เมื่อกล่าวถึงความมั่งคั่งร่ำรวยทางวัตถุบนโลกใบนี้ อาจดูเหมือนว่าชีวิตของพวกเรานั้นกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ และการขยายตัวของประชากรมนุษย์ก็ดูไม่ใช่ปัญหาที่ต้องมานั่งกังวลอะไรมากนัก แต่ถ้าหากเราลองพิจารณาดูให้ดี จะพบว่าข้อมูลเชิงนิเวศวิทยาในปัจจุบันชี้ว่ามนุษยชาติและสิ่งมีชีวิตในป่าทั้งหลายจะมีคุณภาพชีวิตและอุดมสมบูรณ์กว่าที่เป็นอยู่อย่างมาก หากพวกเราใส่ใจกับคำเตือนเมื่อ 50 ปีก่อนของพอล แอร์ลิช มากกว่านี้

ในปี 2511 แอร์ลิชได้ตีพิมพ์งานเขียนชื่อ “การระเบิดทางประชากร (The Population Bomb)” เพื่อส่งคำเตือนถึงเหล่ามนุษยชาติว่าการที่ประชากรมนุษย์พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้จะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ตกต่ำลงของมนุษย์ ทั้งภาวะทุพภิกขภัยและการขาดสารอาหาร อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยในขณะนั้นมีประชากรมนุษย์ทั้งหมดราว 3,500 ล้านคน และในอีก 50 ปีต่อมาหรือในปัจจุปัน ประชากรมนุษย์ได้ทวีคูณขึ้นกว่าเท่าตัวถึง 7,600 ล้านคน และพวกเรากำลังต้องเผชิญกับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในช่วงเวลา 65 ล้านปีบนโลกใบนี้

พอล แอร์ลิช นักชีววิทยาและอาจารย์ชาวอเมริกัน ประธานศูนย์ชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ของสแตนฟอร์ด © พอล แอร์ลิช / Wikimedia CC 2.5

แม้แต่ในวัย 82 ปี แอร์ลิชก็ยังคงเป็นหนึ่งในนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่สร้างความเปลี่ยนแปลง มุ่งมั่นตั้งใจและกล้าคิดกล้าทำมากที่สุดคนหนึ่ง เขายังคงเป็นทั้งอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และเมื่อปีที่แล้วสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งองค์พระสันตะปาปาที่นครวาติกันยังได้เชิญเขามายังกรุงโรมเพื่อพูดเกี่ยวกับสาเหตุแห่งการสูญเสียทางชีววิทยาครั้งใหญ่ อีกทั้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขายังได้เขียนงานชื่อว่า “ไม่ต้องให้นักวิทยาศาสตร์บอกคุณก็รู้ว่าว่าอะไรคือสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่หก (You don’t need a scientist to know what’s causing the sixth mass extinction)” ให้กับสำนักข่าวเดอะ การ์เดียน (the Guardian) โดยแอร์ลิชได้ชี้ให้เห็นถึงกุญแจสำคัญสองประการที่จะเป็นตัวการนำไปสู่หายนะทางนิเวศวิทยา อันได้แก่การเติบโตของประชากรมนุษย์และการใช้ทรัพยากรบนโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งของผู้มีฐานะร่ำรวย

จำนวนประชากรและการใช้ทรัพยากร 

ในปี 2515 เมื่อมีการเผยแพร่งานวิจัย “ขีดจำกัดของการเติบโต” (Limits to Growth) เบน และ โดโรธี เมทคาล์ฟ ผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซ ได้เข้าร่วมการประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (United Nations Conference on the Human Environment) ครั้งแรกในโลกที่เมืองสต็อคโฮล์ม โดยมีเจตนาจะหยิบยกเรื่องการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์มากล่าวในที่ประชุม พวกเขาได้พบกับแอร์ลิช ผู้ซึ่งเข้าร่วมประชุมเพื่อกล่าวถึงเรื่องการเติบโตของจำนวนประชากรมนุษย์ในฐานะที่เป็นเหตุแห่งการนำไปสู่หายนะทางนิเวศวิทยา

ทั้งคู่ต่างสนับสนุนแอร์ลิช แม้ว่านักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบางคนและผู้แทนทางการเมืองทุกคนจะไม่เห็นด้วยกับเขาก็ตาม โดยแบร์รี คอมมอนเนอร์ นักนิเวศวิทยาท่านหนึ่ง ได้กล่าวแย้งแอร์ลิชโดยยืนยันว่าการเติบโตของจำนวนประชากรมนุษย์ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการคุกคามสิ่งแวดล้อม และกล่าวว่าเทคโนโลยีนั้นจะช่วยหล่อเลี้ยงผู้คนนับพันล้านคนแทนการใช้ทรัพยากรได้ เขาเชื่อว่าปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือการใช้ทรัพยากรอย่างทิ้งๆขว้างๆของกลุ่มผู้มีฐานะร่ำรวยต่างหาก

