ประวัติศาตร์หน้าใหม่ของการผนึกกำลังร่วมกันของชาวอันดามันได้เริ่มขึ้นแล้ว กับการรวมตัวกันของกว่า 1,000 คน ร่วมกันเดินขบวนประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า อันดามันมุ่ง Go Green ไม่ต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

6 มิถุนายน 2558 จะเป็นอีกวันหนึ่งที่ชาวอันดามันต้องจดจำ ถึงการผนึกพลังร่วมกันออกมาเดินขบวนครั้งใหญ่ไปตามถนนที่จังหวัดกระบี่ หลังจากที่ทีมแบ็คแพ็คปกป้องอันดามันจากถ่านหินเดินทางเพื่อรณรงค์ปกป้องอันดามันกว่า 14 วันที่ผ่านมานั้น เพื่อเผยแพร่เรื่องราวภัยจากถ่านหินของผ่านจังหวัด สตูล ตรัง กระบี่ พังงา และภูเก็ต ได้สิ้นสุดลง 

 
กระแสการปกป้องอันดามันก็ได้ตื่นขึ้นแล้ว จากหลายภาคส่วนทั้งภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ภาคประมง ชุมชนชาวบ้าน และผู้คนจากหลายจังหวัดในพื้นที่อันดามันที่กำลังจะได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเรือกว่า 1,000 คนนี้ ได้ผนึกพลังเดินขบวนประกาศเจตนารมณ์ Go Green ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินและการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และนี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองกระบี่มาก่อน

เป้าหมายของการแสดงเจตนารมณ์ครั้งนี้ก็เพื่อสร้างทิศทางนโยบายสาธารณะให้อันดามันไปสู่ภูมิภาคการพัฒนา ‘สีเขียว’ นั่นหมายถึงว่า การพัฒนาพื้นที่อันดามันจะตั้งอยู่บนฐานของการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นการพัฒนาที่ทุกคนร่วมเดิน การรวมตัวกันของหลายภาคส่วนของพื้นที่อันดามันในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการประกาศจุดยืนไม่ต้องการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะทำลายวิถีชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรต่างๆ และการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการประกาศชัดถึงเป้าหมายการพัฒนาระดับภูมิภาคร่วมกันของจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ฝั่งอันดามัน โดยแต่ละจังหวัดมียุทธศาสตร์ที่สอดคล้องซึ่งกันและกันจนกลายเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาอันดามันร่วมกัน ดังนั้นไม่ว่าโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมใดที่สวนทางกับการพัฒนาสีเขียว ชาวอันดามันไม่ยอมให้ผ่าน!!!

“กิจการอันใดก็แล้วแต่ที่เข้ามาสู่พื้นที่อันดามันควรต้องยึดถือทิศทางนี้เป็นหลักนั่นหมายถึงว่ากิจกรรมการพัฒนาที่ไม่นำไปสู่ทิศทางการพัฒนาสีเขียวนั้นไม่ควรที่จะตั้งอยู่บนพื้นที่อันดามัน ทั้งรัฐและเอกชนควรเคารพทิศทางการพัฒนาอันนี้ที่ได้ร่วมกันวางมาแล้วหลายปี เราเพียงปกป้องบ้านตัวเองให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม เราเพียงปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ให้ลูกหลานและคนทั้งโลก เราเพียงแสดงเจตนารมณ์ของเราให้รัฐบาลรับรู้ว่าอันดามันมีทิศทางการพัฒนาที่ดีอยู่แล้ว และรัฐบาลก็ประกาศสนับสนุนทิศทางการท่องเที่ยวตลอดมา” เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินกล่าวในคำประกาศเจตนารมณ์ขณะเดินรณรงค์

ทางออกของพลังงานที่ยั่งยืนและไม่ทำร้ายความสวยงามของสวรรค์แห่งการท่องเที่ยวอย่างอันดามัน คือพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นทิศทางการพัฒนาที่ชาวอันดามันได้เลือกแล้ว ตกเย็นหลังจากการเดินขบวน ชาวอันดามันได้รวมตัวกันต่อเนื่องในเวทีเสวนาเพื่อพูดคุยถึงปัญหาและทางออกของการคุกคามจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ร่วมกันกับนักวิชาการหลายท่าน อาทิ อาจารย์ประสาท มีแต้ม, รศ.ดร.เรณูเวชรัชต์พิมล และอาจารย์ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ถกถึงเหตุผลที่ไม่ควรสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่อันดามันที่ภาครัฐต้องรับฟัง 

"รัฐบาลเอื้ออำนวยแต่พลังงานสกปรก ทำให้พลังงานหมุนเวียนไม่ขยับสักที การเอาพลังงานที่สกปรกที่สุดมาใช้ในอันดามันเป็นเรื่องที่งี่เง่าและไร้สาระที่สุดในเมื่อทั่วโลกกำลังเลิกใช้ถ่านหิน แต่คุณกลับจะนำถ่านหินมาใช้ในพื้นที่ที่สวยที่สุด” อาจารย์ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ กล่าว 

“การรวมตัวของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินในครั้งนี้มีเจตนาที่จะยืนยันทิศทางการพัฒนาดังกล่าวข้างต้น มิได้มีเจตนาจะรุกรานใคร เราเพียงปกป้องบ้านตัวเองให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม เราเพียงปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ให้ลูกหลานและให้คนทั้งโลก เราเพียงแสดงเจตนารมณ์ของเราให้รัฐบาลรับรู้ว่าอันดามันมีทิศทางการพัฒนาที่ดีอยู่แล้วและรัฐบาลก็ประกาศสนับสนุนทิศทางการท่องเที่ยวตลอดมา

สำหรับทางออกด้านพลังงานไฟฟ้านั้นมิต้องถกเถียงกันว่าไฟฟ้าจะเอามาจากไหน เพราะทั้งโลกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นสามารถทดแทนได้ด้วยพลังงานทางหมุนเวียนสำหรับประเทศไทยนั้นมีศักยภาพไม่แพ้ประเทศใดในโลก แต่สิ่งที่เราพ่ายแพ้คือมาตรการสนับสนุนของรัฐที่ยังหาความจริงจังไม่ได้ เพียงรัฐสร้างมาตรการสนับสนุนออกมาเรื่องไฟฟ้าจะไม่เป็ญหาอีกต่อไป” ส่วนหนึ่งจากคำประกาศเจตนารมณ์

อันดามันกำลังก้าวไปในทิศทางเดียวกัน สู่อนาคตสีเขียวที่จังหวัดต่างๆ ในภูมิภาคต่างยึดถือเป็นเป้าหมายเส้นทางเดินร่วมกันมาตลอด เสียงของประชาชนกว่า 1,000 เสียงในการเดินขบวนครั้งนี้ และอีกกว่า 46,000 เสียง จาก Change.org และ Protectkrabi.org ประกาศชัดเจนว่าพลังงานถ่านหินไม่ใช่ทางออกของพลังงานที่ยั่งยืน

เราเชื่อว่าการผนึกพลังเสียงเหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ หากรัฐยังไม่ยอมเปิดรับฟังทุกเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง 

อีกทั้งรัฐต้องตอบคำถามให้ได้ถึงความจำเป็นในการสำรองไฟฟ้าเกินขนาดมาตรฐานที่ตั้งไว้ถึง 40% จากแผน PDP 2015  (แผนแม่บทสําหรับการลงทุนพัฒนากําลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศ) และจะส่งผลให้ประชาชนต้องรับภาระราคาค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น

สุดท้ายคงต้องขอฝากคำถามไว้กับคนไทยทั่วทุกคน ถึงความจำเป็นที่แท้จริง! ประเทศไทยของเราจะต้องแลกทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ มีคุณค่า วิถีชีวิตพี่น้องชาวประมง ความมั่นคงทางอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ทะเลอันดามัน กระบี่ และอาจจะในอีกหลายพื้นที่ที่ต้องสูญเสียไป เพื่อแลกกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ 9 โรง และโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อีก 2 โรง ในอีก 15 ปีข้างหน้า โดยไม่มีทางออกอื่นแล้วจริงหรือ ?

ติดตามบันทึกการเดินทางแบ็คแพ็คปกป้องอันดามันย้อนหลังได้ ที่นี่

  1. แบ็คแพ็คปกป้องอันดามัน หยุดวาทกรรม”ถ่านหินสะอาด” หยุดยุคถ่านหิน
  2. 14 วัน แห่งการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ แบกเป้ปกป้องอันดามันจากถ่านหิน
  3. ติดตามภาพเพิ่มเติมได้ที่ #AndamanNoCoal
  4. ติดตามภาพเพิ่มเติมได้ที่ Flickr