จากรายงานของสหประชาชาติในปี 2557 ชี้ให้เห็นว่า ผู้คนทั่วโลกอาศัยอยู่ในเมืองมากกว่าร้อยละ 50 และคาดว่าจะเกือบถึงร้อยละ 70 ในปี 2593 และในสัดส่วนการเพิ่มขึ้นดังกล่าวความหนาแน่นกว่าร้อยละ 90 อยู่ที่ภูมิภาคเอเชีย (1) การเพิ่มขึ้นของผู้คนในเมืองจะนำมาสู่การเติบโตของเมือง ทั้งด้านที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม พลังงาน การจ้างงานและบริการพื้นฐานด้านการศึกษาและสุขภาพอย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้น “เมืองยั่งยืน  Sustainable Cities” จึงเป็นวาระร่วมกันของทั่วโลกบนความท้าทายในการจัดทรัพยากรและการพัฒนาที่มุ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในขณะที่การขยายตัวของเมืองก่อให้เกิดห่วงโซ่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากภาคคมนาคมขนส่งอันมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของการใช้รถยนต์ส่วนตัว จากข้อมูลสถิติการขายรถยนต์ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบันกว่า 81.5 ล้านคัน (2) และนำมาสู่การจราจรติดขัดในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ของหลายประเทศทั่วโลกมายาวนาน (3) 

22 กันยายนปีนี้ เป็นปีที่ 20 ของ CAR FREE DAY ของการรณรงค์ให้ผู้คนทั่วโลกงดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เพื่อกระตุกความตระหนักของคุณภาพชีวิตของผู้คนทั้งในเขตเมืองและพื้นที่รอบนอก การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวหลายล้านคันทั่วโลกส่งผลต่อการลดลงของมลพิษทางอากาศและ ทางเสียง การรณรงค์ครั้งแรกเกิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสซึ่งทำให้หลายประเทศในแถบยุโรปตื่นตัวมากขึ้นในการร่วมลดการใช้รถยนต์ที่กำลังเพิ่มขึ้นในแต่ละปี การหยุดใช้รถยนต์เพียงวันเดียวในฝรั่งเศสลดระดับไนโตรเจนออกไซด์ลงราวร้อยละ 40 อันมาจากการเผาไหม้ของกลุ่มคมนาคมขนส่ง ซึ่งการเกิดขึ้นของมลพิษทางอากาศดังกล่าวเป็นเหตุก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจและเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดด้วยเช่นกัน ความท้าทายสำคัญคือการลดการใช้รถยนต์ของผู้คนทั่วโลกและสนับสนุนให้เกิดการใช้จักรยานและระบบขนส่งสาธารณะแทนเพื่อลดภาระและต้นทุนที่เราทุกคนต้องร่วมจ่ายในทุกวินาทีที่หายใจ การใช้รถยนต์ส่วนตัวจึงเป็นราคาจ่ายที่มิใช่เพียงแค่ราคารถยนต์ ค่าน้ำมันและภาษี แต่ยังหมายรวมถึง

1. ราคาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการเผาไหม้ตลอดชีพของรถยนต์ส่วนตัว

จากข้อมูลของ EIA - Energy Information Administration (4) พบว่าการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการคมนาคมขนส่งทั่วโลกในปี 2055 ราวร้อยละ 61 และที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างเช่น จีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา และย่อมหมายถึงราคาของต้นทุนภายนอกอันมาจากกระบวนการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิล

2. ราคาสุขภาพและชีวิต

ผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่คร่าชีวิตผู้คนราว 7 ล้านคนต่อปีและผู้คนราวร้อยละ 90 หายใจท่ามกลางวิกฤตคุณภาพอากาศ (5) หายนะจากมลพิษทางอากาศก่อให้เกิดการเสียชีวิตของผู้คนมากกว่าการเสียชีวิตจากโรคเอดส์และไข้มาลาเรียซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตทั่วโลกปีละราว 4.2 ล้านราย

3. ราคาทางเศรษฐกิจ

แม้ว่าการพัฒนาของแต่ละประเทศมุ่งโฆษณาให้ความสำคัญกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่งคือการพัฒนาที่ไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืนกำลังบั่นทอนเศรษฐกิจในระยะยาว และเป็นราคาที่ผู้คนและรัฐบาลแต่ละประเทศต้องจ่ายทั้งผลกระทบจากการผลิตและนำเข้าเชื้อเพลิง การรักษาพยาบาล ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในหลายประเทศยังคงเป็นตัวเลขที่มองไม่เห็นและถูกเพิกเฉย

แต่บางประเทศได้เริ่มต้นปฎิวิติเมืองเพื่อให้เกิดเมืองยั่งยืนในหลากหลายรูปแบบ

อย่างเช่น เมืองมาดริด ประเทศสเปน เปลี่ยนทางยกระดับสู่สวนสาธาณะ ลานจักรยานและสะพาน

กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เปลี่ยนทางยกระดับให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่อุดมไปด้วยต้นไม้กว่า 24,000 สายพันธุ์ และสวนแห่งนี้มีความยาวเกือบ 1 กิโลเมตร

การลดละเลิกรถยนต์และใช้จักรยานมากขึ้นในหลายเมือง ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชน การจ้างงานเพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ของคนในเมือง

ข้อมูลอ้างอิง

(1)     The 2014 revision of the World Urbanization Prospects by UN DESA’s Population Division, https://population.un.org/wup/

(2)     https://www.statista.com/statistics/200002/international-car-sales-since-1990/

(3)     https://www.forbes.com/pictures/575ae1074bbe6f03878434f9/dellvoice-the-top-10-citi/#bd006b320af4

(4)     https://www.eia.gov/outlooks/ieo/pdf/transportation.pdf

(5)     https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-05-01/air-pollution-kills-7-million-people-a-year-who-reports


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่