“จะทำอย่างไรให้เด็กๆ ทานผักมากขึ้นและจะปรุงอาหารอย่างไรโดยไม่ใช้สารปรุงแต่ง” นี่คือหนึ่งในคำถามสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูต้องการหาคำตอบ เพื่อให้เด็ก ๆ ที่กำลังโต มีสุขภาพที่แข็งแรง และได้รับอาหารครบโภชนาการ

ในวันที่ 16 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมาเป็นวันที่ทางมูลนิธิการศึกษาไทย รวมกับโรงเรียนนำร่อง 18 โรงเรียนทางภาคเหนือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดนิทรรศการแสดงผลการเรียนรู้โครงการ “การจัดการสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่เสี่ยงเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการบริโภคผักผลไม้ที่ปลอดภัย”

โดยในนิทรรศการได้มีการจัดเสวนากลุ่มย่อยทั้งหมด 3 กลุ่มแบ่งเป็น 3 ประเด็น หนึ่งในนั้นก็คือประเด็นพูดคุยนี้ จึงทำให้นึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า “หนูนิด.. ไม่อยากกินผัก” 

เชื่อว่าหลายคนน่าจะต้องคุ้นหูกันมาบ้าง นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไม่ยอมทานผักและพบว่าตัวเองตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ เขา ด้วยเหตุนั้นจึงยอมลองทาน ก็ได้รู้ว่าผักนั้นมันไม่ขมอย่างที่คิด

ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะไม่รู้จักนิทานเล่มนี้ แต่ก็เชื่อว่าหลายๆ คนโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่และคุณครูน่าจะประสบพบเจอปัญหาโลกแตกในลักษณะเดียวกับคุณครู คุณพ่อหรือคุณแม่ของหนูนิด ที่เด็กๆ ไม่ชอบทานผัก 

แล้วทำไมเด็กๆ ถึงไม่ชอบทานผักกันนะ?​

สาเหตุที่เด็กๆ ไม่ชอบทานผักนั้น นอกจากจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ ที่อาจจะไปพบเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีตอนที่ทานครั้งแรก คุณพ่อคุณแม่บีบบังคับหรือตามใจมากเกินไปแล้วนั้น คุณหมอมาคุอุจิ ฮิเดโอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการของคุณแม่และเด็กชื่อดังของญี่ปุ่นได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเหตุผลที่เด็กๆ ญี่ปุ่นชอบหรือไม่ชอบอาหารอะไรสักอย่างหนึ่ง ไว้อย่างน่าสนใจว่า

โดยสัญชาตญาณแล้ว เด็กๆ นั้นใช้ “ตา” “จมูก” และ ปาก” ในการจำแนกว่าอาหารใดปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย

เริ่มต้นจากการมองดูด้วย “ตา”​ แม้ว่าสีเขียวจะเป็นสีที่สื่อถึงธรรมชาติ แต่ในธรรมชาตินั้น ของที่มีสีเขียว รสขมและเป็นพิษก็มีอยู่มาก

“จมูก”​ เป็นที่น่าสังเกตว่าผักที่มีกลิ่นแรงมักจะถูกเมิน ในขณะที่ผักที่ไม่ค่อยมีกลิ่น เช่น แตงกวา ผักกาดมักจะไม่ค่อยถูกเกลียดในบรรดาเด็กๆ (ญี่ปุ่น)

สุดท้ายนี้ “ปาก”​ นั้น รสเปรี้ยวหรือรสขม โดยสัญชาตญาณจะถูกมองว่าเป็นของที่เน่าเสียแล้วหรือยังไม่สุกดี ในทางกลับกัน รสหวานถูกมองว่าเป็นรสที่ปลอดภัย

พอได้ทราบถึงต้นตอของความ “ไม่ชอบ” น่าจะทำให้เห็นถึงทางแก้ไขของปัญหาขึ้นมาบ้าง

ตัวแทนจากโรงเรียนวัดทุ่งศลา โรงเรียนไตรมิตรวิทยา โรงเรียนหลวงพัฒนาบ้านขุนวางและเทศบาลตำบลแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้แชร์ประสบการณ์ถึงวิธีการในการทำให้เด็กทานผักมากขึ้นและการปรุงรสอาหารโดยไม่ใช้สารปรุงแต่งเอาไว้ ดังนี้

 

ปลูกฝังและให้ความรู้

  • คุณครูและผู้ปกครองควรจะปลูกฝังนิสัยการ “เลือกกิน”​ ทั้งนี้ไม่ใช่การเลือกทาน แต่การ เลือกกิน” แต่สิ่งที่ดี โดยเฉพาะตั้งแต่ยังเล็ก
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของผักและอันตรายของสารเคมี

 

ให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในการปลูก

  • นอกจากจะเป็นการให้ความรู้กับเด็กๆ แบบบูรณาการแล้ว เมื่อเห็นผักที่ตัวเองปลูกโตขึ้น เด็กๆ จะเกิดความรู้สึกภูมิใจและอยากจะลองทานผักที่ตัวเองปลูกกับมือ และมั่นใจได้ว่าผักที่ตัวเองปลูกเองนั้นจะไม่มีสารเคมี
  • หรือถ้าหากคุณครู หรือคุณพ่อคุณแม่ท่านใด ไม่มีพื้นที่ในการปลูกก็สามารถอุดหนุนจากเกษตรกรอินทรีย์ในพื้นที่หรือบริเวณรอบๆ พื้นที่กันดูได้ค่ะ

อาหารกลางวันที่มาจากเด็กๆ

  • บางโรงเรียนแบ่งกลุ่มให้เด็กๆ เข้าครัวสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ช่วยกันทำอาหารให้เพื่อนๆ โดยอาจจะใช้ช่วงเวลาการงานและอาชีพหรือใช้วิธีลดเวลาเรียน ส่วนวัตถุดิบนั้นก็มาจากผักที่เด็กๆ ปลูกเอง หลังจากนั้นก็ใช้วิธี “Peer-to-Peer review” หรือให้เพื่อนประเมินเพื่อน
  • บางโรงเรียนยังให้แม่ครัวทำเช่นเดิม แต่มีการทำแบบสอบถามกับเด็กๆ ว่าชอบกินอะไร จากนั้นปรับเมนูที่เด็กๆ ชอบโดยเพิ่มผักเข้าไปทีละนิด 

การตั้งชื่อให้น่าสนุกหรือการใช้สีสันของผักเข้ามาช่วยให้น่ากินขึ้นก็มีส่วนช่วยด้วยเช่นกัน

  • เมนูไข่ป่านสามสี เริ่มต้นมาจากการที่เด็กๆ ชอบกินไข่ผัดผักเชียงดา จากนั้นโรงเรียนก็เพิ่มแครอทและทดลองใส่เปลือกแก้วมังกรเข้าไปให้สีสันน่ากินและในปัจจุบัน ไข่ป่านสามสีก็กลายเป็นเมนูยอดนิยมในหมู่เด็กๆ ในโรงเรียนไปแล้ว

เน้นเมนูผักพื้นบ้านและผักตามฤดูกาล

  • นอกจากจะหาง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมีแล้ว ยังได้ผักที่สดใหม่มีรสชาติอร่อยกว่าอีกด้วย เนื่องจากไม่ต้องอาศัยการขนส่งจากที่ที่ห่างไกล หรือการใช้สารเคมีเพื่อให้ได้ผลผลิตนอกฤดูกาล 

ต่อมา เป็นเรื่องของการปรุงรส เพราะในปัจจุบันเรานิยมใช้สารปรุงรสกันเป็นเรื่องปกติ มาดูกันว่าเราจะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไรได้บ้าง

  • ต้มซุป ให้ใช้กระดูกหมู/ไก่ และหัวผักกาดแทนผงปรุงรสสำเร็จรูป
  • ลดการใช้สารปรุงรสที่ให้ความเค็ม โดยใช้เกลือในปริมาณน้อยแทน
  • ส่วนความหวาน ก็ใช้หัวไชเท้า แตงกวา และฟักเขียวแทนน้ำตาล
  • ลดการใช้น้ำมัน โดยเปลี่ยนเป็นการปิ้งหรือต้มแทน

แม้ว่าการให้เด็กๆ ทานผักและอาหารที่อาจจะมีรสจืดลงอาจจะเป็นเรื่องยากในช่วงแรกๆ แต่การได้เข้าใจและรู้จัก ปรับเปลี่ยนทีละเล็กละน้อยก็น่าจะช่วยได้ คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูท่านใดที่มีไอเดียดีๆ ที่จะทำให้บรรดา “หนูนิด”​ หันมาทานผักและอาหารที่มีรสธรรมชาติก็ลองแชร์กันดูได้นะคะ

 

การทานผักที่มาจากเกษตรเชิงนิเวศให้มากขึ้นนอกจากจะช่วยเรื่องสุขภาพร่างกายแล้วยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในแง่ของการลดรอยเท้าคาร์บอนและรอยเท้าน้ำ นอกจากนี้ในแง่ของเศรษฐกิจนั้น การที่โรงเรียนหรือผู้ปกครองอุดหนุนเกษตรอินทรีย์ที่มาจากเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ก็ช่วยสนับสนุนพวกเขาเหล่านั้นเติบโตต่อไปได้ ในแง่ของสังคมบางพื้นที่ที่คุณครูและผู้ปกครองสามารถพบปะกับเกษตรกรได้ง่ายก็ยิ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในสังคมให้แน่นแฟ้นมากขึ้น และไม่แน่ว่าเราอาจจะได้สร้างสังคมที่ปลอดภัยให้แก่ลูกหลานเราได้อีกด้วยทั้งหมดนี้ เริ่มจาก “การเลือกกิน” ค่ะ  


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่