กรีนพีซและชาวบ้านกรูด สู้เพื่อพลังงานสะอาด

กระชากโฉมหน้าออสซี่หลอกขายถ่านหิน

ข่าวประชาสัมพันธ์ - สิงหาคม 30, 2545
30 สิงหาคม 2545 - ระหว่างการรณรงค์คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินของเรืออาร์กติกซันไรซ์ ที่บ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มกรีนพีซได้เปิดเผยรายงาน "ถ่านหิน : มัจจุราชสีดำ" เพื่อชี้ให้เห็นผลประโยชน์ของประเทศออสเตรเลียต่อการส่งออกถ่านหินไปยังประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนและเป็นพลังงานสกปรก โดยที่บอกปัดไม่ยอมลงสัตยาบันพิธีสารเกียวโต ส่วนทางด้านลูกเรืออาร์กติก ซันไรซ์ ร่วมรณรงค์โดยการแขวนป้ายผ้าคลุมหลังคาศูนย์ข้อมูลโรงไฟฟ้าหินกรูด ระบุตัวการทำลายชุมชนและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ชาวบ้านขานรับพลังงานสะอาด รับมอบกังหันลมผลิตไฟฟ้าจากกรีนพีซ เพื่อเป็นเส้นทางสู่พลังงานสะอาด

วันนี้ซึ่งเป็นวันที่สองเรืออาร์กติกซันไรซ์ กลุ่มกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งลูกเรือจากหลายประเทศ ได้เข้าไปกางป้ายผ้าขนาดใหญ่บนหลังคาของศูนย์ข้อมูลประชาสัมพันธ์โครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด โดยป้ายผ้ามีข้อความว่า "ยูเนี่ยนและเจบิค หยุดทำลายร่วมกันทำลายสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด" และ "ออสเตรเลีย เอเชียไม่ต้องการถ่านหิน" เพื่อแสดงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชนบ้านกรูด จากการมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัท ยูเนี่ยน พาวเวอร์ ซึ่งจะรับเอาถ่านหินนำเข้าจากเหมืองในประเทศออสเตรเลีย และร่วมสนับสนุนการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินของประชาชนซึ่งดำเนินมานานกว่า 8 ปี

ในวันเดียวกัน กลุ่มกรีนพีซได้เปิดเผยรายงาน "ถ่านหิน : มัจจุราชสีดำ" โดยได้รับความร่วมมือจากกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรีนพีซ ออสเตรเลียแปซิฟิก สถาบันนโยบายแร่ ซิดนีย์ ด้วยความช่วยเหลือจากไคลเมท แอคชั่น เน็ตเวิร์ก ออสเตรเลีย ในรายงานดังกล่าวระบุถึงการที่ออสเตรเลียเป็น "ราชาแห่งถ่านหิน" และมีปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวของออสเตรเลียสูงที่สุดในโลก แต่รัฐบาลออสเตรเลียกลับปฎิเสธที่จะลงนามในพิธีสารเกียวโตเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก รัฐบาลออสเตรเลียกำลังทำให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศไทยกลายเป็นผู้รับบาปจากการไม่มีท่าทีที่จริงจังต่อการแก้ไขปัญหา แต่กลับพยายามผลักดันทุกวิถีทางเพื่อขายถ่านหินให้ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในเอเชีย

ฟรานซิส แมกไกวร์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านพลังงาน กรีนพีซ ออสเตรเลีย แปซิฟิก ซึ่งร่วมเดินทางมารณรงค์กับเรืออาร์กติก ซันไรซ์ในประเทศไทย กล่าวว่า ในประเทศออสเตรเลีย พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ได้มาจากการเผาผลาญถ่านหิน ทำให้เป็นสาเหตุสำคัญที่ว่าออสเตรเลียจึงมีสัดส่วนการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อประชากรสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วด้วยกัน และขณะนี้ออสเตรเลีย ซึ่งผูกติดตัวเองไว้กับการใช้ถ่านหิน ก็กำลังโยนบาปนั้นไปให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทย ด้วยการผลักดันให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

รายงานเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ออสเตรเลียจะได้รับจากการขายถ่านหินและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของไทยที่กรีนพีซนำมาเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบวันนี้

นั้น ยังได้ตรวจสอบบทบาทขององค์กรทางการเงินและองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือ เช่น ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย รวมทั้งหน่วยงานของออสเตรเลียเพื่อการพัฒนาสากล (ออสเอด) ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องต่อการผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินในเอเชียอย่างไร

"ไม่น่าแปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใดออสเตรเลียจึงไม่ยอมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต

และยังทำให้อนาคตของประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ผูกติดอยู่กับพลังงานจากการใช้ถ่านหิน โดยไม่ใส่ใจต่อความเสียหายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมของผู้คนในท้องถิ่น เช่น ที่บ้านกรูด และความเสียหายต่อภูมิอากาศของโลก ดังนั้นเราจึงเรียกร้องให้ออสเตรเลียหยุดขายถ่านหินให้ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในเอเชีย แต่ควรจะเปลี่ยนมาให้ความร่วมมือและส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น จากลม จากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนแทน" ฟรานซิส

กล่าว

การต่อสู้ของชาวบ้านกรูดกับโครงการโรงไฟฟ้าขนาด 1400 เมกกะวัตต์ ซึ่งจะใช้ถ่านหินซับบิทูมินัสนำเข้าจากออสเตรเลียได้เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 8 ปีแล้ว และในการรณรงค์ของกรีนพีซในโครงการเส้นทางสู่พลังงานสะอาด กรีนพีซจึงได้มอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากกังหันลมที่มีกำลังการผลิต 400 วัตต์ ติดตั้งให้กับชุมชนที่บ้านกรูด และได้มีการปล่อยร่มร่อน (พารามอเตอร์) พร้อมด้วยป้ายข้อความว่า "พลังงานสะอาดเริ่มต้นที่นี่" ในการทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านกรูดในช่วงบ่าย

นางสาวเพ็ญรพี นพรัมภา เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านพลังงาน กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กรีนพีซเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าทั้งที่บ้านกรูดและที่บ่อนอก แม้ว่ารัฐบาลจะได้ระงับการก่อสร้างและชะลอการซื้อไฟฟ้าไป 2 ปีแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลควรจะเห็นถึงความสำคัญและความเป็นไปได้ในการส่งเสริมพลังงานสะอาดที่มีความยั่งยืนในประเทศไทย

"โอกาสของประเทศไทยมีมากในการที่จะก้าวไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน เราไม่ได้ต้องการให้มีการตั้งโรงไฟฟ้ามากขึ้น เพราะจากรายงานทางเลือกพลังงานเพื่ออนาคตที่กรีนพีซเพิ่งจะนำเสนอต่อรัฐบาลไทยและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ระบุว่า เราสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 35 เปอร์เซ็นต์จากพลังงานหมุนเวียนในปี 2020 (พ.ศ.2563) แม้ว่าในขณะนั้นปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศจะสูงเป็นสองเท่าของตอนนี้ก็ยังเพียงพอที่จะใช้จากพลังงานสะอาด" นางสาวเพ็ญรพีกล่าว