของขีดจำกัดการรองรับนักท่องเที่ยวที่เคยศึกษาเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนแต่ยังไม่เคยแปลงสู่การปฏิบัติ มาวันนี้เมื่อมียุทธศาสตร์จังหวัดก็เริ่มหยิบมาพูดคุยกันใหม่ เป้าหมายสีเขียวเดียวกันทำให้ความเข้าใจงอกงามง่ายดาย เกิดเป็นความร่วมมือปิดเกาะรอกในช่วง green season ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมในปีที่ผ่านมาและจะขยับไปปิดอ่าวมาหยาในช่วงเวลาเดียวกันของปี 61 

“ตอนนี้คนมาร่วมกันมากขึ้น คนตื่นตัว พลังยิ่งใหญ่ขึ้น ผมก็ดีใจนะ สิ่งที่ทำเปลี่ยนทัศนคติคนเยอะมาก มันคือทางรอด ทางที่ยั่งยืน ถ้าไม่ทำแบบนี้ ผมว่าบ้านเราจะลำบาก”

ขณะที่คนกระบี่ในวงกว้างเข้าใจและเห็นภาพของเส้นทางสู่กระบี่สีเขียวชัดเจนขึ้น สิ่งที่สร้างความกังวลให้โกเลี้ยงเสมอมากลับเป็นนโยบายของรัฐซึ่งมักเอาตัวเลขเชิงปริมาณเป็นที่ตั้งและนำไปสู่การตักตวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนักหน่วง 

“วันไหนรัฐมาดีก็ดีไป วันไหนพึ่งรัฐไม่ได้เราก็ทำกันเอง ไม่ถอย ในเมื่อไม่อยากตามที่อื่น เราก็ต้องทำให้แตกต่าง ทำในแบบที่เราอยากเห็น อยากให้เป็น สิ่งที่ผมทำก็คือเราจะเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรสีเขียว ประมงสีเขียว กับกลุ่มผู้ประกอบการสีเขียว โรงแรมสีเขียว ร้านอาหารสีเขียวได้อย่างไร”

ในฐานะผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนไม้ โกเลี้ยงลงมือทำจริงแล้วหลายสิ่งอย่าง นอกจากอาคารโครงสร้างไม้ไผ่ตามความชอบส่วนตัว ซึ่งออกแบบให้อากาศถ่ายเทดีและประหยัดพลังงานด้วยการพึ่งพาแสงธรรมชาติในช่วงกลางวัน ยังคำนึงถึงต้นทางของแหล่งอาหาร โดยเลือกซื้อผักพื้นบ้านที่ชาวบ้านปลูกและรับซื้อวัตถุดิบอาหารทะเลจากกลุ่มประมงพื้นบ้านในจังหวัดกระบี่เท่านั้น

เมื่อสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มแนวหน้า (Frontier Group) ของโครงการ Zero Carbon Resorts ในปี 2557 ผ่านการตรวจประเมินการใช้พลังงานและได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม โกเลี้ยงก็ปรับปรุงร้านเรือนไม้ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งเลิกใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรงเปลี่ยนมาใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ทั้งให้พนักงานแยกขยะรีไซเคิลส่งขาย แยกขยะเปลือกผลไม้ไว้ทำน้ำหมักชีวภาพ ส่วนขยะเศษอาหารก็เอาไปเลี้ยงสัตว์ 

ล่าสุดยังลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้าด้วยการติดตั้งโซลาร์ เซลล์ 12 แผง กำลังผลิตรวม 3,600 วัตต์ เพื่อใช้กับพัดลมและไฟฟ้าแสงสว่างทั้งหมดภายในร้าน

“คนมาถามผมว่า ทำแล้วกี่ปีคุ้มทุน ผมว่าผมคุ้มแล้ว ติดตั้ง ได้ใช้ประโยชน์ มันเกินคุ้มแล้ว ทำแล้วมีความสุข มันกำไรที่ใจนะ” โกเลี้ยงตอบพร้อมรอยยิ้ม

หัวใจสำคัญบนเส้นทางสีเขียวของร้านเรือนไม้คือพนักงาน นี่เป็นปีแรกที่โกเลี้ยงพาพวกเขาไปเรียนรู้นอกสถานที่ เช่น พูดคุยกับกลุ่มประมงพื้นบ้านแหลมหิน ศึกษาดูงานในโรงแรมสีเขียว ฯลฯ เพื่อสร้างความเข้าใจและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับแนวคิดโกกรีน

“พนักงานต้องรู้กับผมด้วย วันนี้อาจยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ต้นความรู้มันมีอยู่แล้ว”

ใช่เลย ต้นความรู้ที่ปลูกในวันนี้ย่อมนำพาร้านเรือนไม้สู่แหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมตามความตั้งใจของโกเลี้ยงได้ในวันข้างหน้า เช่นเดียวกับแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่หยั่งรากแรกในวันวานแล้วเติบโตแข็งแรงแผ่กิ่งก้านเป็นปฏิญญาการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่สู่ความยั่งยืนในปัจจุบันนั่นเอง


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่