กรีนพีซหยุดโรงไฟฟ้าถ่านหิน เตือนเอดีบีและเจบิกถอนตัวให้ทุน

เรื่องราว - เมษายน 21, 2548
ระยอง 21 เมษายน 2548 – วันนี้ อาสาสมัครกรีนพีซจากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และเยอรมนี เข้าระงับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ของบริษัท BLCP โดยเข้ายึดเครนก่อสร้างและแขวนป้ายผ้ามีข้อความว่า “หยุดใช้ถ่านหิน” และเรียกร้องให้ยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้โดยทันที

Greenpeace Southeast Asia energy campaigners Red Constantino, and Tara Buakamsri hold up a banner calling for a stop to the construction of a coal fired power plant in Rayong province on Thailand's eastern seaboard.

ธารา บัวคำศรี เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงที่สุดที่เกิดขึ้นกับโลกและกับประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไทย ขณะที่บริษัทหลายแห่ง เช่น BLCP ยังคงก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นพลังงานสกปรก สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นกรณีอื้อฉาวซึ่งต้องเปิดเผยและหยุดยั้ง เพราะอีกหลายล้านชีวิตกำลังอยู่บนความเสี่ยง

 

โรงไฟฟ้า BLCP กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจังหวัดระยอง คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2549 โรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท China Light and Power Co (CLP) ซึ่งมีสำนักงานอยู่บนเกาะฮ่องกง และบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) โดยมีธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และธนาคารญี่ปุ่นเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (JBIC) เป็นแหล่งเงินทุนรายใหญ่ และบริษัท BLCP ยังทำสัญญาระยะยาวในการซื้อขายถ่านหินกับบริษัท Rio Tinto ยักษ์ใหญ่ถ่านหินจากออสเตรเลีย

 

ทันทีที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,434 เมกะวัตต์เสร็จสมบูรณ์ คาดว่า จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาคุกคามสิ่งมีชีวิตและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้า กรีนพีซประมาณว่า โรงไฟฟ้า BLCP จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 229 ล้านตัน ในเวลา 20 ปี

 

ธารา กล่าวว่า ADB และบริษัท China Light and Power ต้องถอนตัวโดยทันทีจากโครงการผลิตพลังงานสกปรก ก่อนจะถูกตราหน้าว่า เป็นอาชญากรโลกร้อน ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันไปสู่การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนของประเทศไทย ถึงเวลาแล้วที่ต้องนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้

 

จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่สำคัญในประเด็นนี้ ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเพิ่มขึ้นในระดับที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา โดยจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอย่างใหญ่หลวง

 

สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นแล้วล้วนมีอัตราความรุนแรงและความถี่มากขึ้น เช่น พายุและภาวะแห้งแล้ง โดยประเทศไทยเพิ่งประสบภาวะภัยแล้งซึ่งส่งผลกระทบถึงประชาชน 9.2 ล้านคนใน 63 จังหวัดทั่วประเทศ พื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหาย  809,000 เฮกแตร์ รัฐบาลไทยประเมินว่า มูลค่าความเสียหายมากถึง 193.2 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

ธารากล่าวสรุปว่าสิ่งที่เป็นเดิมพันคืออนาคตของลูกหลานและสิ่งแวดล้อม เราต้องไม่ใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า