ฟิลิปปินส์และประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกลงนามใน “ปฏิญญาลดโลกร้อนอย่างเป็นธรรม” เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษแสดงความรับผิดชอบ

ข่าวประชาสัมพันธ์ - มิถุนายน 10, 2558
กรุงพอร์ตวิลล่า, สาธารณรัฐวานูอาตู, 9 มิถุนายน 2558 -- ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐวานูอาตู ร่วมกับประชาคมผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จากตูวาลู คีรีบาติ ฟิจิ และหมู่เกาะโซโลมอน รวมทั้งผู้แทนจากฟิลิปปินส์ ประกาศจะร่วมกันแสวงหา “การลดภาวะโลกร้อนอย่างเป็นธรรม” และให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่แสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้เป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศของโลก

การประกาศปฏิญญาดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ จี-7 ที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี ซึ่งคาดกันว่า กลุ่มผู้นำจี-7 จะหารือกันเพื่อทำความตกลงลดภาวะโลกร้อนอย่างเป็นธรรม มีวิสัยทัศน์ และมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง ในที่ประชุมทุกภาคส่วนของสหประชาชาติปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงปารีสในเดือนธันวาคม

ในสาธารณรัฐวานูอาตู มีการจัดสัมนาเชิงปฏิบัติการว่าด้วยภาวะโลกร้อนและภาวะโลกร้อน บนเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์[1] ของกรีนพีซ โดยมี ฯพณฯ บอลด์วิน ลอนด์สเดล ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐวานูอาตูให้เกียรติเข้าประชุมร่วมกับคณะผู้แทนและกลุ่มพลเมืองรวมประมาณ 40 คนจากกลุ่มประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก งานสัมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีคณะผู้แทนจากฟิลิปปินส์ รวมทั้งอดีตผู้แทนเจรจาลดภาวะโลกร้อน นายนาเดรเฟ “เยบ” ซาโน และนายกเทศมนตรีเมืองโดโลเรส ซามาร์ นางเอมิเลียนา วิลลาคาริลโย เข้าร่วมด้วย นายซาโนและนายกเทศมนตรีหญิงวิลลาคาริลโยได้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประชาคมชาวหมู่เกาะแปซิฟิก ที่ได้รับผลกระทบจากพายุไซโคลนพามเมื่อเดือนมีนาคมและยังได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากภัยพิบัติซูเปอร์ไต้ฝุ่นในฟิลิปปินส์อย่างเช่น ไห่เยี่ยน ปี 2556 และ ฮากูปิต ปี 2557 ด้วย“วันนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราจะต้องสามัคคีกันในฐานะประชาคมผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล และความแปรปรวนของฤดูกาล ขอให้พวกเราร่วมกันยืนหยัดและทำงานร่วมกันต่อไปในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ” ฯพณฯ บอลด์วิน ลอนด์สเดล ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐวานูอาตูกล่าว 

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอันเนื่องมาจากการกระทำของมนุษย์ ได้รับการพยากรณ์ว่าจะก่อให้เกิดความทุกข์ยากเพิ่มมากขึ้นในฟิลิปปินส์และประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก เพราะความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของพายุและไซโคลน โดยมีผลการศึกษาใหม่[2]บ่งชี้ว่าพายุและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อย่างเช่นพายุไห่เยี่ยนจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกและจะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นปกติต่อไป รายงานการศึกษาคาดการณ์ว่าความรุนแรงของไต้ฝุ่นในภาคตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกอาจจะเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 14  - เกือบเทียบเท่าการเพิ่มความรุนแรงขึ้น 1 ระดับ ในปลายศตวรรษนี้ แม้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตจะลดลงสู่ระดับปานกลางก็ตาม กรีนพีซเชื่อว่าบรรดาผู้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากต่อไป ซึ่งเท่ากับคนเหล่านั้นถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของฟิลิปปินส์ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อวิงวอนให้ดำเนินการสอบสวนหาผู้รับผิดชอบสำหรับการก่อมลพิษ ในฐานะเป็นผู้กระทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง หรือเป็นภัยคุกคามต่อสภาพภูมิอากาศและก่อให้เกิดมลภาวะในมหาสมุทรเพราะการกระทำขององค์กรเหล่านั้น

