ช่วง 12 วันในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่พลังมวลชนทั่วโลกได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อปลดแอก #BreakFree จากพลังงานฟอลซิล ถือเป็นการขับเคลื่อนของภาคประชาชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ใหญ่ที่สุดเพื่อผลักดันให้ระบบการใช้พลังงานของโลกปฏิวัติสู่ยุคพลังงานหมุนเวียน

ภาพ: breakfree2016.org

ตั้งแต่วันที่ 3 – 15 พฤษภาคม ประชาชนกว่า 30,000 คนจากนานาประเทศ ใน 6 ทวีปทั่วโลก บ้างก็เป็นชุมชนในท้องถิ่น บ้างก็เป็นองค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและระดับโลก ทุกคนต่างออกมาร่วมทำกิจกรรมมวลชนครั้งใหญ่กว่า 20 กิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนน รางรถไฟ ขวางกั้นการขนส่งของอุตสาหกรรมถ่านหินและน้ำมัน เพื่อหยุดยั้งอุตสาหกรรมฟอสซิลที่กำลังเร่งให้เกิดผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อน นี่คือพลังระดับโลกที่เกิดขึ้น และเป็นการประกาศเจตนารมย์อย่างชัดเจนของภาคประชาชนว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องยุติยุคถ่านหิน

กิจกรรมเหล่านี้ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง เช่น การที่สหราชอาณาจักรไม่ได้ใช้พลังงานจากถ่านหินเลยเป็นระยะเวลานานกว่า 12 ชั่วโมง ในหลายครั้งของสัปดาห์ที่ผ่านมา และประเทศเยอรมนีใช้พลังงานเกือบทั้งหมดจากพลังงานหมุนเวียนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นี่เป็นหลักฐานที่ดีที่สุดว่า พลังงานหมุนเวียน 100% ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแม้ในประเทศที่มีการใช้พลังงานสูง และยังเป็นทางออกของพลังงาน รวมถึงเป็นการต่อกรกับวิกฤตโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น

ไม่นานนี้องค์กร NASA ได้ออกมาเผยว่า เดือนเมษายนที่ผ่านมาเป็นเดือนเมษายนที่อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ และถือเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกันที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทะลุสถิติ ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ขณะนี้ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของสภาวะโลกร้อน มีอัตราเพิ่มสูงสุดในชั้นบรรยากาศโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเกินระดับ 400 ส่วนต่อ 1 ล้านส่วน ซึ่งได้ขยายไปในพื้นที่กว้างขึ้น โลกของเราจะก้าวไปสู่วิกฤตที่ไม่สามารถหวนกลับหากยังเดินหน้าเผาผลาญพลังงานฟอสซิลอย่างดื้อรั้น นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ผู้คนออกมาหยุดพลังงานฟอสซิล ลองมาดูกันสิว่าพลังขับเคลื่อน #BreakFree2016 ในครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง และยิ่งใหญ่แค่ไหน 

 

ประเทศเยอรมนี ผู้คนนับพันร่วมกับองค์กร Ende Gelände ได้ออกมาปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินลดกำลังผลิตลงมากถึงร้อยละ 80 

ภาพ: breakfree2016.org

ประเทศฟิลิปปินส์ นักกิจกรรมกว่า 8,000 คน ได้ออกมาเดินรณรงค์ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เมือง Batangas โดยเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เมืองนี้ รวมถึงอีก 27 โครงการที่จะเกิดขึ้นในประเทศ 


ประเทศอินโดนีเซีย อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ขุดเหมืองถ่านหินและส่งออกถ่านหินไปยังประเทศต่างๆ มากที่สุดในโลก ในระหว่างช่วงกิจกรรม Break Free ชาวอินโดนีเซียกว่า 3,000 คน ได้มาร่วมกันรณรงค์ด้วยการเป่านกหวีดในเมืองจาการ์ตา ส่งสัญญาณไปถึงนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้นไม่กี่ว่า นักกิจกรรมกรีนพีซ 12 คน ได้ปีนโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัท Cirebon Coal Power Plant พร้อมกับแขวนป้ายข้อความเรียกร้องว่า “Quit Coal” และ “Clean Energy, Clean Air” เป็นเวลา 12 ชั่วโมง เพื่อหยุดการส่งถ่านหิน

ภาพ: breakfree2016.org

ประเทศออสเตรเลีย ชาวออสเตรเลียได้ออกมารณรงค์กันในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น การพายคายัคไปปิดท่าเรือนิวคาสเซิล และปิดทางรถไฟเพื่อให้ไม่มีการขนส่งถ่านหินเป็นเวลา 6 ชั่วโมง

ภาพ: breakfree2016.org

ประเทศสหรัฐอเมริกา ออกไปนอกเมือง Anacortes รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา นักกิจกรรมได้ปักหลักปิดทางรถไฟที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และยังมีกลุ่มนักกิจกรรมอีกกว่า 10 คน ที่ปิดทางรถไฟที่เมือง Albany รัฐนิวยอร์ก เพื่อหยุดรถไฟขนส่งน้ำมัน หรือที่ชุมชนเรียกว่าเป็น “รถไฟระเบิด” ที่จะแล่นผ่านชุมชนในระยะประชิดเพียง 100 ฟุตเท่านั้น

ภาพ: breakfree2016.org

ประเทศตุรกี ที่เมือง Aliaga ประเทศตุรกี ประชาชนกว่า 2,000 คน เดินรณรงค์ไปยังจุดทิ้งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดของเขต Izmir พร้อมกับล้อมรอบจุดนั้นด้วยเชือกสีแดงขนาดใหญ่ สื่อถึงการยุติการขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศ

ภาพ: breakfree2016.org

ประเทศแอฟริกาใต้ นักกิจกรรมออกมาประท้วงที่บริเวณหน้าบ้านของครอบครัว Guptas ซึ่งเป็นครอบครัวที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ และได้ทิ้งโลงศพถ่านหินไว้ที่ประตูหน้าบ้าน

นี่เป็นเพียงกิจกรรมไฮไลท์เท่านั้น 
ผู้คนหลายหมื่นคนจากทั่วโลกเหล่านี้ต้องเสี่ยงกับการถูกจับกุม บ้างก็เป็นครั้งแรกที่ทำกิจกรรมเช่นนั้น เพื่อแสดงจุดยืนที่สำคัญว่า เรารออีกไม่ได้แล้ว ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบที่รุนแรงไปทั่วโลก ถึงเวลา #BreakFree ปลดแอกจากพลังงานฟอสซิล และก้าวสู่ยุคพลังงานหมุนเวียน 100% เสียที กิจกรรม #BreakFree2016 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประชาชนพร้อมแล้วที่จะลงมือ และทำทุกสิ่ง เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยและยั่งยืน เหลือแค่เพียงภาครัฐที่จะต้องรับฟัง และลงมือกำหนดนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างแท้จริง