เรือของกรีนพีซรณรงค์ปกป้องป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนในอินโดนีเซีย

เรื่องราว - ตุลาคม 6, 2551
วันนี้กรีนพีซเริ่นต้นการรณรงค์ "ปกป้องป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน" เพื่อหยิบยกปัญหา ที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงจากการทำลายป่าสวรรค์ผืนต่างๆ อันเป็นป่าโบราณผืนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นักเต้นรำพื้นเมืองชาวปาปัวต้อนรับเรือเอสเพอรันซาของกรีนพีซในงานต้อนรับที่ท่าเรือจายาปุระ ทัวร์เรือ "ปกป้องป่าเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน" ของกรีนพีซในอินโดนีเซียมีเป้าหมายเพื่อเพื่อเน้นย้ำถึงผลกระทบร้ายแรงของการทำลายป่าเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน การทำไม้ และ การขยายตัวของอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีต่อสภาพภูมิอากาศโลก การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และ ประชาชนที่ต้องพึ่งพาป่า ปาปัวเป็นดินแดนของป่าโบราณที่สมบูรณ์แห่งสุดท้ายในอินโดนีเซีย เรือเอสเพอรันซา (ในภาษาสเปนหมายถึง "ความหวัง") นำสารที่มีข้อความว่า 'Melindungi Hutan, Menyelamatkan Iklim' ซึ่งเป็นภาษาอินโดนีเซียแปลว่า "ปกป้องป่า กู้วิกฤตโลกร้อน"

เมื่อเช้านี้ เรือเอสเพอรันซาของกรีนพีซเดินทางมาถึงเมืองจายาปุระ จังหวัดปาปัว ซึ่งเป็นดินแดนของป่าโบราณที่สมบูรณ์แห่งสุดท้ายในอินโดนีเซีย เพื่อเน้นย้ำถึงผลกระทบร้ายแรงของการทำลายป่าเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน การทำไม้ และ การขยายตัวของอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีต่อสภาพภูมิอากาศโลก การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และ ประชาชนที่ต้องพึ่งพาป่า

เรือเอสเพอรันซา (ในภาษาสเปนหมายถึง "ความหวัง") นำสารที่มีข้อความว่า 'Melindungi Hutan, Menyelamatkan Iklim' ซึ่งเป็นภาษาอินโดนีเซียแปลว่า "ปกป้องป่า กู้วิกฤตโลกร้อน"

"ผืนป่าของอินโดนีเซียกำลังลดน้อยลงในอัตราที่น่าหวั่นวิตก และในปัจจุบัน การขยายตัวของการปลูกปาล์มน้ำมันอย่างรวดเร็วเป็นตัวขับเคลื่อนการทำลายป่าที่สำคัญที่สุด" นายบุสตา ไมทาร์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านป่าไม้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว "การปลูกปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่เกิดขึ้นในป่าพรุที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ป่าพรุเหล่านี้กักเก็บก๊าซคาร์บอนปริมาณมหาศาล และเมื่อถูกทำลายและเผา ก็เหมือนกับการจุดชนวนระเบิดคาร์บอน โดยจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์เกือบ 2 พันล้านตันทุกๆ ปี"

การทำลายป่าทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 20% ของโลก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย ปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา จีน และ บราซิล) แต่แทนที่จะใช้ป่าเพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศ รัฐบาลและอุตสาหกรรมยังคงทำลายป่าต่อไป จึงทำให้วิกฤตโลกร้อนรุนแรงยิ่งขึ้น

"ป่าเขตร้อนและป่าพรุสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมสภาพภูมิอากาศทั่วโลก" บุสตา กล่าวต่อ "เมื่อป่าถูกทำลาย เราสูญเสีย 2 สิ่ง สิ่งแรก คือ ไม่มีป่าในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซต์อีกต่อไป สิ่งที่ 2 คือ การทำลายป่าปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาล เราจำเป็นต้องมีผืนป่าบริเวณกว้างขวางเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อพิทักษ์โลก"

เรือเอสเพอรันซาจะเดินทางรณรงค์ในหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียดำเนินการระงับการเปลี่ยนสภาพป่าในทันที ซึ่งได้แก่ การขยายการปลูกปาล์มน้ำมัน การตัดป่าเพื่ออุตสาหกรรม และ ตัวขับเคลื่อนการทำลายป่าอื่นๆ

"ป่าพรุกักเก็บก๊าซคาร์บอนปริมาณมหาศาล และเมื่อถูกทำลายและเผา ก็เหมือนกับการจุดชนวนระเบิดคาร์บอน โดยจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์เกือบ 2 พันล้านตันทุกๆ ปี"

นายบุสตา ไมทาร์

ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านป่าไม้

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การสั่งระงับเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศเท่านั้น แต่ยังจะช่วยพิทักษ์ความอุดมสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพในป่าเขตร้อน และปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนที่ต้องพึ่งพาป่าทั่วทั้งอินโดนีเซีย" ไชเลนดรา ยาชวัน ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

ลงมือทำ

เป็นสมาชิกของชุมชนนักกิจกรรมออนไลน์ หรือ Cyberactivist ของกรีนพีซ ร่วมเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการออกเสียง และส่งต่อข่าวสารสิ่งแวดล้อม มีหลายสิ่งที่คุณทำได้ เพื่อปกป้องโลกอันบอบบางใบนี้ สมัครรับจดหมายข่าวสิ่งแวดล้อม เพื่อรับวิธีการง่ายๆ ที่คุณสามารถช่วยโลกใบนี้ได้

บริจาค

เราไม่เคยยอมให้ผู้ที่เราต้องการต่อต้านให้เงินสนับสนุนเรา การไม่รับเงินบริจาคจากบริัษัทและรัฐบาล หมายความว่า เราพึ่งพาประชาชนเช่นคุณเท่านั้นเพื่อช่วยให้เราทำงานรณรงค์ต่อไปได้ เป้าหมายที่เป็นบริษัทบางแห่งของเราใช้เงินในไม่กี่ชั่วโมงมากกว่าที่เราใช้ทั้งปี โปรดช่วยเราเท่าที่ทำได้