โฉมหน้าที่แท้จริงของการขยายตัวทางเทคโนโลยี? © กรีนพีซ / นาตาลี เบห์ริ่ง

แอร์ลิชเห็นด้วยกับคอมมอนเนอร์ว่าการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองคือแก่นของปัญหา ทว่าการที่ปล่อยให้จำนวนประชากรเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆต่อไปนั้นก็นับเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง แอร์ลิชอธิบายว่า ไม่ว่าจะมีความก้าวหน้าทางเทคนิคมากน้อยเพียงใด การเติบโตของจำนวนประชากรมนุษย์ก็จะนำไปสู่การทำลายที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ หายนะทางมนุษยธรรม และความเสื่อมโทรมเชิงนิเวศวิทยาอยู่ดี โดยแอร์ลิชยังได้เสนอโครงการว่าด้วยสิทธิสตรีสากลและการรณรงค์การคุมกำเนิดทั่วโลกเพื่อลดอัตราการเติบโตของจำนวนประชากรมนุษย์

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอของแอร์ลิชนั้นขัดกับข้อโต้แย้งทางวัฒนธรรม การเมือง และศาสนา จึงทำให้การประชุมที่สต็อคโฮล์มต้องเลี่ยงการอภิปรายเกี่ยวกับจำนวนประชากรมนุษย์ อีกทั้งยังทำให้การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 2515 ลงไปละเลยประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเติบโตของจำนวนประชากรมนุษย์ แต่ประเด็นดังกล่าวก็ยังคงเป็นปัญหาที่ค้างคามาจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับประชากรอีกสี่พันล้านคนที่เพิ่มมากขึ้น

ขีดจำกัดที่มีอยู่จริง

ในช่วงเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เมื่อโลกใบนี้ยังคงเป็นบ้านของประชากรเพียงราวหนึ่งพันล้านคนเท่านั้น โธมัส มาลธัส นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้กล่าวเตือนว่าการที่จำนวนประชากรเพิ่มสูงเรื่อยๆในลักษณะของกราฟเอกซ์โพเนนเชียลบนโลกอันมีทรัพยากรจำกัดนี้จะทำให้เราไปถึงขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาที่สุดในวันหนึ่ง เช่นเดียวกันใน “หลักการทางเศรษฐศาสตร์การเมือง” (Principles of Political Economy) ตั้งแต่ปี 2391 จอห์น สจ๊วต มิล นักเศรษฐศาสตร์ผู้เขียน ได้กล่าวอย่างเศร้าโศกเสียใจถึงภาพการขยายตัวของชุมชนเมือง ฟาร์มปศุสัตว์ และโรงงานต่างๆทั่วทั้งภูมิประเทศ อีกทั้งเขายังสนับสนุนโครงการ “เมืองที่หยุดนิ่ง” (stationary state) อันเป็นการจำกัดการเติบโตทางเศรษฐศาสตร์และจำนวนประชากร “การเพิ่มขึ้นทางด้านความมั่งคั่งร่ำรวยนั้นไร้ขีดจำกัด” มิลเขียนไว้ในงานของเขา “การเกิดสภาพการหยุดนิ่งของเมืองและจำนวนประชากรนั้นไม่ได้หมายความว่าการพัฒนาของมนุษย์จะต้องหยุดนิ่งไปด้วย ความเจริญก้าวหน้าทางจิตใจและทางสังคมจะยังคงพัฒนาไปได้ไกลอย่างที่เคยเป็นมา ทั้งยังมีพื้นที่มากพอจะพัฒนาศิลปะในการใช้ชีวิต และดูเหมือนว่ามันจะยิ่งช่วยให้พัฒนาไปได้ไกลขึ้นเสียด้วยซ้ำ”

อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการเติบโตของจำนวนประชากรมนุษย์ต่างล้อเลียนมาลธัสและมิลมาตั้งแต่ในเวลานั้นจนถึงปัจจุบัน โดยในตอนนี้เหล่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างพยายามเพิกเฉยต่องานวิจัย “ขีดจำกัดของการเติบโต” (Limits to Growth) เพิกเฉยต่อคำเตือนของแอร์ลิชเกี่ยวกับจำนวนประชากรมนุษย์ และต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยรวม โดยอ้างทฤษฎีนีโอลิเบอรัลซึ่งปฏิเสธแนวคิดเรื่องขีดจำกัดของทรัพยากรโลก

การขยายตัวของประชากรมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆไปมากมายมิใช่แค่ภูมิทัศน์ รัฐเซาเปาโลถ่ายจากมุมสูง © โอตาวิโอ อัลเมดา / กรีนพีซ

ฝ่ายผู้สนับสนุนเทคโนโลยีต่างพยายามกล่าวย้ำซ้ำไปซ้ำมาถึงสิ่งที่เรียกว่า “การปฏิวัติสีเขียว” (The Green Revolution) ในภาคเกษตรกรรม ว่าจะสามารถช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนกว่าพันล้านชีวิตได้  ทว่าหากลองพินิจดูระบบการทำเกษตรอุตสาหกรรมให้ดี จะพบว่าการปฏิวัติสีเขียวนี้แท้จริงแล้วคือการปฏิวัติ “สีดำ” ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรคาร์บอนและสารเคมีอันตราย การหล่อเลี้ยงผู้คนนับพันล้านชีวิตดังกล่าวนี้ได้นำไปสู่ความเสื่อมโทรมทั้งทางนิเวศวิทยาและสุขภาพ นำไปสู่การขัดขวางวงจรไนโตรเจนในธรรมชาติ  อุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น และการขุดเจาะนำสารอาหารจากดินมาใช้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบข้างหน้า

รายงานจากสหภาพยุโรปชี้ว่ามีหน้าดินถูกทำลายถึงราวหนึ่งพันล้านตันในแต่ละปี ขณะที่ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ระดับความอุดมสมบูรณ์ในดินลดลงกว่าร้อยละ 50 ในบางพื้นที่ โดยมีการสูญเสียหน้าดินทั่วโลกรวมกว่าเจ็ดหมื่นห้าพันล้านตันในแต่ละปีจากการกร่อนของหน้าดินจากพฤติกรรมของมนุษย์ ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรในตอนนี้ยังลดลงอย่างเห็นได้ชัดในหลายพื้นที่ และแม้กระทั่งในพื้นที่ที่มีปริมาณผลผลิตทางเกษตรเพิ่มมากขึ้นก็ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการที่สูงขึ้นของจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นอยู่ดี จึงยังผลให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

เมื่อสิบห้าปีก่อน เดวิด ไพเมนเทล ได้กล่าวเตือนไว้ว่า ทั้งมนุษยชาติและระบบนิเวศซึ่งคอยหล่อเลี้ยงมนุษย์ทุกคนกำลัง “ถูกคุมคามโดยจำนวนประชาการที่มากเกินไป” ไพเมนเทลชี้ว่าหากโลกไม่มีแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล จะมีเพียง 4 คนต่อที่ดินทำกินต่อเฮกตาร์เท่านั้นที่แต่ละชาติจะสามารถช่วยให้อยู่รอดได้ ซึ่งหมายความว่าประเทศส่วนมากในโลกนั้นจะไม่อาจให้ความช่วยเหลือเพื่อรักษาประชากรทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันได้เสียด้วยซ้ำ แม้ว่าจะเป็นจำนวนที่น้อยกว่าอัตราการเติบโตที่เป็นอยู่มากก็ตาม

ตามที่นักนิเวศวิทยาได้กล่าวเตือนไว้ ตั้งแต่มาลธัสจนถึงแอร์ลิช มนุษยชาติกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดของทรัพยากรมากขึ้นทุกที โดยการเติบโตของผลผลิตทางการประมงในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วโลกได้หยุดนิ่งมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 2523 ลงมา และยังลดลงถึงราวร้อยละ 14 นับตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าวแม้ว่าจะมีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีด้านการประมงเพิ่มมากขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ปริมาณแหล่งน้ำจืดต่อพลเมืองหนึ่งคนยังลดลงถึงร้อยละ 25 นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 2523 เช่นกัน และในวันนี้ กว่า 850 ล้านคนไม่สามารถเข้าถึงการบริโภคแหล่งน้ำจืดได้ โดยมีผู้เสียชีวิตจากการขาดน้ำจืดราว 5 ล้านคนต่อปี ซึ่งในตัวเลขนี้เป็นทารกกว่าครึ่งล้านชีวิต

