กรีนพีซหนุน กฟผ. เลือกใช้พลังงานสะอาด

แจกเครื่องดื่มเย็นด้วยแสงอาทิตย์ เชียร์ให้ล้มเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ข่าวประชาสัมพันธ์ - สิงหาคม 23, 2545
23 สิงหาคม 2545 - กรีนพีซรณรงค์ยุติภาวะโลกร้อนโดยมอบเครื่องดื่มเย็นที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์หรือ "โซลาร์เซลล์" ให้พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผลักดันให้ กฟผ. หยุดสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าจากถ่านหินที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด กรีนพีซได้พบปะและมอบรายงานที่จัดทำขึ้นเกี่ยวกับศักยภาพของประเทศไทยในการใช้พลังงานสะอาดผลิตพลังงานไฟฟ้าตอบสนองต่อความต้องการได้ 30 เปอร์เซ็นต์ในอีกไม่ถึง 20 ปีให้แก่รองผู้ว่าการ กฟผ. ระหว่างการรณรงค์ดำเนินอยู่

นักรณรงค์ของกรีนพีซทั้งจากสำนักงานในประเทศไทย (กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และลูกเรือนานาชาติจากเรืออาร์กติก ซันไรซ์ได้ร่วมกันแขวนป้ายผ้าขนาดขนาดยักษ์ กว้าง 45 เมตรบนสะพานพระราม 6 เหนือแม่น้ำเจ้าพระยาโดยมีข้อความเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่า "กฟผ. กลับใจใช้พลังงานสะอาด" (Thailand Go Renewable) ตั้งแต่ช่วงเช้า (07.30 น.) ขณะที่นักรณรงค์อีกกลุ่มหนึ่งได้นำเครื่องดื่มที่ใช้ระบบทำความเย็นด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ไปแจกจ่ายให้กับพนักงานของ กฟผ. ซึ่งทาง กฟผ. ได้ให้ตัวแทนฝ่ายบริหารโดย ดร. ม.ล. ชนะพันธุ์ กฤดากร รองผู้ว่าการนโยบายและแผน เป็นผู้มาพบปะและรับรายงานของกรีนพีซ

นางสาวเพ็ญรพี นพรัมภา เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านพลังงาน กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงการรณรงค์ครั้งนี้ว่า กรีนพีซมาแสดงตัวอยู่ที่นี่เพื่อนำเสนอรายงาน "ทางเลือกพลังงานเพื่ออนาคต" (:ข้อเสนอของกรีนพีซต่ออนาคตพลังงานไทย) ซึ่งกรีนพีซจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือของเครือข่ายพลังงานยั่งยืนแห่งประเทศไทยและเพิ่งจะเปิดเผยรายงานดังกล่าวไปเมื่อวานนี้ ให้ กฟผ. นำไปพิจารณาใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาพลังงานเพื่อให้หันมาใช้พลังงานจากแหล่งที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีปัญหาต่อชุมชน โดยในรายงานดังกล่าวระบุว่าร้อยละ 35 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2563 หรืออีกประมาณ 18 ปีข้างหน้าสามารถจะจัดหาให้เพียงพอได้จากการใช้พลังงานที่สะอาด ได้แก่ พลังงานชีวมวล พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานจากลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพ แม้ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในระหว่างปีนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าก็ยังเพียงพอ

การรณรงค์ครั้งนี้โดยกรีนพีซยังมีจุดหมายเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกให้การสนับสนุนการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก (ขนาด 734 เมกะวัตต์) ของบริษัท กัลฟ์ พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น และหินกรูด (ขนาด 1,400 เมกะวัตต์) ของยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีแหล่งทุนสนับสนุนโดยบริษัทจากประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฮ่องกง โดยโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูดจะต้องนำเข้าถ่านหินจากประเทศออสเตรเลีย

"กรีนพีซเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ควรจะให้คำตอบที่ชัดเจนว่าจะล้มเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ. ประจวบฯ โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ เนื่องจากโครงการนี้ไม่ได้รับการเห็นชอบจากประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ พวกเขายืนกรานที่จะต่อสู้กับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินมานานถึง 8 ปี นอกจากนี้ชาวบ้านที่ประจวบฯ ยังแสดงออกถึงการสนับสนุนพลังงานที่สะอาด ด้วยการปฏิเสธโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะฉะนั้นประเทศไทยควรจะมีทางเลือกด้วยเช่นกัน โดยหันไปสู่การพัฒนาพลังงานจากพลังงานที่สะอาด และไม่ก้าวผิดพลาดเช่นที่เคยเกิดต่อประเทศอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีที่สกปรกและมีราคาแพงในการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินหรือพลังงานนิวเคลียร์ ถ้าเพียงแต่รัฐบาลมีเจตนาที่มุ่งมั่น ประเทศไทยก็มีความพร้อมที่จะก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดที่แท้จริง" นางสาวเพ็ญรพีกล่าว

นอกจากนี้กรีนพีซได้เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ที่จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้การยอมรับว่าจะจัดหาพลังงานให้เพียงพอสำหรับประชากรของโลก 2,000 ล้านคนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน เลิกให้การอุดหนุนแก่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือพลังงานนิวเคลียร์ และเพื่อรับรองว่าพลังงานปริมาณร้อยละ 10 ที่จะถูกจัดหาในปี พ.ศ. 2553 ต้องมาจากพลังงานหมุนเวียน กรีนพีซได้รณรงค์ให้องค์กรด้านการลงทุนนานาชาติเปลี่ยนการลงทุนด้านพลังงานร้อยละ 20 ไปสู่การลงทุนเพื่อพลังงานที่สะอาด

การรณรงค์ครั้งนี้เป็นหนึ่งในการรณรงค์โครงการยุติภาวะโลกร้อนหรือ "เส้นทางสู่พลังงานสะอาด" ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย โดยการมาเยือนของเรือปฏิบัติการรณรงค์ของกรีนพีซ - อาร์กติก ซันไรซ์ (MV Arctic Sunrise) ซึ่งจะจอดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเรือและนิทรรศการมากมายได้ที่ท่าเรือคลองเตยในวันเสาร์ - อาทิตย์ที่ 24- 25 สิงหาคม และวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายนที่จะถึงนี้ ในการรณรงค์ครั้งนี้ ลูกเรืออาร์กติก ซันไรซ์ เจ้าหน้าที่ของกรีนพีซในประเทศไทยและสำนักงานอื่นๆ ทั่วโลกจะสนับสนุนการรณรงค์ของชุมชนท้องถิ่นเพื่อต่อสู้กับการใช้พลังงานที่สกปรกและก่อมลพิษ และหันมาส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาดแทน