ดูออกหรือไม่ สิ่งของในภาพทำมาจากอะไร

พัดทางขวามือเดาไม่ยากว่าเคยเป็นหลอดมาก่อน

แต่กระเป๋าสองใบทางซ้าย มองห่างๆ แทบไม่รู้ว่ามันคือขยะไม่ย่อยสลายที่คนทั่วไปโยนทิ้ง กระทั่งหยิบใบใหญ่กว่าขึ้นดู เห็นภาพถ้วยกาแฟขาวบนพื้นสีแดงและตัวอักษร coffee สีขาวบนพื้นดำเทาจึงร้องอ๋อ เส้นที่สานกันคือซองกาแฟทรีอินวัน ประกอบเข้ากับการถักเชือก บุผ้าด้านใน และเย็บซิปอย่างพิถีพิถัน

ถือเป็นผลงานทำมือที่ไม่ธรรมดา เพราะต้องวางแผนการพับและสานให้เกิดแพทเทิร์นลวดลายสวยงาม เจ้าของฝีมือกระเป๋าซองกาแฟ คือ อรินทร์ ห้าหวา ภรรยาของอดีตผู้ใหญ่บ้านหลังสอด หรือที่คนแถวนั้นเรียกว่า “ซูบี”

“ค่อยๆ ลองสานเอง ลองอยู่สองอาทิตย์ พอสวยก็ลงตัวพอดี นี่ไม่ใช่ใบแรกนะ ใบแรกดูไม่ได้ ทิ้งไปแล้ว” เธอเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ

กลุ่มแม่บ้าน 5-7 คนในชุมชนบ้านหลังสอด ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ภายใต้การนำของซูบีเริ่มต้นประดิษฐ์ข้าวของจากขยะไม่ย่อยสลายหรือย่อยสลายยากเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ ปี 60 โดยมีวัตถุดิบแรกเป็นกระสอบพลาสติกบรรจุข้าวสาร หลังจากนั้นจึงค่อยขยายความหลากหลายของวัตถุดิบสู่กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ หลอดพลาสติก ขวดพลาสติก และซองกาแฟ เช่นเดียวกับความหลายหลายรูปแบบของผลงานทั้งที่จัดเรียงบนโต๊ะและแขวนโชว์อยู่หน้าบ้านของซูบีเพื่อรอนักท่องเที่ยวมาเลือกซื้อ

...ทั้งหมดนี้คงจะไม่เกิดขึ้น หากซูบีไม่ได้เจอกับอรุนาในการอบรมภาษาอังกฤษที่ผู้ใหญ่บ้านจัดเมื่อสองปีก่อน

อรุนา (Aruna Singh) เป็นลูกครึ่งสวีเดน-อินเดีย เกิดและเติบโตที่ฝรั่งเศส เดิมเป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ย้ายมาสอนดำน้ำที่เกาะลันตาในปี 2549 และเจอกับพี่ชัย ศิริชัย เชื้อพรหม ซึ่งตอนนั้นเป็นครูสอนดำน้ำเหมือนกัน แม้โลกใต้ทะเลจะสวยงามเพียงใด ก็ยังมีสิ่งน่าเศร้าใจปะปนอยู่ด้วย

“เห็นถุงพลาสติกในทะเลแล้วเศร้าใจมาก มันเหมือนแมงกะพรุน ทำให้โลมา เต่าทะเลเข้าใจผิด กินเข้าไปแล้วก็ตาย สำหรับฉันและสามีที่เป็นนักดำน้ำมาก่อน ต่างรู้ดีว่าขยะพลาสติกเป็นอันตราย ถุงพลาสติกนี่ทำลายธรรมชาติอย่างมาก มันแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ เป็นไมโครพลาสติก ตกค้างในดิน ในทะเล ในปลา สุดท้ายก็ในตัวคุณ เราสองคนตระหนักเรื่องนี้และปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกมาตลอด”

นอกจากไม่รับถุงพลาสติกเข้ามาในชีวิต อีโคเกสต์เฮาส์เล็กๆ ขนาด 4 ห้องพักที่เธอกับพี่ชัยเคยเปิดกิจการบนเกาะลันตาใหญ่ยังกำหนดนโยบาย “No Plastic Bags” ตั้งแต่เริ่มต้น และจัดเตรียมถุงผ้าให้แขกหิ้วไปซื้อของ

หลังขายกิจการเกสต์เฮาส์ พี่ชัยและอรุนาย้ายครอบครัวซึ่งประกอบด้วยลูกชายวัย 7 ขวบและ 5 ขวบ มาสร้างบ้านไม้สไตล์ไทยๆ และทำสวนเกษตร ปลูกผัก เลี้ยงไก่ อยู่บนเกาะลันตาน้อยในปี 2559

