กรีนพีซระบุ การประชุมถ่านหินโลกที่เกาะบาหลีกระตุ้นภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน

เรื่องราว - พฤษภาคม 31, 2550
กรีนพีซออกโรงประณามการประชุมถ่านหินโลกซึ่งเป็นการชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดของผู้ผลิตและผู้ใช้ถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียซึ่งเริ่มขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2550 นี้บนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย การประชุมถ่านหินโลกมีเป้าหมายเพื่อโฆษณาชวนเชื่อให้หลงเชื่อว่าถ่านหินสะอาดและผลักดันการแก้ปัญหาปลายเหตุที่ผิดพลาดซึ่งไม่มีส่วนช่วยป้องกันหายนะภัยที่ที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน

เจ้าหน้าที่กลุ่มกรีนพีซในชุดพื้นเมืองบาหลีถือป้ายประท้วงต้อนรับการประชุมถ่านหินโลก ระบุถ่านหินเป็นตัวการทำลายภูมิอากาศ

เจ้าหน้าที่กลุ่มกรีนพีซในชุดพื้นเมืองบาหลีถือป้ายประท้วงต้อนรับการประชุมถ่านหินโลก ระบุถ่านหินเป็นตัวการทำลายภูมิอากาศ

เจ้าหน้าที่กลุ่มกรีนพีซในชุดพื้นเมืองบาหลีถือป้ายประท้วงต้อนรับการประชุมถ่านหินโลก ระบุถ่านหินเป็นตัวการทำลายภูมิอากาศ

คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกร่วมกันปฏิวัติพลังงานโดยพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงานเพื่อรับประกันความมั่นคงด้านพลังงานและเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบอันร้ายแรงจากภาวะโลกร้อน

 

เรด คอนสแตนติโน ตัวแทนกรีนพีซสากลในงานแถลงข่าวที่กรุงจาการ์ตา กล่าวว่า ถ่านหินสะอาดและราคาถูกคือเรื่องโกหกของฝ่ายอุตสาหกรรม ถ่านหินมากับราคาที่แสนแพงในรูปของมลพิษอันรุนแรง ภาวะโลกร้อนและการล่มสลายของชุมชน ถ่านหินมีราคาถูกเพราะต้นทุนส่วนใหญ่ตกเป็นภาระของประชาชนผู้เสียภาษี การศึกษากรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยองซึ่งได้รับเงินกู้จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียชี้ให้เห็นต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอันมหาศาล โดยที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ราว 12 ล้านตันต่อปี ตลอดระยะเวลา 25 ปี ทำให้เพิ่มปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมของประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ต่อปี การศึกษาโดยใช้ ExternE ของสหภาพยุโรป ต้นทุนภายนอกของโรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP ตกอยู่ในราว 1.6 พันล้านเหรียญต่อปี ซึ่งทั้งหมดตกเป็นภาระของคนไทย ไม่ใช่บริษัทถ่านหินแต่อย่างใด มันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น ทางเลือกพลังงานหมุนเวียนและสะอาดมีให้ใช้แล้วอย่างกว้างขวาง โลกไม่มีความหวังที่จะมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งยังยืนกรานที่ขึ้นอยู่กับถ่านหิน

 

ชุมชนวิทยาศาสตร์นานาชาตินำโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ได้นำเสนอผลรายงานการประเมินฉบับที่ 4 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเตือนถึงผลกระทบที่เป็นหายนะภัยหากอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส หากถึงขีดจำกัดดังกล่าว IPCC เตือนว่าผู้คนนับล้านจะเผชิญกับอุทกภัยที่เพิ่มขึ้น ผู้คนนับสิบล้านจะเสี่ยงจากทุภิกขภัย ผู้คนนับร้อยล้านจะเชิญความเสี่ยงจากมาเลเรีย และผู้คนนับพันล้านจะเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส ระบบนิเวศในเอเชียจะเผชิญกับความเสี่ยงจากการล่มสลายจากการเพิ่มของระดับน้ำทะเลซึ่งเกี่ยวข้องกับแผ่นน้ำแข็งและธารน้ำแข็งละลายคุกคามพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างเช่นในอินโดนีเซีย ไทยและฟิลิปปินส์ การเผาไหม้ถ่านหินก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ราว 9 พันล้านตันต่อปี โดยร้อยละ 70 มาจากการผลิตพลังงาน ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเอเชียคิดเป็นประมาณเกือบ 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก เปรียบเทียบกับส่วนแบ่งปริมาณการปล่อยในอดีตที่ประมาณ 1 ใน 10 ทั้งนี้เนื่องมาจากการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมโหฬาร โดยการมีการเติบโตร้อยละ 230 ในช่วงปี 1973 และ 2003 เปรียบเทียบกับการเพิ่มการใช้พลังงานเฉลี่ยทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 75 ในเอเชีย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเอเชียมาจากถ่านหินร้อยละ 41.93

 

เนอร์ ฮิดายาติ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านโลกร้อนและพลังงานของกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศว่าถ่านหินจะเข้มาแทนน้ำมันในอีก 10 ข้างหน้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความต้องการพลังงานในประเทศ และอุตสาหกรรมถ่านหินอินโดนีเซียขยายการส่งออกถ่านหินของตน ขณะนี้ โลกไม่มีทางเลือกและต้องไม่เอาถ่านหิน

 

เนอร์ ฮิดายาติ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านโลกร้อนและพลังงานของกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเติมว่า เมื่อพิจารณาผลกระทบของถ่านหินต่อสภาพภูมิอากาศของโลก การประชุมถ่านหินโลกที่บาหลีนั้นถือว่าเป็นอาชญากรรมสภาพภูมิอากาศ ทุก ๆ บาทที่จ่ายให้กับถ่านหินนั้นทำให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงานถอยห่างออกไป โดยการลงทุนที่เหมาะสมราว 6 หมื่นล้านบาทต่อปี พลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวสามารถสนองความต้องการไฟฟ้าในเอเชียได้ร้อยละ 58 อินโดนีเซียสามารถนำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนที่แท้จริงโดยไม่จำเป็นต้องมีถ่านหิน ในเดือนธันวาคมปลายปี 2007 นี้ เกาะบาหลีได้ถูกเลือกให้เป็นที่จัดประชุมสหประชาติเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งมีช่วงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในระยะต่อไปภายใต้พิธีสารเกียวโต