คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และ เป๊ปซี่โค ล้มเหลวในการปกป้องผืนป่าในอินโดนีเซีย

ข่าวประชาสัมพันธ์ - มีนาคม 4, 2559
จาการ์ต้า, 4 มีนาคม 2559 - กรีนพีซเปิดเผยผลการจัดอันดับสินค้าอุปโภคบริโภคยอดนิยมทั่วโลก 14 ยี่ห้อ พบว่าแทบทุกยี่ห้อจำเป็นต้องลงมือปฏิบัติให้มากกว่าที่เป็นอยู่เพื่อทำให้ธุรกิจน้ำมันปาล์มไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่าไม้ [1]

น้ำมันปาล์ม เป็นสาเหตุหลักของการทำลายป่าฝนเขตร้อน โดยเมื่อสองปีก่อนบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกหลายแห่งประกาศนโยบาย “ไม่มีการทำลายป่าไม้ (no deforestation)” ซึ่งกรีนพีซได้ตามติดตรวจสอบบริษัทสินค้ายอดนิยมทั้ง 14 แห่งว่า ทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้หรือไม่

กรีนพีซพบว่า มีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่ให้ความมั่นใจว่าตลอดห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มของตนไม่ได้มีส่วนทำลายป่าไม้ และอีกหลายบริษัทซึ่งส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนแปลงการผลิตให้เป็นไปตามนโยบายนี้อย่างช้าจนเกินเหตุ แต่ที่เหมือนกันคือ แทบทุกบริษัทไม่สามารถรับประกันได้แน่นอนว่าห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มของตนนั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการทำลายป่า คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และเป๊ปซี่ โคเป็นสามบริษัทที่ดำเนินนโยบายด้านนี้แย่ที่สุด และ ล้มเหลวต่อคำสัญญาที่จะ “ไม่มีการทำลายป่าไม้” ที่เคยให้ไว้ต่อลูกค้าของตัวเอง

“น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในสินค้าอุปโภคบริโภคหลายพันชนิดในชีวิตประจำวันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ยาสีฟันคอลเกต เจลล้างหน้านูโทรจินา และ ขนมขบเคี้ยวสไตล์เม็กซิกันโดริโทส” แอนนิซา ราห์มาวาติ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ประเทศอินโดนีเซีย) กล่าว

“น้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบในสินค้าหลากหลายชนิด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำไมบริษัทผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าของตัวเอง เราปลูกปาล์มน้ำมันอย่างมีความรับผิดชอบได้โดยไม่ต้องทำลายป่า ทำลายวิถีชุมชน หรือ คุกคามถิ่นอาศัยของอุรังอุตัง [2]  แต่ผลการสำรวจ กลับพบว่า บริษัทชั้นนำเหล่านี้ไม่ได้มีแผนปฏิบัติการที่มากพอที่จะหยุดยั้งอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่ทำลายป่าฝนเขตร้อนของอินโดนีเซียโดยสิ้นเชิง”

“เป๊ปซี่โค คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน กำลังทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่ดี ทุกคนควรจะได้แปรงฟันและกินขนมได้โดยไม่ต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อุรังอุตังใกล้จะสูญพันธุ์อย่างทุกวันนี้ บริษัทเหล่านี้ต้องทำให้ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มนั้นโปร่งใสตรวจสอบได้ และให้แน่ใจได้ว่า บริษัทซื้อน้ำมันปาล์มจากผู้ผลิตที่ปกป้องป่าฝนเขตร้อนของเรา”

ป่าฝนเขตร้อน ผู้คน และ อุรังอุตัง ในห้วงวิกฤต

สถานการณ์ป่าไม้ในอินโดนีเซียอยู่ในจุดวิกฤต อินโดนีเซียสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปแล้ว 31 ล้านเฮกตาร์ (76 ล้านเอเคอร์) หรือพื้นที่เกือบเท่าประเทศเยอรมนี หากนับรวมตั้งแต่ปี 2533 อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเป็นสาเหตุหลักของการทำลายป่าไม้ในอินโดนีเซีย [3] ซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ที่อาศัยในผืนป่าแห่งอินโดนีเซีย เช่น อุรังอุตัง [4]