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นปัญหาไร้พรมแดน ก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยอมรับว่าสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเป็นภัยคุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อผู้คนและชุมชนต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้นเราจึงเห็นว่าภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบหนึ่งของความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่จะต้องได้รับการแก้ไขโดยรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดภาวะวิกฤตของสภาพภูมิอากาศโลก” นางสาว เซลดา ซอเรียโน ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและการเมืองจากกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว 

ผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่า 90 แห่งของผู้ก่อให้เกิดมลพิษเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 914 พันล้านตัน (GtCO2e) อันเป็นผลมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีก๊าซเทนของภาคอุตสาหกรรมระหว่างปี 2397 ถึงปี 2553 หรือ ประมาณร้อยละ 63 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก [3] 

“ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่เหล่านี้สร้างความร่ำรวยให้แก่ตนเองมาเกือบทั้งศตวรรษด้วยการเผาถ่านหิน น้ำมันและก๊าซอย่างต่อเนื่อง พวกเขาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วันเวลากำลังลดน้อยลงสำหรับชุมชนที่เสี่ยงภัยและผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ ในอันที่จะแสดงถึงความรับผิดชอบทางจริยธรรมและกฎหมายต่อผลการกระทำของพวกเขา และลงมือแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังก่อนที่จะสายเกินไป” นางสาว แอนนา อาบัด ผู้ประสานงานรณรงค์เพื่อความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

เพื่อเป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรผู้ได้รับผลกระทบที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ ได้ร่วมกันลงนามใน ปฏิญญาประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นการรวมพลังกันในการเคลื่อนไหวเพื่อแสวงหาความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาก่อนถึงกำหนดการประชุมการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP ที่กรุงปารีส

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ปัญหาที่ชาติใดชาติหนึ่งจะแก้ไขโดยลำพัง กลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกล้วนได้รับผลกระทบในฐานะผู้อยู่ร่วมในพื้นที่มหาสมุทรเดียวกัน คณะรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ต้องลุกขึ้นยืนหยัดปกป้องสิทธิของคนในชาติ และเรียกร้องให้กลุ่มผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ดำเนินการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่พวกเขาได้สร้างขึ้นทั้งในอดีตและอนาคต ประชาคมผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีสิทธิอันชอบธรรมทั้งในทางกฎหมายและจริยธรรมในอันที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนและแสวงหาความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ ด้วยการกดดันให้ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่แสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งการเรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินด้วย” นางปัวนิตา ทาโอเมีย เอเวเกีย ผู้แทนจากตูวาลู กล่าว

หมายเหตุ

 [1] เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ของกรีนพีซได้ช่วยการกระจายสิ่งของช่วยเหลือ จาก ActionAid, Australian South Sea Islanders - Port Jackson, Butterfly Trust, Save the Children, Tefea community Group, UNICEF, Vanuatu Red Cross, Vanuatu Surfing Association, World Food Program, and the World Health Organisation.ในสาธารณรัฐวานูอาตู

[2] Wei Mei, Shang-Ping Xie, François Primeau, James C. McWilliams, Claudia Pasquero “Northwestern Pacific typhoon intensity controlled by changes in ocean temperatures, http://www.carbonbrief.org/blog/2015/05/warming-oceans-could-mean-typhoons-are-14-stronger-by-2100

[3] Richard Heede, “Tracing anthropogenic carbon dioxide and methane emissions to fossil fuel and cement producers, 1854-2010,” http://link.springer.com/article/10.1007%2Fs10584-013-0986-y

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
แอนนา อาบัด ผู้ประสานงานรณรงค์เพื่อความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

เบอร์ใทรในสาธารณรัฐวานูอาตู: +6787756145 อีเมล.:

ฝ่ายภาพ กรีนพีซ สากล โทร.: +31 (0)20 718 2470 อีเมล:

สำหรับภาพถ่ายกรุณาติดต่อ
เกรซ คาบุช ผู้ประสานงานด้านภาพถ่าย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โทร.: +63917-6345126 อีเมล.:

สำหรับภาพเคลื่อนไหวกรุณาติดต่อ
เบียล คาเดรอน วีดีโอโปรดิวเซอร์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โทร.: +6683-5872600  อีเมล: