เปิดเผยผลตรวจสารอินทรีย์ระเหยง่ายภาคประชาชน และภัยคุกคามด้านสุขภาพที่มาบตาพุด

เรื่องราว - มีนาคม 19, 2551
กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมร่วมกับกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) จากตัวอย่างอากาศที่เก็บมาตรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2550 ว่า มีการตรวจพบสารก่อมะเร็งอย่างน้อยที่สุด 3 ตัวที่มีค่าสูงในบริเวณมาบตาพุด คือ Benzene, 1,3 Butadiene และ Ethylbenzene นอกจากนี้จากการติดตามปัญหา VOCs มาตั้งแต่ปี 2545 – 2550 พบว่าในบรรยากาศรอบพื้นที่มาบตาพุด มีการปนเปื้อนของ VOCs ที่ตรวจพบแล้วอย่างน้อยที่สุด 55 ตัว ในจำนวนนี้มี 45 ตัวที่มีอันตรายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกายถึง 20 จุด เช่น ตับ ไต หัวใจ ระบบประสาทส่วนกลาง และประสาท

วันนี้ (19 มีนาคม 2551) กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม ร่วมกับกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถลงข่าวเปิดเผยผลการวิเคราะห์สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) จากตัวอย่างอากาศที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยอง ที่เก็บมาตรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2550 ในรูปเป็นคนสวมชุดที่มีเครื่องหมายระบุตำแหน่งอวัยวะในร่างกายที่ได้รับผลกระทบจากสารอินทรีย์ระเหยง่ายชนิดต่างๆ ที่ตรวจพบที่มาบตาพุด อ่านเพิ่มเติม

ดร. อาภา หวังเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศจากภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้ร่วมโครงการหน่วยกระป๋องตรวจมลพิษของกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมและกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวถึง ผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศครั้งล่าสุดเมื่อปี 2550 ว่าได้ตรวจพบสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ Volatile Organic Compounds (VOCs) 20  ตัว ในจำนวนนี้มี 6 ตัวที่เกินค่าระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) จาก 6 ตัวดังกล่าว มี 3 ตัวที่เป็นสารก่อมะเร็งและพบในปริมาณที่ยังสูงอยู่ คือ 1)  Benzene  โดยครั้งนี้พบว่ามีค่าเกินระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) เขตที่ 6 ถึง 700 เท่า   2) สาร 1,3 Butadiene  มีค่าเกินระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) เขตที่ 6 ไป 265 เท่า และ 3)  Ethylbenzene  ตรวจพบแต่ไม่เกินค่าระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศฯ (ดูตารางที่ 1)

นอกจากนี้ยังพบสารเมทิลเทอเทียรีบิวทิลอีเทอร์ (Methyl tert-Butyl Ether) ซึ่งมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตา จมูก และลำคอ มีค่าเกินระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) เขตที่ 6 ไป 232 เท่า ปัจจุบันประเทศอเมริกาได้ยกเลิกการใช้สารตัวนี้ไปแล้ว

ดร. อาภากล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ยังคงชี้ให้เห็นว่าอากาศในพื้นที่นี้มีสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่เป็นพิษต่อสุขภาพคนในพื้นที่มาบตาพุดปนเปื้อนอยู่  ถึงแม้ว่าตอนนี้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยการนำเสนอของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) มีการกำหนดมาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ปี จำนวน 9 ชนิดแล้วก็ตาม  ปัญหาคือ ตามประกาศฉบับนี้หมายความว่า เราจะรู้ว่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายมีค่าเกินมาตรฐานตามกำหนดหรือไม่ จะต้องทำการเก็บตัวอย่างเป็นระยะเวลา 1 ปีแล้วเท่านั้น  เท่ากับว่าชาวบ้านมาบตาพุดได้หายใจอากาศเข้าไปนานเป็นปี จึงจะรู้ได้ว่า อากาศที่หายใจมีสารอันตรายสูงเกินมาตรฐานตามกำหนดหรือไม่   อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ คพ. กำลังจัดทำร่างมาตรฐานระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของสารอินทรีย์ระเหยง่ายประมาณ 20 ตัว จึงอยากสนับสนุนให้เร่งประกาศออกมา เพื่อจะได้ใช้ควบคู่กับมาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายฯ

"การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศของเราครั้งล่าสุดนี้เป็นการยืนยันว่าสถานการณ์ปัญหามลพิษที่มาบตาพุดยังไม่ดีขึ้นเหมือนเมื่อสิบปีที่ผ่านมา แม้รัฐบาลอ้างว่าได้ดำเนินแผนการลดมลพิษแล้วก็ตาม ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะจัดการปัญหาให้ถูกต้องจริงก็ควรดำเนินมาตรการให้สอดคล้องกับผลการตรวจสอบของภาคประชาชนด้วย ปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลกที่ตั้งหน่วยกระป๋องตรวจมลพิษขึ้นมาเพื่อสอดส่องการปล่อยมลพิษของโรงงานต่างๆ เพื่อกดดันให้โรงงานและรัฐต้องแก้ไขปัญหาและมีความรับผิดชอบต่อมลพิษที่ตนก่อขึ้น ทำให้ปัญหามลพิษอากาศลดน้อยลงไปมาก"