การแผ้วถางทำลายป่าเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันเป็นต้นเหตุของไฟป่าทั่วประเทศอินโดนีเซียเมื่อปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 1 แสน 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6 พันล้านบาท [5] และหมอกควันพิษจากไฟป่ายังส่งผลกระทบต่อประชาชนอีกหลายล้านคนในประเทศเพื่อนบ้านทั้งในมาเลเซีย และ สิงคโปร์ [6]รวมถึงภาคใต้ของประเทศไทยประชาชนมากกว่า 500,000 คนในอินโดนีเซียป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจที่เป็นผลการสูดควันพิษเข้าไป [7]

ไฟป่าเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ไฟป่าในแต่ละวันปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาสหรัฐฯ [8]

ขณะที่อินโดนีเซียกำลังห่อหุ้มตัวเองไว้ด้วยไฟป่าอีกครั้งในปีนี้ [9] กรีนพีซเรียกร้องให้บริษัทผู้ผลิตสินค้าชั้นนำได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องป่าไม้และลงมือทำ เพื่อป้องกันวิกฤตไฟป่าที่จะเกิดขึ้นอีก

การจัดอันดับของกรีนพีซ

ไม่มีบริษัทใดที่จะกล่าวได้อย่างแน่นอนว่า ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มของบริษัทตัวเองนั้นไม่ได้ทำลายป่า บริษัทส่วนใหญ่ไม่สามารถแม้แต่จะยืนยันว่า แหล่งผลิตน้ำมันปาล์มที่นำมาใช้ผลิตสินค้าของบริษัทตัวเองนั้นได้มาจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน 

  • มีเพียงบริษัทเดียวจากทั้งหมด 14 แห่งที่มีระบบการตรวจสอบเกือบ 100เปอร์เซ็นต์ที่สามารถทราบถึงแหล่งผลิตน้ำมันปาล์ม
  • บริษัทส่วนใหญ่แทบจะยังไม่มีระบบตรวจสอบข้อเท็จจริงจากฝ่ายที่สามเพื่อพิสูจน์หาแหล่งผลิตน้ำมันปาล์มที่มีนโยบาย"ไม่มีการทำลายป่า"
  • ไม่มีการเปิดเผยรายชื่อทั้งหมดของผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม แม้ว่ามีบางบริษัทจะบันทึกไว้เฉพาะบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่เท่านั้น
  • ไม่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม ที่ยุติการซื้อขายเนื่องจากพบหลักฐานการแผ้วถางป่าไม้ หรือ ละเมิดนโยบายที่ตนเองตั้งไว้

หมายเหตุ

[1] www.greenpeace.org/international/en/publications/Campaign-reports/Forests-Reports/Cutting-Deforestation-Out-Of-Palm-Oil รายชื่อบริษัทที่กรีนพีซตรวจสอบได้แก่: Colgate-Palmolive, Danone, Ferrero, General Mills, Ikea, Johnson & Johnson, Kellogg, Mars, Mondelez, Nestle, Orkla, PepsiCo, P&G และUnilever.

[2] ตัวอย่างของผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ที่ได้รับการตรวจสอบจากฝ่ายที่สาม เพื่อยืนยันว่า การผลิต้นมันปาล์มของผู้ผลิตรายนั้นๆ ไม่ได้ทำลายป่าไม้ ขยายพื้นที่รุกล้ำเข้าไปในป่าพรุ และละเมิดสิทธิมนุษยชน และ สิทธิแรงงาน ดูรายชื่อกลุ่มนวัตกรรมน้ำมันปาล์ม ได้ที่ (http://poig.org/)

[3] www.greenpeace.org/international/en/publications/Campaign-reports/Forests-Reports/Under-Fire

[4] www.un.org/apps/news/story.asp?NewsID=51525#.VtCCCvmLTcs

[5] www.bloomberg.com/news/articles/2016-01-20/haze-crisis-cost-indonesia-almost-2-of-gdp-world-bank-says

[6] http://blog.cifor.org/36467/dont-inhale-scientists-look-at-what-the-indonesian-haze-is-made-of?fnl=en

[7] www.reuters.com/article/indonesia-haze-health-idAFL8N12Z2HT20151110 and http://news.asiaone.com/news/asia/haze-kills-10-people-indonesia-leaves-over-500000-respiratory-ailments-agency

[8] www.wri.org/blog/2015/10/indonesia’s-fire-outbreaks-producing-more-daily-emissions-entire-us-economy

[9] “Fires Begin to Threaten Riau” (“Karhutla Mulai Ancam Riau”) - Tribune Pekanbaru, 29 กุมภาพันธ์ 2559.

หมวด