แม้สองเกาะนี้จะห่างกันไม่เกินหนึ่งกิโลเมตรและข้ามถึงกันได้ง่ายด้วยสะพานสิริลันตา ทว่าบรรยากาศและความเป็นอยู่กลับแตกต่าง ปลายทางของนักท่องเที่ยวอย่างเกาะลันตาใหญ่นั้นเต็มไปด้วยที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า และออกจะคึกคักในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน ขณะที่เกาะลันตาน้อยเงียบสงบเกือบทั้งปี เพราะเป็นชุมชนอยู่อาศัยของชาวบ้าน พื้นที่เกษตรกรรม และยังคงสภาพธรรมชาติอยู่มาก

“ชาวบ้านมักมองว่า ลันตาใหญ่นักท่องเที่ยวมาก ทำเงินมาก ที่นี่ลันตาน้อยไม่มีอะไรเลย มีแต่ควาย แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติอยากดูควายไทยและนาข้าว เพราะบ้านเขาไม่มี ไม่เคยเห็นมาก่อน นาข้าวจึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น” อรุนากล่าว

ทั้งคู่เห็นโอกาสสร้างรายได้ให้ชุมชน จึงจัดทัวร์แบบหนึ่งวันหรือครึ่งวันสำหรับชาวต่างชาติที่มาพักผ่อนบนเกาะลันตาใหญ่ โดยพาชมธรรมชาติและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนบนเกาะลันตาน้อย หากนักท่องเที่ยวอยากปลูกข้าวหรือเกี่ยวข้าวซึ่งมีค่าใช้จ่ายทำกิจกรรมคนละ 500 บาท ก็ต้องจ่ายเงินให้ชาวนาโดยตรง อรุนาเพียงช่วยประสานนัดหมาย

เธอไม่ต้องการฉวยประโยชน์จากชาวบ้าน จึงประกาศชัดเจนว่าไม่มีการหักหัวคิวหรือรับเงินส่วนแบ่งใดใด เพราะเป้าหมายแท้จริงคือการพิสูจน์ให้ผู้คนบนเกาะลันตาน้อยเห็นคุณค่าและมั่นใจว่า ทรัพยากรที่พวกเขามีสามารถสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้เช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปเดินบนเส้นทางเดียวกับเกาะลันตาใหญ่

กระทั่งช่วงต้นปี 2560 แม่ของอรุนาซึ่งอยู่ที่อินเดียบอกเล่าเรื่องราวการทำกระเป๋าจากขยะพลาสติกของคนที่โน่น พร้อมกับส่งภาพตัวอย่างมาให้ดู

“ถ้าอินเดียทำได้ ที่ลันตาก็ทำได้เช่นกัน” เธอเชื่ออย่างนั้น 

โดยไม่รอช้าอรุณานำภาพตัวอย่างไปหารือกับกลุ่มแม่บ้านเพื่อตัดเย็บกระสอบพลาสติกบรรจุข้าวสารเป็นถุงใส่ของ

“เริ่มทำ 20 ใบ ขนาดใหญ่ ฉันเอาขึ้นบนอินเตอร์เน็ตแล้วรอดู แค่ 24 ชั่วโมง อู้ว ขายหมดเกลี้ยง ฉันรีบบอกแม่บ้านเย็บเพิ่มเลย” อรุนาเล่าอย่างอารมณ์ดีเมื่อสิ่งที่ทดลองได้รับความสนใจเกินคาด

มันตอบโจทย์ในใจอย่างเหมาะเจาะและช่วยขยายแนวคิด No Plastic Bags สู่วงกว้าง เพราะตัวเลือกนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แข็งแรงทนทาน ตั้งราคาที่ใบละ 50 บาทถือว่าไม่ถูกไม่แพง คนทำอยู่ได้ คนไทยก็ซื้อได้ หลังจากนั้นไม่นานก็มียอดสั่งผลิตล็อตใหญ่รวม 700 ใบจากบริษัทต่างชาติที่ซื้อไปแจกลูกค้าสวีเดนซึ่งเดินทางมาเที่ยวเกาะลันตา แน่นอนว่าเงินจากการขายถุงทั้งหมดส่งตรงถึงกลุ่มบ้านแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นเคย

“ชาวสวีเดนอยู่ที่นี่มาก เรื่องพวกนี้เขามาก่อนอยู่แล้ว และอรุนาพูดภาษาสวีเดนได้ พอบอกไป เขาก็ตอบรับ” พี่ชัยเสริม

