หายนะจากพายุและน้ำมันรั่วในช่องแคบเคิร์ช สเตรท

เรื่องราว - พฤศจิกายน 15, 2550
เคิร์ช สเตรท, สหพันธรัฐรัสเซีย – ทีมงานของเราในที่เกิดเหตุได้รายงานว่าความพยายามในการลดปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลถูกขัดขวางอย่างรุนแรงจากอากาศเลวร้าย ชายฝั่งหลายกิโลเมตรเปียกชุ่มไปด้วยน้ำมัน และน้ำมันอีกส่วนจมลงสู่ก้นทะเล นกประมาณ 30,000 ตัวล้มตาย หายนะครั้งนี้จะได้รับการประเมินอย่างเต็มที่

นกตัวชุ่มน้ำมัน หลังเกิดพายุเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2550 ในทะเลดำ ซึ่งทำให้เรือหลายลำจมลงและเสียหาย ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน ทำให้น้ำมันประมาณ 2,000 ตันรั่วไหลลงสู่ทะเลดำ

รายงานจากที่เกิดเหตุ

พายุเมื่อวันอาทิตย์ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียที่ชื่อ วอลโกเนฟ-139 (Volgoneft-139) แตกเป็น 2 ส่วน นอกท่าเรือเมืองเคิร์ช ประเทศยูเครน ทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างน้อยถึง 1,300 ตันไหลลงสู่ทะเล เจ้าหน้าที่รัสเซียบรรยายเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่าเป็น "หายนะทางสิ่งแวดล้อม"

พายุลูกเดียวกันในช่องแคบระหว่างทะเลดำและทะเลอาซอฟได้ทำให้เรือบรรทุกสินค้าอย่างน้อย 4 ลำจมลง โดย 3 ลำได้บรรทุกกำมะถัน และอีกลำบรรทุกเศษโลหะ ทะเลที่คลื่นแรงจากพายุได้ทำให้ตัวเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำหนึ่งแตกออก แต่เรือไม่จม

จนถึงขณะนี้แนวชายฝั่ง 30 กิโลเมตรเต็มไปด้วยมลพิษจากน้ำมัน แต่น้ำมันยังขึ้นมาบนฝั่งไม่หมด

สื่อรายงานว่าเรือวอลโกเนฟ-139  ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันที่จมลง ได้เดินทางออกจากท่าเรืออาซอฟของรัสเซีย และทิ้งสมอนอกเมืองเคิร์ชใน สาธารณรัฐอิสระครีเมีย ทางตะวันออกของยูเครนเพื่อลอยลำรออากาศสงบ จากนั้นคลื่นสูงได้ทำให้ท้ายเรือแตกที่เวลาประมาณ 04.45 น. ในวันอาทิตย์

เรือบรรทุกน้ำมันที่สร้างขึ้นในพ.ศ. 2522 และออกแบบมาเพื่อให้บริการในประเทศและตามชายฝั่งเป็นหลัก กำลังบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด 4,000 ตัน ในขณะที่พายุโจมตี ซึ่งพายุนี้ทำให้ไฟฟ้าในครีเมียดับเป็นบริเวณกว้าง

อันตรายจากน้ำมันรั่วไหล

น้ำมันที่รั่วไหลมีผลกระทบอย่างทันทีและเห็นได้ชัดต่อสัตว์ซึ่งอาศัยบนพื้นผิวทะเล เช่น นก แมวน้ำ และปลาโลมา โดยเฉพาะนกซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและร้ายแรงที่สุด

น้ำมันเป็นอันตรายโดยเฉพาะต่อสัตว์ทะเล โดยทำลายอวัยวะหายใจ เป็นพิษต่อร่างกายโดยไหลเข้าทางปาก และทำให้ขนไม่สามารถกรองวัตถุที่ลอยน้ำได้ น้ำมันสามารถปนเปื้อนเหงือกปลา ซึ่งนำไปสู่การขาดอากาศหายใจ มลพิษที่ก้นทะเลทำลายแหล่งวางไข่ เป็นผลให้หยุดยั้งการวางไข่และการสืบพันธุ์ของปลา

ในขณะนี้ซึ่งเป็นฤดูการอพยพ ทำให้เหตุการณ์นี้มีผลต่อนกอพยพอย่างมาก และเมื่อน้ำมันขึ้นฝั่ง ก็จะมีผลกระทบต่อชุมชนใกล้ชายฝั่งและตามแนวชายฝั่ง และมีผลกระทบต่อพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อนน้ำตื้นต่างๆ

จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลอื่นๆ ทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าผลกระทบอาจเกิดขึ้นในระยะยาวขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมัน เทคนิคที่ใช้ในลดปริมาณน้ำมัน และชนิดของระบบนิเวศน์ที่ได้รับผลกระทบ หนึ่งในเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่ได้รับการศึกษามากที่สุดคือเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมันเอ็กซอน วาลเดซแล่นเกยตื้นในช่องแคบ Prince William Sound รัฐอลาสก้าในเดือนมีนาคม 2532 น้ำมันปริมาณหนึ่งที่รั่วไหลนั้นสามารถถูกพบ 15 ปีหลังจากนั้นบนชายหาดของ Prince William Sound

หลังการรั่วไหล

เมื่อน้ำมันไหลสู่ทะเล ส่วนหนึ่งระเหย (ส่วนน้อย) โดยเฉพาะในอากาศร้อน อีกส่วนหนึ่งจมลง (ส่วนมาก) และทีเหลือแผ่ขยายไปทั่วพื้นผิวน้ำ น้ำมันส่วนน้อยและส่วนมากนั้นไม่สามารถจัดการได้  

โดยปกติจะใช้ทุ่นกักเก็บคราบน้ำมันเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันแผ่ขยายไปบนพื้นผิวทะเลของบริเวณที่นำมันรั่วไหล จากนั้นจะใช้เครื่องดูดของเหลวเพื่อดูดน้ำมันซึ่งถูกปั๊มเข้าสูู่แท็งก์กักเก็บ ในกรณีนี้สภาพอากาศที่ไม่ดีทำให้วิธีนี้ไม่มีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่ในสภาพอากาศที่ดีเยี่ยมและมีอุปกรณ์และผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ในทันที แต่น้ำมันที่รั่วไหลน้อยกว่า 15-20% เท่านั้นที่จะลดปริมาณในวิธีนี้

เมื่อน้ำมันถูกพัดขึ้นฝั่ง จะมีการใช้เทคนิคการกำจัดน้ำมันแบบใช้เครื่องจักรหลายวิธี ตั้งแต่การล้างหิน การทำให้หินแตก การกำจัดตะกอนที่พื้นผิว และสำหรับบางชายฝั่งใช้วิธีทำให้น้ำไหลทะลักออก แต่เทคนิคการทำความสะอาดบางอย่างอาจนำไปสู่ความเสียหาย ในพื้นที่ที่บอบบางมากนั้น เทคนิคการทำความสะอาดที่ใช้กำลังเยอะอาจนำไปสู่ความเสียหายที่รุนแรงขึ้นอีก เทคนิคที่จำเป็นต้องใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของชายฝั่ง (หิน กรวด ทราย โคลน ปะการัง ป่าชายเลน ปากแม่น้ำ และชนิดและความเหนียวแน่นของดิน

ทีมงานขนาดเล็กของเราในที่เกิดเหตุจะยังคงเฝ้าตรวจสอบเหตุการณ์ต่อไป ในฐานะองค์กร เรามีความสามารถด้านการประสานงานการเดินทางเพื่อเป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุและผลักดันให้มีการปฏิบัติอย่างทันควัน แต่ไม่มีกำลังคนหรือความเชี่ยวชาญในการทำงานลดปริมาณน้ำมันในบริเวณกว้าง

การแก้ปัญหาในระยะยาว

มีการปรับปรุงด้านความปลอดภัยบางอย่างที่ต้องลงมือทำในระยะสั้น นั่นคือ การทำความสะอาดควรดำเนินต่อไปให้มากที่สุดเท่าที่มีเทคโนโลยีที่ใช้ได้ ควรมีการทำตามกฎและข้อบังคับต่างๆ เรือบรรทุกสินค้าที่มีไว้เพื่อใช้ในประเทศไม่ควรใช้เพื่อการขนส่งทางทะเล และใครก็ตามที่มีความผิดจากการทำให้น้ำมันรั่วไหลควรรับผิดชอบและอธิบายได้ อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วนั้นการรั่วไหลของน้ำมันจะยังเกิดขึ้นต่อไปตราบที่เรายังมีเรือบรรทุกน้ำมัน (ตัวอย่างการรั่วไหลของน้ำมันในอดีตโปรดดู ที่นี่ ที่นี่ และ ที่นี่)

วิธีแก้ปัญหาของเราคือการลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานที่เป็นมลพิษ เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และนิวเคลียร์ อีกวิธีหนึ่ง คือ การประกาศให้บางพื้นที่เป็น เขตสงวนทางทะเล โดยปกป้องเขตสงวนเหล่านั้นจากการใช้ประโยชน์โดยดึงทรัพยากรออก เช่น การจับปลาและการขุดเจาะน้ำมัน และป้องกันไม่ให้เรือบรรทุกน้ำมันเข้าไปยังพื้นที่ที่บอบบางมากที่สุด

เขตสงวนทางทะเล ณ บัดนี้

ร่วมลงชื่อในจดหมายเรียกร้องให้ 40% ของโลกได้รับการปกป้องเป็นเขตสงวนทางทะเล

บริจาค

โปรดบริจาคเพื่อสนับสนุนงานของเรา

หมวด
ไม่มีความคิดเห็นพบ เพิ่มความคิดเห็น

โพสต์ความคิดเห็น 

เพื่อแสดงความคิดเห็นคุณต้องลงชื่อเข้า