ธารา บัวคำศรี

ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นางสาววลัยพร  มุขสุวรรณ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม กล่าวว่า  จากผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศมาบตาพุดตั้งแต่ปี 2545 - 2550 ทั้งโดยการใช้กระป๋องตรวจมลพิษของกลุ่ม และจากการประมวลรายชื่อสารที่ คพ. ตรวจไว้เมื่อปี 2548  พบว่า ในบรรยากาศของมาบตาพุดมีสารอินทรีย์ระเหยง่ายปนเปื้อนอยู่อย่างน้อยที่สุด 55 ตัว และจากการค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้นโดยอ้างอิงจาก MSDS  พบว่า ในจำนวนนี้มีสาร 45 ตัวที่มีอันตรายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกายคนถึง 19  จุด เช่น  มีสารอินทรีย์ระเหยง่าย 33 ตัวที่มีอันตรายต่อตับ, 30 ตัวมีผลต่อไต, 14 ตัวมีผลต่อการทำงานของหัวใจ,  25 ตัวเป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง และ 10 ตัวมีผลต่อประสาท  ทั้งนี้พบว่าสารที่มุ่งโจมตีอวัยวะในร่างกายของคนมากที่สุด สารคลอโรเบนซีน โดยจะโจมตีไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ตับ ไต ปอด ไขกระดูก  อัณฑะ ต่อมไทมัส และม้าม  รองลงมาคือ คาร์บอนไดซัลไฟด์  จะโจมตีไปที่หัวใจ ระบบหัวใจร่วมหลอดเลือด ตับ ไต ประสาท ตา และระบบสืบพันธุ์   (ดูภาพที่ 1)

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงของสารอินทรีย์ระเหยง่ายกับอันตรายที่จะเกิดกับร่างกายคนอย่างง่าย ๆ   ในความเป็นจริงนั้น การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของสารเคมีมีข้อจำกัดหลายอย่าง เนื่องจากว่ามนุษย์ รวมถึงพืชและสัตว์มีความทนทานหรือมีปฏิกิริยาต่อสารต่าง ๆ แตกต่างกัน  ขณะเดียวกันสภาวะแวดล้อมที่ต่างกันก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของสารนั้น ๆ ต่างกันด้วย  ปกติแล้ว เราจะบอกได้ว่าสารตัวไหนมีอันตรายอย่างไรกับคนด้วยการทดลองกับสัตว์ในห้องทดลอง โดยทั่วไปมักใช้หนูเป็นสัตว์ทดลองและจะทำการทดลองกับสารเป็นรายตัว มีการควบคุมระยะเวลาที่แน่ชัด  ดังนั้นการเอาผลทดลองจากสัตว์ที่ทำในระยะสั้นมาเปรียบเทียบใช้กับคนที่ได้รับสารพร้อมกันหลายตัวและได้รับเป็นระยะเวลายาวนาน เช่น ชาวบ้านมาบตาพุด ที่ต้องสูดอากาศปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยง่ายนานเป็นสิบปีแล้ว จึงเป็นการประมาณการณ์อันตรายต่อสุขภาพที่มีความไม่แน่นอนสูง

"ถึงแม้ว่าตอนนี้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยการนำเสนอของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) มีการกำหนดมาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ปี จำนวน 9 ชนิดแล้วก็ตาม ปัญหาคือ ตามประกาศฉบับนี้หมายความว่า เราจะรู้ว่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายมีค่าเกินมาตรฐานตามกำหนดหรือไม่ จะต้องทำการเก็บตัวอย่างเป็นระยะเวลา 1 ปีแล้วเท่านั้น เท่ากับว่าชาวบ้านมาบตาพุดได้หายใจอากาศเข้าไปนานเป็นปี จึงจะรู้ได้ว่า อากาศที่หายใจมีสารอันตรายสูงเกินมาตรฐานตามกำหนดหรือไม่"

ปัจจุบัน เรายังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่า การได้รับสารอินทรีย์ระเหยง่ายผสมกันหลายตัวพร้อมกันแบบค็อกเทล จะมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง  ประการสำคัญคือ ในวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ยังมีข้อมูลน้อยมากที่จะบอกได้ว่าสารแต่ตัวเมื่อเข้าสู่ร่างกายมีกลไกการเกิดพิษอย่างไร นางสาววลัยพรย้ำว่า นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงและเป็นปัญหาใหญ่ของผลกระทบจากมลพิษอากาศต่อสุขภาพของชาวบ้านที่มาบตาพุด 

