ผลวิจัยล่าสุดเผยต้นทุนชีวิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย

ข่าวประชาสัมพันธ์ - พฤศจิกายน 19, 2558
กรุงเทพ, 19 พฤศจิกายน 2558- ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้จนถึงปี พ.ศ. 2554 โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรประมาณ 1,550 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอาจเพิ่มขึ้นถึง 5,300 คนต่อปี หากรัฐบาลไทยเดินหน้าขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในประเทศ (1)

รายงาน “ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย” เป็นการศึกษาเกี่ยวกับอัตราการเจ็บป่วยและการตายที่เกี่ยวเนื่องกับโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย ข้อมูลดังกล่าวเป็นผลการคำนวณแบบจำลองบรรยากาศ (Atmospheric Modeling) ที่ดำเนินการโดยทีมวิจัย Atmospheric Chemistry Modeling ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าแบบจำลองการเคลื่อนที่ของเคมีในบรรยากาศ (Atmospheric chemistry-transport model- GEOS-Chem) (2)

“นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธจะเลือกแนวทางใด ระหว่างการได้มาซึ่งไฟฟ้าจากการผลิตในแบบเดิมโดยแลกกับผลกระทบด้านสุขภาพและการสูญเสียชีวิตของผู้คนหรือการก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและปลอดภัย” จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว 

“ทุกๆ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างขึ้นใหม่คือความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนไทยที่เพิ่มขึ้น การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมาจากโรคเส้นเลือดอุดตัน หัวใจวาย มะเร็งปอด และโรคที่เกี่ยวกับระบบหัวใจหลอดเลือดและทางเดินหายใจต่างๆ ซึ่งผลกระทบนี้ยังรวมถึงการเสียชีวิตของประชากรวัยเด็ก” จริยา กล่าวเพิ่มเติม

เฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ซึ่งถูกโฆษณาว่าเป็น “ถ่านหินสะอาด” มลพิษทางอากาศที่ปล่อยออกมาจะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากถึง 1,800 คนในช่วงระยะเวลา 40 ปีของการดำเนินงาน  และหากนำมลพิษทางอากาศที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีและเก็คโค่วันที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดรวมเข้าไปด้วย จะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 14,000 คนตลอดระยะเวลา 40 ปีของการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า

“ตอนนี้จึงเป็นโอกาสของนายกรัฐมนตรีที่จะเลือกก้าวข้ามเทคโนโลยีสกปรก เช่นเดียวกันกับผู้นำโลกคนอื่นที่ได้ประกาศเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด และสิ่งนี้ส่งผลให้เกิดความมั่นคงต่อชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง” จริยากล่าวเสริม

กรีนพีซนำเสนอ “รายงานต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย”  หลังจากที่รัฐมนตรีพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ประกาศเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ���านหินแห่งใหม่รวมกำลังผลิต 7.3 กิกะวัตต์ ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2558-2579 (PDP2015)

“มลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทำให้เกิดฝุ่นละอองและโอโซนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ผลวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่า การขยายการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินตามแผนที่วางไว้จะทำให้มลพิษทางอากาศเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้นทุนสุขภาพและชีวิตของผู้คนจากมลพิษถ่านหินควรจะต้องนำมาพิจารณาในการตัดสินใจถึงทางเลือกอนาคตพลังงานของไทย” แซนนอน คอบลิซ นักวิจัยทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าว

“การใช้ถ่านหินในระดับโลกมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรปนั้นลดลงอย่างรวดเร็ว กำลังผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นใหม่ในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป มาจากพลังงานหมุนเวียน ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในจีนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดมาจากแหล่งพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลนับตั้งแต่ปลายปี 2554” นายลาวรี่ มิลลีเวียตา ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กรีนพีซสากลกล่าว

"ไทยในฐานะประเทศที่เข้าร่วมการประชุมสมัชชาภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) ที่กรุงปารีส ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้สามารถมีบทบาทเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานและไปให้พ้นจากถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ เราเห็นได้ชัดเจนแล้วว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินสร้างความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม  ความมั่นคงด้านพลังงาน และจุดยืนในระดับสากล ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมุ่งมั่นสร้างระบบพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้เองในประเทศ ที่มีความมั่นคง ยั่งยืน ปลอดภัยและสะอาดอย่างจริงจังเสียที” จริยากล่าวสรุป

งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ศึกษาถึงภาวะการเจ็บป่วยและภาวะการเสียชีวิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้ฮาร์วาร์ดและกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เผยแพร่รายงาน “ต้นทุนชีวิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในอินโดนีเซีย” โดยประเมินว่ามลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นผลให้มีอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรประมาณ 28,300 คนต่อปี ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนอย่างเร่งด่วน และรายงานวิจัยนี้ยังทำขึ้นที่เวียดนาม โดยผลจากศึกษาระบุว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นผลให้มีอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในเวียดนามประมาณ 4,300 คนต่อปี

หมายเหตุ

[1] ข้อมูลดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการเจ็บป่วยและการตายที่เกี่ยวเนี่องกับโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศจนถึงปี 2554 

ข้อมูลตัวเลขอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่เพิ่มขึ้นเป็น 5,300 รายต่อปี ศึกษาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและที่มีการวางแผนเปิดดำเนินการใช้จริงทั้งหมดแล้ว โดยไม่รวมโครงการโรงไฟฟ้าเทพา เนื่องจากในขณะที่จัดทำรายงานยังไม่มีการประกาศเกี่ยวกับการสร้างโครงการโรงไฟฟ้าแห่งนี้

[2] GEOS-Chem คือแบบจำลองการเคลื่อนที่ของเคมีในบรรยากาศ (http://acmg.seas.harvard.edu/geos) ที่ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นำมาใช้เพื่อคำนวณความเข้มข้นของฝุ่นละออง(particular matter-PM) และโอโซน จากโรงไฟฟ้าถ่านหินบนฐานข้อมูลปัจจุบันและแผนการอนาคต GEOS-Chem ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อสร้างแบบจำลององค์ประกอบของบรรยากาศทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก แบบจำลองจะอธิบายถึงการเคลื่อนที่และพัฒนาการทางเคมีของมลสารในบรรยากาศและนำมาเชื่อมโยงการปล่อยมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดกับความเข้มข้นของมลพิษเหล่านั้นในกลุ่มผู้รับมลพิษ

รายงาน ต้นทุนชีวิต : โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.greenpeace.or.th/Thailand-human-cost-of-coal-power/th.pdf

รายงาน ต้นทุนชีวิตถ่านหิน อินโดนีเซีย สามารถดาวน์โหลดได้ที่  www.greenpeace.org/seasia/id/PageFiles/695938/full-report-human-cost-of-coal-power.pdf


ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

ลาวรี่ มิลลีเวียตา ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กรีนพีซสากล
อีเมล

แซนนอน คอบลิซ นักวิจัยทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
อีเมล

จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โทร. +6681 692 8978 อีเมล

สมฤดี ปานะศุทธะ ผู้ประสานงานสื่อมวลชน กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โทร. +6681 929 5747 อีเมล


Download English version here

ไม่มีความคิดเห็นพบ เพิ่มความคิดเห็น

โพสต์ความคิดเห็น 

เพื่อแสดงความคิดเห็นคุณต้องลงชื่อเข้า