จะทำอย่างไรให้เด็กๆ หันมากินผักมากขึ้น แต่ไม่ต้องเสี่ยงกับการรับสารเคมีอันตรายมากขึ้น? ง่าย ๆ เลย ก็ปลูกผักกินเองไง! การลงมือปลูกผักด้วยตนเองนอกจากจะเป็นการเฝ้าดูแลผักให้เติบโตแล้ว น้อง ๆ ยังเติบโตไปพร้อมกับต้นกล้าเหล่านี้ด้วย ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงแค่อาหารที่ปลอดภัยปราศจากสารเคมีแล้ว ยังได้ศึกษาเรียนรู้วิถีการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อเติบโตมาเป็นพลเมืองสีเขียวพร้อมด้วยหลักการการดำรงชีวิตอย่างพึ่งพาตนเองได้

ผักเติบโต เราก็เติบโตตามไปด้วย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา น้อง ๆ โรงเรียนวนิษากับกรีนพีซได้ร่วมกันเริ่มทำโครงการเล็ก ๆ ในชื่อว่า  “We Grow” เป็นการเรียนรู้การทำแปลงผักและปลูกผักกินเองในโรงเรียน ถือเป็นสนามการเรียนรู้ที่กินได้ และสนุกด้วย “ไม่ใช่แค่ทำพื้นที่ว่างให้เกิดผลผลิต แต่เป็นการลดค่าใช้จ่าย ลดภาระของโลก ดูแลสุขภาพของตนเอง พึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด” นี่คือแนวคิดสำคัญของโครงการ We Grow ที่คุณครูเบ้ง-นายศรายุทธ สีสมบูรณ์ โรงเรียนวนิษาได้บอกเล่าให้เราฟัง 

โครงการ We Grow เป็นโครงการที่ต่อยอดจากแปลงผักสวนครัวในโรงเรียนที่ทำต่อเนื่องมานาน 5 ปี  ประกอบกับโครงการสวนผักในโรงเรียนดั้งเดิมที่เกิดขึ้นในปี 2559 ซึ่งเป็นโปรเจคสวนในโรงเรียนที่มีทั้งพืชกินได้ และพืชไม้ประดับ โดยแต่ละห้องเรียนจะมีแปลงที่ตนเองต้องรับผิดชอบ เป็นการปลูกฝังให้เด็กอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด โดยที่มีผู้ปกครองและครูคอยสนับสนุน

“โรงเรียนวนิษาจะส่งเสริมให้เด็กทานผัก เช่น ทุกวันพุธที่โรงเรียนวนิษาจะเป็นวันสลัดบาร์ ชวนให้เด็กคิดเมนูเกี่ยวกับสลัด แต่ปัจจุบันนี้โรงเรียนยังคงจำเป็นต้องซึ่งผักจากที่อื่น ผู้ปกครองจึงช่วยแนะนำว่า ทำไมเราไม่ทำเองปลูกเองล่ะ?” คุณครูเบ้ง เล่าเสริม 

สิ่งที่ยากที่สุดของการปลูกผักกินเอง คือ เชื่อว่าทำได้และการเริ่มลงมือ

การปลูกผักกินเองไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับโรงเรียน แต่ยังอาจเป็นเรื่องยากสำหรับหลายโรงเรียนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรงเรียนในเมือง สำหรับโรงเรียนวนิษาเองก็มีความท้าทายอยู่มากในการดำเนินการปลูกผักเพื่อกินเองในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลาที่ส่วนใหญ่นักเรียนจำเป็นต้องใช้ไปกับการเรียน หรือสภาพของดินที่ไม่ได้อุดมสมบูรณ์พร้อมปลูก แต่ครูเบ้งกล่าวว่า “บางที่เขาอาจจะทำใหญ่กว่าเรา ทำมากกว่าเรา แต่เราคิดว่าไม่มีข้อจำกัดว่าต้องมากหรือน้อย ขอเพียงแค่เริ่มต้นที่จะทำ การที่เราบอกว่าปลูกไม่ได้ ทำไม่ได้ ผมว่าเราต้องลอง ทุกอย่างแก้ไขได้ เราต้องการปลูกฝังให้เด็กว่าเขาสามารถอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง เราต้องช่วยกัน”

ความท้าทายครั้งใหญ่ของโรงเรียนวนิษา คือ การปรับสภาพดินให้พืชผักสามารถเติบโตได้ เนื่องจากดินตอนนี้เป็นดินถม ซึ่งเป็นดินเหนียวที่เต็มไปด้วยเศษปูนและอิฐ หากปลูกลงไปขณะนี้โอกาสรอดจะน้อยมาก ขั้นตอนแรกในวันนี้จึงเป็นการเตรียมดินด้วยการแยกเศษอิฐและปูนที่ไม่ต้องการออกไป และการหมักดิน คือ นำอินทรีย์วัตถุ (หญ้า) มาคลุกลงไปในดิน พร้อมกับใช้ตัวช่วยคือจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาช่วยเร่งกระบวนฟื้นฟูดิน 

“มีปุ๋ยสามแบบที่เราสามารถทำเองได้ คือ (1.) ปุ๋ยคอก ด้วยการเก็บใบไม้ 4 ส่วน ผสมมูลสัตว์ 1 ส่วน เอาน้ำรดให้ชุ่มแล้วหมักไว้ 1-2 เดือน (2.) น้ำหมักอีเอ็ม หรือน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ประเภทที่ไม่ชอบแสงแต่กินของหวานเป็นอาหาร ทำได้ด้วยการนำเศษอาหารมาผสมกับกากน้ำตาลและหมักทิ้งไว้ 3 เดือน  (3.) จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ต้องใช้แสงและโปรตีนในการเจริญเติบโต สามารถทนความร้อนได้ เหมาะกับการปรับดินในช่วงกลางวันเช่นวันนี้” ธนฤกษ์ ดำรงค์ไทย หนึ่งในอาสาสมัครจากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง จังหวัดระยอง กล่าว

ปลูกผัก ได้ผลผลิตมากกว่าผัก

“เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่าผักในตลาดมีสารพิษหรือเปล่า

ถ้าเราปลูกผักกินเองเราจะแน่ใจได้ว่าเราไม่ใช้ยาฆ่าแมลง มีสุขภาพที่ดี มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดโรคอะไร ไร้สารพิษ ไม่เป็นอันตรายต่อคนในครอบครัว” น้องแมค - พลวัฎ ศิริธนาธีรภัทร นักเรียนชั้นประถมสี่ กล่าวถึงเหตุผลดีๆ ของการปลูกผักกินเอง

ผลผลิตสำคัญที่ได้จากการที่เด็กปลูกผักกินเอง ไม่ใช่แค่พืชผักเพื่อกินเองในโรงเรียน แต่เป็นความภูมิใจของเด็ก ๆ ในผลงานที่ตนสร้างขึ้น มีความสนใจในการหาเมล็ดพันธุ์เพื่อนำไปปลูกที่บ้านและโรงเรียนเพิ่มเติม ถือเป็นการจุดประกายริเริ่มให้เด็กนำไปต่อยอดทำเอง รวมถึงยังเป็นการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองในการร่วมกันหาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านมาปลูกอีกด้วย

“เป้าหมายของเรา คือ ปลูกฝังให้เด็กพึ่งตนเอง อยู่ได้อย่างมีคุณภาพ คือ ด้านร่างกายดี แข็งแรง มีความสุข มีความคิด รู้จักว่าเราอยู่กับธรรมชาติ ต้องช่วยกันรักษาเพื่อส่วนรวม เราเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่สามารถช่วยเติมจุดใหญ่ ถ้าคุณดูแลผัก คุณจะรู้ว่าเราได้ใช้อะไรบ้าง ใช้สารเคมีไหม รู้ได้ว่าชีวิตเราจะปลอดภัยขึ้นเพราะรู้ว่าใช้อะไร ผักข้างนอกที่สวยงาม มีสีสันสดใส แต่ไม่รู้ว่าใช้อะไรมาบ้าง”  ครูเบ้งกล่าว

พี่เช็ง - สุดารัตน์ วรคุณาภรณ์ คืออีกหนึ่งในอาสาสมัครผู้มาช่วยงานในวันนี้ พี่เช็งเป็นคนหนึ่งที่ผันตัวมาเป็นชาวสวนปลูกผักกินเอง  “ทำไมผักที่เรากินถึงขม เลยตัดสินใจลองปลูกเองว่าจะขมไหม ปรากฎว่าหลายอย่างไม่ขม เนื่องจากไม่โดนฉีดสารเคมีก่อนมาให้เรากิน ทุกวันนี้มีพืชผักให้เรากินเอง มีแม่ไก่ที่ให้ไข่เรา ไม่ต้องซื้อกิน”

“หัวใจของวันนี้ไม่ใช่การปลูกผักเตรียมดิน แต่เป็นการปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อมั่นให้กับเยาวชนของเราว่า เกษตรกรรมเชิงนิเวศเป็นทางออกที่ยั่งยืนให้กับความล้มเหลวของระบบการเกษตรเชิงอุตสาหกรรมซึ่งทุกคนสามารถทำได้จริง คุณครู ผู้ปกครอง และนักเรียนของที่นี่ทราบถึงปัญหาของระบบอาหารในปัจจุบัน ซึ่งมุ่งเน้นแต่ปริมาณผลผลิตเป็นหลักโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม กรีนพีซและทางโรงเรียนเชื่อมั่นว่า เราทุกคนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ โครงการ We Grow จึงเกิดขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้เด็ก ๆ ได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัย ในขณะที่ทางโรงเรียนก็จะสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องอาหารได้มากขึ้น” นายวัชรพล แดงสุภา ผู้ประสานงานด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

สนามการเรียนรู้ที่กินได้แห่งนี้จะเติบโตขึ้นขณะที่เด็ก ๆ เล่นและเรียนรู้ เมล็ดพันธุ์แห่งจิตสำนึกในความยั่งยืนของวิถีการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็กำลังเติบโตและขยายพันธุ์ออกไปเช่นกัน ต่อจากนี้สวนผักแห่งโรงเรียนวนิษาจะเป็นอย่างไรต่อไป เราจะคอยนำความคืบหน้ามาเล่าให้ฟังค่ะ