ในหลายประเทศ มักจัดที่ทางให้การประท้วงว่าเป็นศัตรูกับรัฐบาล ตั้งแง่ว่าการประท้วงนั้นเป็นเรื่องเลวร้ายและก่อความวุ่นวาย ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วการประท้วงคือกิจกรรมหนึ่งที่มีขึ้นเพื่อการเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย นอกเหนือไปจากสิทธิในการเลือกตั้ง ดังปรากฎในอารัมภบทของหนังสือ “Article 19, The Right to Protest สิทธิในการประท้วง: หลักการปกป้องสิทธิมนุษยชนในการประท้วง ความว่า

“เชื่อมั่นว่าการประท้วงเป็นเสาหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยและเป็นองค์ประกอบเพื่อให้เกิดการจัดการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม”

เมื่อวันพุธที่ 2 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมาได้มีการจัดงานเสวนาเพื่อเปิดตัวหนังสือแปล “Article 19, The Right to Protest สิทธิในการประท้วง: หลักการปกป้องสิทธิมนุษยชนในการประท้วง” ขึ้น ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้กล่าวถึงหลักการสากลเกี่ยวกับการประท้วง สิทธิเสรีภาพในการประท้วง และแนวปฏิบัติของรัฐตามหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ Matthew Bugher อาจารย์จากวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยนชน รังสิมันต์ โรม จากกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และอัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ฝ่ายงานวิชาการ จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

ถ่ายทอดสด: Article 19, The Right to Protest สิทธิในการประท้วง: หลักการปกป้องสิทธิมนุษยชนในการประท้วง วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 เวลา 9.00 - 12.00 น. ณ ห้อง 102 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดย คณะรัฐศาสตร์ ร่วมกับวิทยาลัยโลกคดีศึกษา และสำนักงานสัญญาธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Posted by มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม - EnLAW on Tuesday, May 1, 2018

การประท้วงคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

Matthew Bugher ได้กล่าวถึงการประท้วงไว้ว่า การประท้วงนั้นคือสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้มาตรฐานสากล หากแต่ในช่วงระยะเวลาตลอด 4 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถกระทำได้ในประเทศไทย เพราะได้มีคำสั่งของ คสช.​ เป็นตัวกำหนดห้ามการชุมนุมประท้วงทุกรูปแบบ ซึ่งขัดกันกับหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทำให้ผู้คนไม่สามารถออกมาเรียกร้องความต้องการเพื่อแสดงออกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นได้

การเข้าใจเรื่องของสิทธิในการประท้วงในประเทศไทยนั้นนับว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น ที่รัฐเองก็ไม่ได้เข้าใจถึงกระบวนการในการจัดการกับการประท้วง

หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงรายละเอียดของหลักการสากลในการประท้วงไว้ โดยนำเอาใจความสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งรัฐบาลไทยเองก็ได้ลงนามเป็นภาคี ทำให้รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องจัดให้ประชาชนสามารถที่จะประท้วงได้ ไม่ใช่ไปขัดขวางการใช้สิทธิของประชาชน

การประท้วงคือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารประเทศ​

รังสิมันต์ โรม กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ได้กล่าวว่า “Article 19, The Right to Protest สิทธิในการประท้วง: หลักการปกป้องสิทธิมนุษยชนในการประท้วง  คือหนังสือที่ผู้มีอำนาจควรต้องได้อ่าน เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการดำเนินการตามขั้นตอนการประท้วงสากล  เพื่อที่ท่านจะได้รู้ว่าสามารถใช้อำนาจได้แค่ไหน มีพันธกรณีผูกพันต่อกฎหมายอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำ ไม่ได้ต้องการให้ท่านออกกฎหมายมารับรอง

สิทธิหลายๆ เรื่องไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมาย เพราะสิทธิของทุกคนมันเริ่มตั้งแต่เกิดแล้ว การชุมนุมประท้วงมันจึงแสดงถึงการยืนยันสิทธิของเรา

ในประวัติศาสตร์โลก สิทธิต่างๆ มันคือการต่อสู้กันทางการเมือง ถ้าท่านไม่สู้ ท่านก็จะไม่มีวันได้มันมา

สำหรับหนังสือ Article 19, The Right to Protest ได้รับรองถึงการประท้วงในโลกออนไลน์โดยที่ไม่จำเป็นต้องออกมาเดินประท้วงที่ถนน แต่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเชื่อมั่นในการลงถนนเพราะได้รับบทเรียนมาแล้วว่า ถึงแม้ประชาชนถึง 300,000 คน จะลงชื่อออนไลน์เพื่อคัดค้าน พรบ.​คอมพิวเตอร์  ก็ไม่สามารถยับยั้งการประกาศใช้ พรบ. ได้

