อนาคตของเมืองท่องเที่ยวชายทะเลจะเป็นอย่างไร หากมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ?

เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย สวรรค์ของการท่องเที่ยว เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งอยู่ห่างจากชายหาดโลวินาเพียง 20 กิโลเมตร ปัจจุบันนี้มีกำลังผลิตไฟฟ้า 426 เมกะวัตต์ และกำลังอยู่ในแผนการขยายกำลังผลิตเพิ่มเป็นอีก 330 เมกะวัตต์ จำนวนสองยูนิต (รวมเป็น 660 เมกะวัตต์) หรืออีกเกินสองเท่าจากเดิมที่มีอยู่ แม้ว่าขณะนี้จะมีผลกระทบปรากฎขึ้นมาให้เห็นแล้ว ทั้งต่อสุขภาพของชุมชน วิถีชีวิต สัตว์น้ำ รวมถึงมลพิษทางดิน อากาศและน้ำ เรื่องราวของบาหลีน่าจะเป็นสิ่งสะท้อนอนาคตของกระบี่ได้ไม่มากก็น้อย หากมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ชุมชนเขต Buleleng ของบาหลี ซึ่งส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตเป็นชาวประมงได้ออกมารวมตัวคัดค้านการขยายโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน Celukan Bawang ร่วมกับกรีนพีซและเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์

“โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้จะต้องยกเลิกการขยายตัว” Dewa Putu Adnyana เจ้าหน้าคณะกรรมาธิการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแห่งอินโดนีเซีย (LBH, Bali) กล่าว “ขณะนี้ชุมชนกำลังยื่นฟ้องเพื่อให้ยุติโครงการ เนื่องจากไม่มีการถามความคิดเห็นจากประชาชนถึงแผนของโครงการนี้ และมีการผลักดันให้เกิดโครงการโดยไม่มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย”

ชายหาดโลวินาของบาหลีนั้นขึ้นชื่อเรื่องหาดทรายสีดำ ปะการัง และโลมา ซึ่งความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลในบริเวณนี้จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะโลมาที่ไม่สามารถอยู่ได้ในพื้นที่ที่ต้องมีเรือขนส่งถ่านหินวิ่ง นอกจากนี้มลพิษที่เพิ่มขึ้นนี้ยังส่งผลต่อวิถีชีวิตของชาวประมงและเกษตรกรเนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ที่หายไป และนักท่องเที่ยวเองก็เริ่มหายไปด้วยเช่นกัน

หลังจากที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน Celukan Bawang ดำเนินการมาสามปี จนปัจจุบันชุมชนยังไม่ได้รับการชดเชยเรื่องการสูญเสียบ้านและที่ดินของตน บ้างก็มีความยากลำบากในชีวิตประจำวันเนื่องจากต้องผ่านที่ของโครงการโรงไฟฟ้า จากคำบอกเล่าของตัวแทนชุมชนคนหนึ่ง กล่าวว่า บ้านของเขาอยู่ห่างจากปล่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน 50 เมตร มีสมาชิกครอบครัวเก้าคน และทุกครั้งที่พวกเขาต้องเข้าหรือออกจากบ้าน ต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ทหารในการผ่านทาง นอกจากนั้นยังมีปัญหามลพิษ ไม่ว่าจะเป็นกากของเสียอย่างน้ำเสีย และฝุ่นละอองที่ถูกนำมาทิ้งใกล้บ้านของเขา แต่อย่างไรก็ตาม ค่าชดเชยที่ได้รับนั้นไม่เพียงพอกับการย้ายบ้าน หรือสร้างบ้านใหม่

“มีชาวประมงจำนวนมากที่ไม่สามารถออกทะเลและทำประมงได้อีกต่อไป บ้างก็หันมาทำอาชีพพ่อค้า หรือคนงานแทน ตอนนี้ผมต้องทำงานขายของเล่นเพื่อชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปจากการที่หาปลาได้น้อยลง โรงไฟฟ้าถ่านหินทำให้ชาวประมงขาดรายได้” Eko S เลขาธิการกลุ่มประชงบากติ โกสโกโร เขต Celukan Bawang กล่าว

“ต้นมะพร้าวที่สวนล้มตายจำนวนมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยมีผลผลิตมากกว่า 1,000 ลูกในช่วงเก็บเกี่ยว แต่ปัจจุบันนี้ติดผลเพียงราว 100-200 ลูก สวนกล้วยที่เคยมีลูกดกก็กลับไม่ดกอีกต่อไป ผมเคยปลูกอะไรก็งอกงาม ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียว และมันสำปะหลัง แต่ทุกวันนี้ผมพยายามปลูกพริกก็แห้งและเหี่ยวตาย จะปลูกอะไรก็ยากหลังจากมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน” ตัวแทนชุมชนคนหนึ่งกล่าว

เมื่อครั้งที่ก่อสร้างโครงการ รัฐบาลและเจ้าของกิจการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้ให้คำมั่นกับชุมชนว่าจะมีความเจริญขึ้น และมีเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับตรงข้าม  โรงไฟฟ้าถ่านหินได้ทำลายวิถีชีวิตของชุมชน และเปลี่ยนความเป็นอยู่ไปอย่างสิ้นเชิง มีการจ้างงานเพียงแค่หยิบมือ และโดยมากแล้วเป็นตำแหน่งคนงานทำความสะอาด “จำนวนพี่น้องในชุมชนที่ได้รับการจ้างงานนั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เราสูญเสีย และความทุกข์ที่เราได้รับ” Agus Adnan ตัวแทนของหมู่บ้านในเขต Celukan Bawang กล่าว

ที่ซ้ำร้ายคือ แรกเริ่มเดิมทีมีการให้คำสัญญากับชุมชนว่าจะได้ใช้ไฟฟ้าฟรี แต่ในความเป็นจริงชุมชนยังคงต้องเสียค่าไฟในราคาสูง

 

(อ่านเพิ่มเติมได้จากรายงาน Polluting Paradise)

เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนถึงผลกระทบส่วนหนึ่งหลังการคุกคามของโรงไฟฟ้าถ่านหินในเมืองชายทะเล ซึ่งอาจเป็นกรณีศึกษาได้ดีสำหรับกระบี่ และทางออกของกระบี่ ของประเทศไทย และของโลกเรื่องพลังงานนั้นไม่ใช่ถ่านหิน แต่คือพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืนและไม่ทำร้ายชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กระบี่นั้นเป็นจังหวัดที่พร้อมก้าวสู่พลังงานหมุนเวียน 100% ขาดเพียงแค่เจตจำนงทางการเมือง (political will) ของผู้กำหนดนโยบายเท่านั้น 

 

 

 


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่