ทว่าทางโทเทิลและบีพีอาจยังมีโอกาสได้ขุดเจาะน้ำมันในบริเวณดังกล่าวอยู่ดี

Photo: Ryan Pierse/Getty Images

บริษัท บีเอชพี บิลลิตัน (BHP Billiton) กำลังล้มเลิกแผนการขุดเจาะน้ำมันในบริเวณใกล้เคียงกับแนวปะการังขนาดใหญ่ที่ปากแม่น้ำแอมะซอน

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โฆษกบริษัทได้กล่าวกับ Unearthed ว่า ทางบริษัทได้แจ้งไปยังหน่วยงานปิโตรเลียมแห่งชาติบราซิล (Brazil’s National Agency of Petroleum: ANP) เรียบร้อยแล้วถึงการตัดสินใจถอนตัวออกจากแผนการขุดเจาะในเขตปากแม่น้ำแอมะซอน (Foz do Amazonas) และจะ “กลับไปยังพื้นที่เขตสัมปทานในตำแหน่ง FZA-M-324 และ FZA-M-257 ดังเดิม”

ทางโฆษกบริษัทยังได้อภิปรายถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่าเป็น “การตัดสินใจด้านการบริหารจัดการทางธุรกิจ/หลักทรัพย์ ธรรมดาๆ” เท่านั้น 

โดยบริษัทข้ามชาติแองโกล-ออสเตรเลียนแห่งนี้ต้องเจอกับอุปสรรคจากทั้งสองเขตในปี 2556 ซึ่งทำให้ต้องชำระเงินรวมทั้งหมดมากกว่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐฯเล็กน้อย จากเขต FZA-M-324 เป็นจำนวนเงิน 5.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจากเขต FZA-M-257 เป็นจำนวนเงินอีก 10.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อ้างอิงข้อมูลจาก วู้ด แมคเคนซี นักวิเคราะห์พลังงาน

อย่างไรก็ดี ทาง Unearthed เข้าใจดีว่าทางบริษัทรู้สึกว่าการที่จะได้รับใบอนุญาตการขุดเจาะน้ำมันในเขตดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะที่ผ่านมาทั้งบริษัทโททาล (Total) และบีพี (BP) ต่างก็ต้องเผชิญกับการถ่วงเวลาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า

บริษัทขุดเจาะน้ำมันระดับโลก

ทั้งบีพี (BP)  บริษัทขุดเจาะน้ำมันฝรั่งเศสโททาล (Total) และ ปิโตรบราส์ (Petrobras) บริษัทน้ำมันในบราซิล ต่างยังคงถือใบอนุญาตขุดเจาะน้ำมันในเขตปากแม่น้ำแอมะซอน (Foz do Amazonas) ไว้ในครอบครอง ทว่าในบริเวณดังกล่าวมีแนวปะการังอันเป็นเอกลักษณ์อยู่ ทำให้แผนการที่จะลงพื้นที่สำรวจในเขตนี้กลายเป็นประเด็นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

เมื่อช่วงก่อนคริสต์มาสไม่นาน ทางไอบาม่า (Ibama) สำนักงานสหพันธรัฐเพื่อสิ่งแวดล้อมของบราซิล ได้ปฏิเสธคำขอเข้าไปศึกษาวิจัยเชิงสิ่งแวดล้อมของทางบีพี ซึ่งทำให้แผนการขุดเจาะน้ำมันในเขตดังกล่าวของทางบริษัทล่าช้าขึ้นไปอีก

ไอบาม่าได้วิพากษ์วิจารณ์การศึกษาวิจัยของทางบริษัทอย่างรุนแรงถึงการละเลยข้อมูลเกี่ยวกับการจำลองการรั่วไหลของน้ำมันและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตในบริเวณดังกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น แผนการของบีพีที่จะใช้สารเคมีชื่อ Corexit เพื่อสลายคราบน้ำมันหากเกิดการรั่วไหลของน้ำมันในบริเวณนี้ยังทำให้เกิดการโต้เถียงกันในประเด็นดังกล่าวขึ้น

สาร Corexit นี้ ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในช่วงเหตุการณ์ ดีปวอเทอร์ ฮอไรซัน (Deepwater Horizon) โศกนาฎกรรมแท่นขุดเจาะน้ำมันระเบิดครั้งใหญ่ในปี 2553 โดยในอีก 3 ปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสารเคมีดังกล่าวได้ส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อแนวปะการังในบริเวณอ่าวเม็กซิโก

จากการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของโททาลเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมานี้พบว่า การรั่วไหลของน้ำมันในบริเวณปะการังนี้อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อประเทศโดยรอบได้

นอกจากนี้ยังมีการตระหนักถึงความปลอดภัยเกี่ยวกับการขุดเจาะน้ำมันในเขตดังกล่าว เอกสารเทคนิคฉบับหนึ่งที่เตรียมไว้สำหรับงานนิทรรศการริโอออยแอนด์ก๊าซ (Rio Oil & Gas) และงานประชุมในปี 2557 ได้สร้างข้อกังขาถึงความสามารถของบริษัทขุดเจาะน้ำมันต่างๆในการใช้ยานยนต์ควบคุมระยะไกล (Remote Operated Vehicles หรือ ROVs) ในพื้นที่ปากแม่น้ำแอมะซอน

ยานยนต์ ROVs เคยถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางเพื่อกำจัดคราบน้ำมันจากเหตุการณ์ดีปวอเทอร์ ฮอไรซัน ในปี 2553 อย่างไรก็ดี มีรายงานจาก เดวิด แฟรนแทนตัน วิศวกรรายหนึ่ง (สามารถอ่านสรุปโดยย่อของรายงานฉบับนี้ได้ที่นี่) ซึ่งชี้ว่า ยังไม่สามารถแน่ใจได้ว่ายานยนต์ ROVs และยานยนต์อื่นๆจะสามารถปฏิบัติการในกระแสน้ำที่ไหลแรงในบริเวณนี้ได้หรือไม่

ทางโททาลและบีพี รวมถึงบริษัทอื่นๆ อาจยังมีโอกาสได้ขุดเจาะน้ำมันในบริเวณดังกล่าวภายหลังในปีนี้หากแผนการขุดเจาะได้รับการยินยอมจากผู้คุมทางการของบราซิล

ทาง Unearthed ได้ขอให้บีพีและโททาลให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวข้างต้นและชี้แจงความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนการการขุดเจาะน้ำมันในปากแม่น้ำแอมะซอน ซึ่งทางเราจะนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อไปหากทางบริษัททั้งสองแจ้งข้อมูลกลับมา

โฆษกบริษัทบีพีกล่าวกับ Unearthed  ว่าทางบีพียังคงมีแผนการจะดำเนินการขุดเจาะน้ำมันภายในบริเวณดังกล่าว “บีพีจะดำเนินการทำงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่อไปเพื่อรักษาสถานะใบอนุญาตสำหรับโครงการของเรา โดยการดำเนินการขุดเจาะจะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้รับใบอนุญาตที่ถูกต้องจากองค์กรในบราซิลที่เหมาะสมแล้วเท่านั้น”

ส่วนทางโททาลไม่ได้ตอบกลับมา

การถอนตัวของบีเอชพี

ข่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจถอนตัวออกจากแผนการขุดเจาะน้ำมันในปากแม่น้ำแอมะซอนนี้ออกมาในช่วงที่ยากลำบากของทางบริษัท เนื่องจากบริษัทเหมืองยักษ์ใหญ่แห่งนี้กำลังต้องรับมือกับเหตุวิกฤติจากหายนะเหมืองมาริอานาในปี 2558

ในเหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้เสียชีวิตถึง 19 รายเมื่อเขื่อนในเหมืองของซามาร์โค (Samarco) อันเป็นเจ้าของร่วมกันกับบีเอชพีและเวลล์ (Vale) แตกในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 เหตุการณ์นี้ได้ทำให้ของเสียจากการทำเหมืองกว่าหลายล้านลิตรไหลทะลักเข้าปนเปื้อนแหล่งน้ำและทำลายล้างสิ่งมีชีวิตในบริเวณใกล้เคียงมาริอาน่าในรัฐมีนัสเชไรส์ (Minas Gerais) ไปอย่างมหาศาล

ในเดือนมิถุนายนปี 2560 ทางบริษัทได้ทุ่มเงิน 250 ล้านเหรียญสหรัฐฯไปเพื่อการทำความสะอาดและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ อย่างไรก็ดี ทางบริษัทแห่งนี้ยังต้องเผชิญหน้ากับการแก้กฎหมายในบราซิลครั้งใหญ่ ซึ่งอาจนำไปสู่การที่ทางบีเอชพีและเวลล์จะต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นการชดเชยอีกกว่าพันล้านเหรียญ 

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่