ในปี 2559 งานวิจัย “Global Material Flows” ของทางสหประชาชาติเผยว่าการสูญเสียทรัพยากรโลกก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ ลดทอนคุณภาพชีวิตและการพัฒนาในอนาคต และแม้ว่าชาติต่างๆส่วนมากจะยังคงต้องการให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ คณะกรรมการของสหประชาชาติยังกล่าวเตือนว่า “การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว … จะก่อให้เกิดความต้องการซึ่งสร้างแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างมากต่อการสาธารณูปโภคและความสามารถในการสร้างทรัพยากรของสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบสนองความต้องการทางวัตถุ 

ตัวเลขที่มีความสำคัญต่อโลกของเรา

ผู้ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์แอร์ลิชเกี่ยวกับคำเตือนของเขาในหนังสือ “การระเบิดทางประชากร” (The Population Bomb) มักจะยกสถิติการเติบโตของจำนวนประชากรตั้งแต่ปี 2503 ที่ลดลงจากร้อยละ 2.2 เป็นร้อยละ 1.1 ในแต่ละปีมากล่าวอ้าง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นความจริง การมุ่งประเด็นไปยังตัวเลขสถิติเหล่านี้กลับทำให้พวกเขาเลี่ยงจะเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าจำนวนประชากรนั้นยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปีอยู่ดี

จำนวนประชากรมนุษย์นั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆมาตั้งแต่บรรพกาล ยกเว้นเพียงสองครั้งเท่านั้น อันได้แก่เมื่อราว 2,000 ปีก่อน การที่มีจำนวนประชากรล้นเมือง การเกิดโรคระบาดต่างๆ และการก่อสงครามได้ทำให้จำนวนประชากรลดลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทว่าการเติบโตของประชากรก็กลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านมาไม่นานนัก และลดลงอีกครั้งเมื่อช่วงคริสตศตวรรษที่ 17 จากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และโรคร้ายต่างๆที่เหล่านักล่าอาณานิคมชาวยุโรปนำมาสู่ผืนดินแอฟริกา เอเชีย และดินแดนอื่นๆในซีกโลกตะวันตก

ภัยแล้งในทะเลสาบกัลโลแคนตา ประเทศสเปน © เปโดร อาร์มสเตอร์ / กรีนพีซ

อัตราการเติบโตนั้นฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งในสมัยของมาลธัส เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นถึงราวร้อยละ 0.4 ต่อปีต่อประชากรหนึ่งพันล้านคน ทำให้มีประชากรเพิ่มขึ้นราว 4 ล้านคนในแต่ละปี ต่อมาเมื่อเกิดกระแสความนิยมการใช้น้ำมันในช่วงทศวรรษของปี 2483 และ 2493 จำนวนประชากรก็เพิ่มสูงขึ้นอีก จนกระทั่งเมื่อถึงช่วงที่แอร์ลิชเขียน “การระเบิดทางประชากร” (The Population Bomb) ในปี 2511  อัตราการเติบโตได้พุ่งทะยานขึ้นถึงร้อยละ 2.2 ซึ่งหมายความว่าจากประชากรกว่า 3,500 ล้านคน พวกเรากำลังผลิตประชากรเพิ่มขึ้นอีกถึง 73 ล้านคนทุกปี

การคุมกำเนิดสมัยใหม่ได้ช่วยให้อัตราการเกิดชลอตัวลงได้บ้าง ทว่าการการคุมกำเนิดดังกล่าวนั้นมีแค่ในพื้นที่ที่ผู้หญิงมีสิทธิมีเสียงและมีสิทธิในการเข้าถึงเท่านั้น และแม้ว่าอัตราการเติบโตของจำนวนประชากรในปัจจุบันจะลดลงอยู่ที่ร้อยละ 1.1 จำนวนประชากรทั้งหมดก็ได้เพิ่มขึ้นจนมีจำนวนกว่า 7,600ล้านคนแล้ว และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอัตราที่มากที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็คือ 83 ล้านคนต่อปี

ตัวเลขอัตราส่วนร้อยละนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดๆได้ อาทิ ในขณะที่อัตราส่วนร้อยละของจำนวนประชากรที่ชี้ว่าอาจอยู่ในสภาวะอดอยากลดลง จำนวนสุทธิของประชากรที่อดอยากจริงๆกลับเพิ่มขึ้น มีประชากรราวหนึ่งพันห้าร้อยล้านรายอยู่สภาวะขาดสารอาหาร และครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว (815 ล้านคน) ต้องเข้านอนอย่างหิวโหยทุกคืน มีคน 9 ล้านคนต้องเสียชีวิตจากภาวะทุพภิกขภัยทุกปี คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตหนึ่งคนในทุกๆ 3.5 วินาที โดยตัวเลขของผู้มีภาวะขาดสารอาหารในปัจจุบันนับเป็นตัวเลขที่มากกว่าจำนวนประชากรโลกที่มีชีวิตอยู่ทั้งหมดในสมัยของมาลธัสเสียด้วยซ้ำ

ปัญหาที่เกิดจากสัดส่วนจำนวนประชากร

ในปี 2536 ที่การประชุมสุดยอดทางวิทยาศาสตร์ สถาบันวิทยาศาสตร์สากล 58 แห่งได้กล่าวเตือนว่า “ความรุนแรงของปัญหาการคุกคามสิ่งแวดล้อมนั้น … เกี่ยวพันกับจำนวนประชากรมนุษย์และการใช้ทรัพยากรต่อคน ทั้งปัญหาการใช้ทรัพยากร การสร้างขยะ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมต่างรุนแรงขึ้นเพราะการเติบโตของจำนวนประชากร”

ในตอนนี้ สัดส่วนของจำนวนประชากรมนุษย์และสัตว์ปศุสัตว์ทั้งหมดรวมกันนั้นคิดเป็นราวร้อยละ 98.5 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมดบนโลก โดยแอร์ลิชชี้ว่า “จำนวนประชากรมนุษย์ที่มหาศาล รวมถึงสัตว์ปศุสัตว์และไก่ในฟาร์ม” ได้เข้ามาแทนที่สัตว์ป่าจากแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและนำไปสู่ “การหายสาปสูญของสัตว์ใหญ่และสัตว์ป่าต่างๆ” เขายังกล่าวเตือนอีกว่า “การที่สัดส่วนอันเกี่ยวข้องกับมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้านจำนวนประชากรและอัตราการบริโภคทรัพยากรต่อหัว ยังคงเป็นสาเหตุหลักที่จะนำไปสู่วิกฤติการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในอนาคต" 

พื้นที่บริเวณกว้างในป่าแอมะซอนถูกเกษตรกรเผาทำลายทุกปีเพื่อทำฟาร์มเกษตรและปศุสัตว์ © โอตาวิโอ อัลเมดา / กรีนพีซ

ไม่ว่าจะในฐานะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือประชาชนที่มีความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว อุปสรรคที่พวกเราต้องฝ่าฟันก็คือเรื่องของ “สัดส่วนประชากร” อันเรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่ผู้คนต่างพยายามหลีกเลี่ยงเกือบจะตลอดเวลาในงานอภิปรายต่างๆ และเนื่องจากจำนวนประชากรและการใช้ทรัพยากรเกินควรยังคงเป็นสาเหตุหลักที่จะนำไปสู่หายนะทางนิเวศวิทยา จึงอาจถึงเวลาแล้วที่พวกเราควรจะเริ่มเดินหน้าจัดการกับปัญหาดังกล่าวด้วยการควบคุมจำนวนประชากรควบคู่ไปกับการจัดการการใช้ทรัพยากร  พวกเราไม่อาจทึกทักเอาเองว่าเราจะสามารถควบคุมวิถีชีวิตของเราให้ไม่ไปกระทบกับความจริงข้างต้นเกี่ยวกับนิเวศวิทยาได้โดยไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องของสัดส่วนประชากร พวกเราจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับคำถามที่ค้างคามาเป็นเวลานานเกี่ยวกับสัดส่วนประชากรมนุษย์นี้ และพิจารณาถึงความจำเป็นที่จะต้องชะลอและควบคุมสัดส่วนต่างๆอันเกี่ยวข้องกับมนุษย์เสียที

“หากคุณไม่ได้เห็นว่าเรื่องของเศรษฐกิจเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบในธรรมชาติของโลกใบนี้” ปีเตอร์ วิคเตอร์ จากมหาวิทยาลัยยอร์คในแคนาดากล่าว “คุณก็ไม่คงไม่มีวันเข้าใจอย่างแท้จริงว่าทำไมจึงเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พวกเราต้องประสบกันอยู่ทุกวันนี้ และเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร”

“งานเขียนเรื่องการระเบิดทางประชากร (The Population Bomb) นั้นได้รับทั้งคำยกย่องและคำสบประมาท แอร์ลิชเขียนไว้ในปี 2552 “แต่ไม่มีใครสามารถแย้งได้ถึงความสำคัญในการเรียกร้องให้ผู้คนได้เห็นว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายของมนุษย์นั้นเกี่ยวโยงกับภาคส่วนสถิติประชากร … และในตอนนี้ ใจความหลักของหนังสือเล่มนี้ก็มีความสำคัญยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาเมื่อ 40 ปีก่อนเสียอีก”

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่