กรีนพีซและองค์กรผู้บริโภคทวงสัญญา

เร่ง สธ. คลอดกฎหมายติดฉลาก 'จีเอ็มโอ'

ข่าวประชาสัมพันธ์ - มีนาคม 11, 2545
11 มีนาคม 2545 ,กรุงเทพฯ - กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วยสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และรศ.ดร. พิชัย โตวิวิชญ์ เข้าพบนายแพทย์วินัย วิริยกิจจา ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับมอบหมายจากนางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รมว.สาธารณสุข ให้เป็นตัวแทน เพื่อเร่งรัดให้ออกกฎหมายติดฉลากผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบที่มีส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) โดยเร็วที่สุด อีกทั้งเรียกร้องให้แก้ไขร่างกฎหมายที่เตรียมไว้ให้รัดกุมและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและผู้ผลิตชาวไทยอย่างแท้จริง

ดร. จิรากรณ์ คชเสนี ผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า "เมื่อต้นปีที่แล้ว รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขเคยให้สัญญาไว้กับผู้บริโภคว่าจะดำเนินการออกกฎหมายติดฉลากให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน จากนั้นก็เลื่อนมาเป็นภายในสิ้นปีที่แล้ว จนกระทั่งปัจจุบันเวลาได้ล่วงเลยมาจนเกือบครบ 1 ปีแล้ว ยังไม่เห็นมีกฎหมายอะไรออกมาเลย"

"ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือ ประชาชนไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนบริโภคอยู่ทุกวันนี้มีจีเอ็มโอหรือไม่ ผู้บริโภคเหมือนถูกปิดหูปิดตา ถูกบังคับให้เป็นหนูทดลองจีเอ็มโอ เพราะตอนนี้มีอาหารจีเอ็มโออยู่ในตลาดแล้ว ไม่ควรประวิงเวลาให้ช้าไปกว่านี้" ดร. จิรากรณ์กล่าว

ด้านนางสาวสายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า "สิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคคือ ต้องมีสิทธิในการรับรู้และสิทธิในการเลือก ผู้บริโภคต้องมีสิทธิที่จะปฏิเสธอาหารจีเอ็มโอ ในเรื่องการติดฉลาก ถ้าพิจารณาเรื่องสิทธิที่ผู้บริโภคและประชาชนควรจะได้ก็ครอบคลุมมากพอที่จะทำให้กระทรวงสาธารณสุขออกกฎหมายมาบังคับใช้ได้แล้ว"

กรีนพีซและกลุ่มผู้บริโภคยังยื่นข้อเสนอแนะสำหรับการร่างกฎหมายติดฉลากต่อปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ได้กฎหมายที่รัดกุม และคุ้มครองสิทธิของคนไทยอย่างแท้จริง

นางสาววรุณวาร สว่างโสภากุล เจ้าหน้าที่รณรงค์ของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า "ทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหาร ถ้ามีจีเอ็มโอ ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนประกอบใด จะมีมากหรือน้อยแค่ไหน ก็ต้องติดฉลากให้ประชาชนได้รับทราบ"

รศ.ดร. พิชัย โตวิวิชญ์รองประธานชมรมอยู่ร้อยปีชีวีเป็นสุข กล่าวในฐานะนักเคมีว่า "การตรวจการปนเปื้อนแค่มีจีเอ็มโอหรือไม่มี (การตรวจเชิงคุณภาพ หรือ Qualitative Analysis) โดยไม่ต้องสนใจปริมาณนั้นง่ายกว่า ซับซ้อนน้อยกว่า และเสียค่าใช้จ่ายถูกกว่าการตรวจว่ามีจีเอ็มโอกี่เปอร์เซนต์ (การตรวจเชิงปริมาณ - Quantitative Analysis) เสียอีก"

"การบังคับให้ติดฉลากตั้งแต่วัตถุดิบที่นำเข้านั้นสำคัญมาก สำหรับประเทศไทย ขณะนี้มีกฎหมายห้ามการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ดีอยู่แล้ว วัตถุดิบที่ปลูกในประเทศจึงยังไม่น่าจะเป็นจีเอ็มโอ ถ้าไม่มีการแอบปลูกโดยผิดกฎหมาย" นางสาววรุณวาร กล่าว

ทั้งนี้ จากการเข้าพบปะหารือกับปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์วินัยกล่าวถึงความคืบหน้าของกฎหมายติดฉลากว่า "ขณะนี้ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการอาหารแล้ว และอยู่ในระหว่างรอเสนอให้รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขลงนาม จึงจะประกาศบังคับใช้ได้ สำหรับในเรื่องของการแก้ไขนั้น จะนำข้อเสนอของกรีนพีซ และกลุ่มผู้บริโภคไปพิจารณา"

หมายเหตุ ในร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดปริมาณการปนเปื้อนไว้ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ ของส่วนประกอบหลัก 3 ส่วนประกอบแรก ถึงจะติดฉลาก ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดช่องโหว่และไม่ได้คุ้มครองชาวไทยอย่างแท้จริง อีกทั้งทำให้ผู้ผลิตชาวไทยยุ่งยาก สับสน หากจะกำหนดปริมาณการปนเปื้อนควรกำหนดไว้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นสำหรับการปนเปื้อนโดยอุบัติเหตุ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องการเลือก ไม่บริโภคอาหารจีเอ็มโอเลย นอกจากนี้ผู้ผลิตชาวไทยยังได้ประโยชน์เนื่องจากเวลาส่งออก ประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหภาพยุโรปมีกฎหมายบังคับที่ 1 เปอร์เซ็นต์ ถ้ากฎหมายของเราเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อผู้ประกอบการไทยรับซื้อวัตถุดิบเข้ามาผลิต ภาระก็ตกอยู่ที่ผู้ผลิตชาวไทย แต่ถ้ารับวัตถุดิบที่มีฉลากมา 1 เปอร์เซ็นต์ ความยุ่งยากก็ไม่ตกแก่ผู้ประกอบการไทย ทั้งยังไม่เป็นการใช้มาตรฐานต่างระดับ (Double Standard) กับประชาชนชาวไทยอีกด้วย