ด้านนายธารา บัวคำศรี กล่าวว่า การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศของเราครั้งล่าสุดนี้เป็นการยืนยันว่าสถานการณ์ปัญหามลพิษที่มาบตาพุดยังไม่ดีขึ้นเหมือนเมื่อสิบปีที่ผ่านมา แม้รัฐบาลอ้างว่าได้ดำเนินแผนการลดมลพิษแล้วก็ตาม ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะจัดการปัญหาให้ถูกต้องจริงก็ควรดำเนินมาตรการให้สอดคล้องกับผลการตรวจสอบของภาคประชาชนด้วย ปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลกที่ตั้งหน่วยกระป๋องตรวจมลพิษขึ้นมาเพื่อสอดส่องการปล่อยมลพิษของโรงงานต่าง ๆ เพื่อกดดันให้โรงงานและรัฐต้องแก้ไขปัญหาและมีความรับผิดชอบต่อมลพิษที่ตนก่อขึ้น  ทำให้ปัญหามลพิษอากาศลดน้อยลงไปมาก

ทั้งนี้นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมกล่าวว่า กระป๋องตรวจมลพิษเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการรับรองจาก สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) สำหรับใช้ตรวจสอบคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะสารอินทรีย์ระเหยง่าย ที่ชุมชนสามารถใช้เป็นเครื่องมือเฝ้าระวังคุณภาพอากาศได้และติดตามการปล่อยมลพิษของโรงงานอย่างได้ผล หากรัฐบาลมีธรรมาภิบาลที่ดีและมีความจริงจังที่ต้องการให้ชาวบ้านมาบตาพุดมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษอากาศจริง รัฐบาลควรสนับสนุนการตั้งหน่วยกระป๋องตรวจมลพิษโดยชาวบ้านมาบตาพุด ขึ้นมาทำงานคู่ขนานไปกับการติดตามตรวจสอบสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ คพ. และ กนอ. ทำอยู่ เพื่อให้ชาวบ้านมีบทบาทตรวจสอบการทำงานของภาครัฐอย่างแท้จริง

                                                 ตารางที่ 1

ผลการวิเคราะห์สารอินทรีย์ระเหยง่าย ในอากาศบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

 

วันที่เก็บตัวอย่าง : 7/16/2007

วิธีเก็บ : Tedlar Bag

 

สารที่ตรวจพบ

ความเข้มข้น (ug/m3)

ความเข้มข้นที่พบเกินค่าเฝ้าระวังทางสุขภาพต่อไปนี้

1,3-บิวทาไดอีน (1,3-Butadiene )*

17

EPA Region 6 Screening Level, Texas ESL Long term, LA & NC annual standard

เอทานอล (Ethanol)

110

==

เมทิล เทอเทียรี บิวทิล อีเทอร์ (Methyl tert-Butyl Ether)

860

TX ESL Short and Long term, ATSDR MRL intermediate & chronic

นอร์มอล-เฮกเซน (n-Hexane)

490

EPA Region 6 Screening Level & Texas ESL-long term

เบนซีน (Benzene) *

180

EPA Region 6 Screening Level, Texas ESL short and long term, LA & NC Annual Standard, ATSDR MRL Acute & Intermediate

Toluene

430

EPA Region 6 Screening Level, Texas ESL-long term & ATSDR MRL chronic

เอทิลเบนซีน (Ethylbenzene) *

45

==

เมตา, พารา-ไซลีน (m,p-Xylenes)

160

==

ออโท-ไซลีน (o-Xylene)

52

 

นอร์มัล-โนเนน (n-Nonane)

16

 

1,2,4-ไตรเมทิลเบนซีน (1,2,4-Trimethylbenzene)

14

EPA Region 6 Screening Level

* เป็นสารก่อมะเร็ง โดยการจัดของ International Agency for Research on Cancer (IARC)

จากสาร 11 ตัวในตารางแล้ว ยังตรวจพบสารอื่น ๆ อีก 9 ชนิด ในตัวอย่างอากาศเดียวกัน แต่ไม่ได้วิเคราะห์ความเข้มข้นออกมาคือ isobutene, C4H8 Alkene, n-Butane, isopentane, n-Pentane, 2-Methylpentane, 3-Methylpentane, 2-Methylhexane and 3-Methylhexane. รวมจำนวนสารที่ตรวจพบจากตัวอย่างครั้งนี้ 20 ตัว

 

 

                                                     ภาพที่ 1

โปรดช่วยกรีนพีซช่วยสิ่งแวดล้อม สมัครเป็นสมาชิกวันนี้

กรีนพีซเป็นองค์กรอิสระ ไม่รับเงินจากภาครัฐบาลและเอกชน ความเป็นอิสระทางการเงินนี้ทำให้เราสามารถกดดันทั้ง 2 ฝ่าย เรายืนหยัดอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคจากประชาชนกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกที่ช่วยเราตามกำลังความสามารถ โปรดสนับสนุนเรา

เป็นสมาชิกของชุมชนนักกิจกรรมออนไลน์ หรือ Cyberactivist ของกรีนพีซ

ร่วมเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการออกเสียง และส่งต่อข่าวสารสิ่งแวดล้อม มีหลายสิ่งที่คุณทำได้ เพื่อปกป้องโลกอันบอบบางใบนี้ สมัครรับจดหมายข่าวสิ่งแวดล้อม เพื่อรับวิธีการง่ายๆ ที่คุณสามารถช่วยโลกใบนี้ได้

หมวด