พบสินค้าเนสท์เล่ปนเปื้อนจีเอ็มโออีกแล้ว

กรีนพีซ 'แจกใบแดง' เนสท์เล่ ขึ้นบัญชีดำต่อ ชวนคนไทยเลิกซื้อ

ข่าวประชาสัมพันธ์ - พฤษภาคม 30, 2545
กรีนพีซเตือนผู้บริโภคชาวไทยหลีกเลี่ยงสินค้าเนสท์เล่ หลังผลตรวจล่าสุดพบผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยว 'สตาร์ฟิช' ของเนสท์เล่ใช้ข้าวโพดจีเอ็มโอ ชี้ชัดเนสท์เล่ติด 'บัญชีดำ' ต่อไป เพราะไม่มีนโยบายเลิกใช้จีเอ็มโอ ชวนคนไทยแสดงพลังหยุดอุดหนุนสินค้าและส่งสินค้าคืน เรียกร้องให้เนสท์เล่หยุดปิดหูปิดตาและเลิกปฏิบัติต่อคนไทยเหมือนพลเมืองชั้นสอง

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยผลตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปล่าสุดพบว่า ขนมปังกรอบเคลือบครีมกลิ่นวานิลลา ตราเนสท์เล่ สตาร์ฟิช มีการปนเปื้อนของข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมหรือข้าวโพดบีที ซึ่งเป็นข้าวโพดที่ถูกผลิตให้สร้างพิษฆ่าแมลงได้ด้วยตนเอง (1) จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพและอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

กิจกรรมการแถลงข่าวจัดขึ้นที่สำนักงานของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซอยสายลมวันนี้ เจ้าหน้าที่พร้อมด้วยอาสาสมัครกลุ่มกรีนพีซ ได้นำสินค้าของบริษัทเนสท์เล่ซึ่งพบว่ามีจีเอ็มโอใส่ลงในหม้อใบใหญ่ที่จำลองขึ้น แล้วปิดฉลากทับ ด้านหลังของหม้อมีข้อความบนป้ายผ้าว่า "หยุดป้อนคนไทยด้วยจีเอ็มโอ" พร้อมกับโลโก้ของบริษัท เนสท์เล่ ที่ถูกปิดทับด้วยเครื่องหมายของการเรียกร้องให้หยุดการทดลองทางวิศวพันธุกรรม กิจกรรมดังกล่าวสื่อถึงคนไทยมีสิทธิที่จะรับรู้และปฏิเสธอาหารจีเอ็มโอ และไม่สนับสนุนบริษัทอาหารข้ามชาติเลือกปฏิบัติต่อคนไทยด้วยการขายอาหารจีเอ็มโอ ด้วยการใช้มาตรฐานที่ต่างระดับ

นางสาววรุณวาร สว่างโสภากุล เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านวิศวพันธุกรรม กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า "ให้ระวังผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่ เพราะอาจมีจีเอ็มโอเมื่อใดก็ได้ เนื่องจากบริษัทมีนโยบายใช้วัตถุดิบจีเอ็มโอในการผลิตอาหาร (2) ผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่จะอยู่ในบัญชีดำของคู่มือจ่ายตลาดต่อไป"

สำหรับเรื่องความเสี่ยงต่อความปลอดภัยทางสุขภาพนั้น ดร. ดักลาส พาร์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ กรีนพีซ อังกฤษและบรูโน เรอแบล ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ ฝรั่งเศส ระบุในแถลงการณ์ถึงเนสท์เล่ ว่า "อาหารจีเอ็มโอเพิ่งมีขายเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ดังนั้นผลกระทบในระยะยาว เช่น ผลกระทบด้านโภชนาการ หรือผลกระทบต่อภูมิคุ้มกัน จึงอาจยังไม่แสดงออกมาให้เห็น อาจเป็นไปได้ที่เคยเกิดผลกระทบขึ้นแต่ไม่เคยมีใครตรวจพบ นอกจากนี้ ในกรณีที่อาหารไม่ได้ติดฉลากว่ามีจีเอ็มโอ เราก็ไม่สามารถติดตามเฝ้าดูได้ว่าถ้าบริโภคอาหารจีเอ็มโอเข้าไป จะก่อให้เกิดผลอะไรบ้าง ดังนั้น การเหมาเอาว่า ยังไม่พบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้อันตรายของวัตถุดิบจีเอ็มโอแล้วหมายความว่า อาหารจีเอ็มโอปลอดภัย เป็นการอุปมาอุปไมยที่ผิดพลาดยิ่ง" ดร. ดักลาส ยังชี้ให้เห็นอีกว่า คุณสมบัติดื้อยาปฏิชีวนะที่อาจเกิดจากการใส่ยีนระบุตำแหน่งที่ต้านทานยาปฏิชีวนะ (Antibiotic Resistant Marker Genes) ในพืชจีเอ็มโอนั้น แม้จะไม่ได้มีการใช้ในพืชจีเอ็มโอทุกชนิด แต่มีแนวโน้มที่จะถ่ายทอดจากพืชจีเอ็มโอไปสู่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ แล้วเข้าสู่สิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งน่าจะมีการตรวจสอบต่อไป" (3)

แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการติดฉลากผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของจีเอ็มโอ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2546 แล้วก็ตาม แต่จากการที่เราพบสินค้าของเนสท์เล่มีจีเอ็มโอครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าถ้าหากมีกฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้ สินค้าของเนสท์เล่รวมทั้งสินค้าจีเอ็มโออีกหลายชนิดไม่ต้องติดฉลาก เพราะวัตถุดิบจีเอ็มโอที่ใช้ไม่ได้อยู่ในสามส่วนประกอบหลักของสินค้า กฎหมายนี้นับว่าหละหลวมและมีช่องโหว่ ซึ่งมีผลให้ผู้บริโภคถูกปิดหูปิดตาและไม่ได้รับทราบข้อมูลตามจริง

"ผู้บริโภคสามารถใช้หลักป้องกันตัวเองจากจีเอ็มโอไว้ก่อน ด้วยการไม่กินอาหารที่มีจีเอ็มโอ พร้อมทั้งหยุดซื้อสินค้าเนสท์เล่ และนำสินค้าของเนสท์เล่ที่มีอยู่ไปคืนทางเนสท์เล่เพื่อว่าคนไทยไม่ต้องการจีเอ็มโอ การร่วมกันเรียกร้องดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทผลิตอาหารรายใหญ่อย่างเนสท์เล่ เลิกผลิตและขายอาหารจีเอ็มโอให้คนไทย " นางสาววรุณวารกล่าว

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

วรุณวาร สว่างโสภากุล เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านวิศวพันธุกรรม โทร. 0- 2272- 7100 - 2 โทรสาร 0- 2271- 4342 Email:

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

(1) พืชบีทีเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ที่ได้มาจากการใส่ยีนสังเคราะห์ของแบคทีเรียชื่อ Bacillus Thuringiensis (BT) เข้าไป เพื่อให้พืชนั้นสามารถสร้างพิษฆ่าแมลงได้ด้วยตนเอง ปัจจุบันมีการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ เช่น ข้าวโพดบีที ฝ้ายบีที มันฝรั่งบีที เป็นต้น

มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่า การเร่งนำพืชบีทีมาใช้เชิงพาณิชย์อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมนุษย์ได้ ยกตัวอย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์ของรัฐในหน่วยงานบริหารแห่งชาติในยุโรปหลายหน่วยงาน แนะนำกับรัฐบาลของตนว่า ยีนที่อยู่ในข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมที่ผลิตขึ้นโดยบริษัทข้ามชาติอย่างโนวาร์ตีส โดยเฉพาะอย่างยิ่งยีนที่มีสารต้านทานยาปฏิชีวนะอยู่นั้น จะคุกคามสุขภาพของคนและสัตว์ รวมถึงสิ่งแวดล้อม

(2) ในการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านวิศวพันธุกรรมของกรีนพีซจากหลายประเทศร่วมกับผู้บริหารของเนสท์เล่ สำนักงานใหญ่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 เนสท์เล่กล่าวอย่างชัดเจนว่า เนสท์เล่จะใช้วัตถุดิบจีเอ็มโอต่อไปในประเทศที่ผู้บริโภคไม่สนใจ ขณะนี้เนสท์เล่ไม่ขายอาหารจีเอ็มโอในสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่สำนักงานใหญ่ของเนสท์เล่ตั้งอยู่ และในประเทศยุโรปอีกหลายประเทศ แต่กรีนพีซตรวจพบผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง ปนเปื้อนจีเอ็มอยู่

(3) สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับแถลงการณ์ของ ดร. ดักลาส พาร์และบรูโน เรอแบล กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่กรีนพีซตามรายละเอียดข้างต้น