เมื่อผลิตภัณฑ์แรกไปได้สวยก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์ที่สอง...สาม...สี่...ห้า จากวัตถุดิบที่หลากหลาย บางส่วนเป็นขยะที่รับมาจากกลุ่ม Trash Hero บางส่วนก็เป็นขยะจากร้านอาหารหรือโรงแรมที่บอกต่อๆ กันให้ช่วยแยก ทำความสะอาด และรวบรวมส่งจุดรับ 2 แห่งบนเกาะลันตาใหญ่ ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดีและมีคนให้ความร่วมมือมากขึ้นเรื่อยๆ

ในภาพรวมพี่ชัยกับอรุนาจะช่วยเสนอไอเดียว่าขยะพลาสติกแบบไหนเอาไปทำอะไรได้บ้าง จากนั้นกลุ่มแม่บ้านจะคิดพลิกแพลงกันเอง

“บางทีได้วัตถุดิบมา ผ่านไปหนึ่งคืน สองคืน ตีหนึ่งนี่ไม่ได้นอน คิดอยู่จะทำอะไรดีนะ” ซูบีกล่าว

“ฉันพยายามผลักดันให้กลุ่มแม่บ้านคิดนอกกรอบและลองลงมือทำ พวกเขาเอาผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ดู ฉันมีหน้าที่แนะนำ ถ่ายภาพ เอาขึ้นเฟสบุ๊ค บอกให้เพื่อนชาวต่างชาติมาอุดหนุน” อรุนาเล่า

“โชคดีที่เราได้ทำงานกับคนที่เปิดใจ ขยัน เก่ง แกมีไอเดียและอยากจะทำ เราเองก็สบายใจ สำคัญสุดคือทำแล้วต้องมีตลาด ให้เขามีรายได้ แฟนผมวิ่ง (หาช่องทาง) เยอะมาก กว่าจะผ่านมาถึงตรงนี้” พี่ชัยสรุป

...คือท่วงทำนองการทำงานที่สอดประสานกันอย่างลงตัว

เพราะอยากให้ถุงใส่ของพวกนี้ถูกใช้งานแพร่หลายมากขึ้น ก้าวต่อจากนี้จึงเป็นการหาร้านวางสินค้าบนเกาะลันตาใหญ่ ภายใต้เงื่อนไขราคาขายที่เป็นธรรมกับกลุ่มแม่บ้าน

“ส่วนต่างราคาต้องไม่มากเกินไป ต้องแฟร์เทรด”

อรุนาพยายามผลักดันการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและให้เกียรติผลงานสร้างสรรค์ของคนท้องถิ่น การอุดหนุนสินค้าของกลุ่มแม่บ้านจึงมีนัยถึงการสนับสนุนพลังของผู้หญิงในชุมชน เธอไม่ได้มองแค่มิติทางสิ่งแวดล้อม แต่ผสานแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ผู้หญิงพึ่งพาตัวเองเขาไปด้วย

“ให้โอกาสแม่บ้านแสดงศักยภาพ ให้พวกเธอรู้ว่าสามารถสร้างรายได้และตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง ฉันบอกแม่บ้านเสมอ เราต้องใช้ต้นทุนในท้องถิ่น สิ่งที่มีอยู่ที่นี่ ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ หรือตัวเมืองกระบี่ ถึงตอนนี้พวกเธอน่าจะเห็นแล้วว่าตัวเองและท้องถิ่นมีต้นทุนอะไรที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้บ้าง เมื่อพวกเธอรู้สึกดีและตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง พวกเธอจะดูแลปกป้องลูกจากสิ่งเสพติดและอบายมุข ชุมชนในภาพรวมก็จะค่อยๆ ดีขึ้น” เธออธิบาย

ขณะที่กลไกขับเคลื่อนสู่สังคมที่ดีค่อยๆ หมุนไปข้างหน้าทีละน้อย ความเปลี่ยนแปลงบางประการก็ปรากฏชัด ไม่ใช่แค่ซูบีและกลุ่มแม่บ้านที่มองขยะในมุมใหม่และมีพฤติกรรมแยกขยะก่อนทิ้ง คนในหมู่บ้านบางคน รวมถึงครูกับเด็กๆ ในโรงเรียนประถมและศูนย์เด็กเล็กยังช่วยกันเลือกขยะที่ใช้ประโยชน์ได้ ล้างทำความสะอาด แล้วส่งต่อให้ซูบีด้วย

...ล้วนเป็นดอกผลอันน่าชื่นใจที่ผลิบานจากคนต้นทางซึ่งปฏิเสธถุงพลาสติกนั่นเอง


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่