การเปิดพื้นที่ประท้วงคือการเปิดพื้นที่ลดความไม่พอใจของคนในสังคม

พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวว่า การประท้วงเป็นการลดความไม่พอใจของคนในสังคม ไม่ใช่การมองว่าผู้มาประท้วงเป็นศัตรูของรัฐ แต่ควรมองว่าการประท้วงเป็นเหมือนกาต้มน้ำที่มีรูระบายอากาศ หากเราไปอุดรูไว้ก็คงระเบิด เช่นเดียวกันกับในสังคมที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการประท้วงอย่างเสรี มักมีแนวโน้มว่าในหลายกรณีประชาชนที่โกรธแค้นจะหันไปใช้ความรุนแรงในการแสดงออก การไปห้าม ไปกดทับมันอาจจะกลายเป็นความรุนแรงซึ่งเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่ต้องการ

และนาวสาวพิมพ์สิริได้แสดงความเห็นต่อพรบ.​ การชุมนุมสาธารณะของไทยว่า ขัดกับหลักการชุมนุมตามหลักสิทธิมนุษยชน คือ การที่ใน พรบ.​ ระบุไว้ว่าหากจะมีการชุมนุมให้มีการแจ้งเตือน หากแต่ในความเป็นจริงแล้วกลับกลายเป็นว่าต้องเป็นการขออนุญาต การไม่แจ้งหรือการจัดชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถือว่าการชุมนุมนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย นับว่าเป็นการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างชัดเจน เพราะการชุมนุมไม่จำเป็นต้องขออนุญาต หรือถ้าจัดรัฐต้องมีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้การชุมนุม ไม่ใช่มาบอกว่าทำได้หรือไม่ได้

พร้อมเสนอแนะให้เปลี่ยนมาใช้คำว่า “สิทธิในการประท้วงอย่างสันติ” (Peaceful Protest) มากกว่า “สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ” (Peaceful Assembly) เพราะการชุมนุมนั้นต้องมีการส่งเสียงดังเพื่อการสื่อสาร ไม่สามารถเป็นไปอย่างเงียบสงบได้ หากแต่สามารถเป็นไปอย่างสันติได้

คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับ ที่ 3/2558 ข้อจำกัดประชาธิปไตย

อัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ฝ่ายงานวิชาการ จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงข้อจำกัดของรูปแบบและเนื้อหาในการชุมนุมไว้ว่า

ปัจจุบันไทยเราใช้ คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับ ที่ 3/2558 ที่มีความไม่ชัดเจน เพราะทุกเรื่องถูกตีความเข้าสู่การเมือง และการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนนั้นนับเป็นเรื่องการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่ทุกเรื่องไม่ควรถูกห้ามชุมนุม เพราะการประท้วงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทำให้คนได้ออกมาแสดงออกถึงปัญหาของเขาเอง

นอกจากนี้การให้งดใช้เครื่องขยายเสียง ป้ายผ้ารณรงค์ต่างๆ การชุมนุมจะเกิดขึ้นได้อย่างไรหากไม่ใช้เสียง ผู้จัดการชุมนุมจำเป็นที่จะต้องควบคุมดูแลได้ ฉะนั้นการสามารถส่งเสียงด้วยเครื่องขยายเสียงได้ ก็เป็นสิ่งจำเป็น คือกฎหมายเขียนว่าห้ามไปชุมนุมรบกวนจนเกินสมควร แต่หากห้ามเลยจึงกลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการออกคำสั่งว่าห้ามขัดขวาง ต่อต้าน การปฏิบัติหน้าที่ของ คสช.​ มาใช้เป็นข้อกำหนดในการควบคุมเนื้อหาก็ส่งผลต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมาก และมีความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกตัวคำสั่งนี้โดยเร็วเพื่อคืนบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยให้แก่สังคม

“ผมเข้าใจว่ารัฐบาล คสช.​คงไม่ต้องการให้มีภาพผู้คนออกมาชุมนุม เรียกร้องอะไรต่างๆ เพราะเหมือนมันจะแสดงว่าเขาไม่มีความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ทำให้บ้านเมืองสงบ เงียบ”

รัฐมีหน้าที่ต้องให้ประชาชนสามารถประท้วงได้ ไม่ใช่ขัดขวางการใช้สิทธิของประชาชน

ประชาชนจึงมีสิทธิในการออกมาประท้วงเพื่อเรียกร้องความชอบธรรมและยืนยันสิทธิของตน เพราะการประท้วงเป็นองค์ประกอบหนึ่งของประชาธิปไตย อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้เกิดการจัดการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม

หวังเหลือเกินว่าพื้นที่และเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นจะเปิดกว้างขึ้น 

อ้างอิง:


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่