ความยั่งยืนและความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัททูน่ากระป๋องรายใหญ่ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ข่าวประชาสัมพันธ์ - พฤศจิกายน 17, 2559
มะนิลา / จาการ์ต้า 17 พฤศจิกายน 2559 – รายงานล่าสุดของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า บริษัทปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ยังล้มเหลวในการให้ข้อมูลต่อผู้บริโภคในเรื่องของผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าที่ยั่งยืนและเป็นธรรม รายงาน “จากทะเลสู่กระป๋อง : การจัดอันดับความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ปลาทูน่า กระป๋องในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2559 ” ได้พิจารณาถึงห่วงโซ่อุปทานของบริษัทผลิตปลาทูน่ากระป๋องและความสอดคล้องต้องกันของห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้เกณฑ์ประเมิน 7 ข้อของกรีนพีซ ประกอบด้วย การตรวจสอบย้อนกลับ ความยั่งยืน ความถูกต้องตามกฎหมาย ความเป็นธรรม นโยบายการจัดหาแหล่งวัตถุดิบ ความโปร่งใสและข้อมูลเพื่อผู้บริโภค และการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

“ปริมาณปลาทูน่าที่เหลืออยู่ทั่วโลกขณะนี้น่าวิตกและบริษัทปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่เหล่านี้ก็ยังไม่ยอมปรับปรุงสายการผลิตที่ทำลายล้างการประมง และละเมิดสิทธิมนุษยชน” ซูมาร์ดิ อาเรียนซยาห์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำสำนักงานอินโดนีเซีย กล่าว “บริษัทปลาทูน่ากระป๋องต้องกำหนดเป้าหมายให้ได้คะแนนระดับ 70 หรือมากกว่านี้ เพื่อเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและอยู่รอดได้ ถึงเวลาแล้วที่ผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋องและบริษัทผู้ผลิตต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจของตัวเอง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ปลาทูน่า สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีนโยบายการดำเนินธุรกิจมุ่งไปสู่ความยั่งยืนและยุติการบังคับใช้แรงงาน”

ปริมาณปลาทูน่าที่ลดน้อยลงในปัจจุบันบ่งบอกสถานะของการทำประมงเกินขนาด บัญชีแดงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ได้ขึ้นทะเบียนปลาทูน่าครีบยาว (Thunnus alalunga)และ ปลาทูน่าครีบเหลือง (T. albacares)  อยู่ในสถานะ “ใกล้ถูกคุกคาม” และ ปลาทูน่าตาโต (T. obesus)  อยู่ในข่ายใกล้สูญพันธุ์ [1] นอกจากนี้ รายงานของกรีนพีซยังระบุถึงบริษัทปลาทูน่ากระป๋องหลายแห่งและเป็นส่วนใหญ่ที่ยังจับปลาทูน่าสายพันธุ์ที่สุ่มเสี่ยงเหล่านี้อยู่

ปีที่แล้ว กรีนพีซได้จัดอันดับความยั่งยืนของบริษัทผู้ผลิตปลาทูนากระป๋องในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และแบรนด์ผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋องในไทย  [2] โดยประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหล่านี้ล้วนเป็นผู้นำในการจัดหาวัตถุดิบให้กับบริษัทปลาทูน่ากระป๋อง จัดหาปลาทูน่าส่งให้ตลาดนานาชาติ คิดเป็นมูลค่าส่งออก 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปี 2558 [3]

การสำรวจของปีนี้ กรีนพีซใช้ข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตปลาทูน่ากระป่องรายใหญ่และบริษัทที่ขายปลาทูน่ากระป๋องยี่ห้อดังที่วางขายในภูมิภาคนี้มากกว่า 2 ใน 3 ที่มีอยู่ กรีนพีซได้มีการประเมินข้อมูลจากบริษัทผู้ร่วมการจัดอันดับและเพิ่มกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการบังคับใช้แรงงานและการทำประมงทำลายล้าง ที่ยังคงมีการพบในอุตสาหกรรมนี้ 

“เป็นที่น่าตกใจ จากผลการสำรวจ บริษัทปลาทูน่ากระป๋องในภูมิภาคนี้ พบว่าบริษัท 15 แห่ง ยังจับปลาด้วยการใช้อวนล้อมจับเกือบจะร้อยละ 100” อาเรียนซยาห์ กล่าว “เราจึงพูดได้ว่า บริษัทปลาทูน่ากระป๋องส่วนใหญ่ยังไม่แม้แต่จะพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้อวนล้อม ร่วมกับเครื่องมือล่อปลา (FADs) ซึ่งจะล่อปลาทูน่าครีบเหลืองและปลาทูน่าตาโตวัยอ่อน และสัตว์น้ำพลอยได้ เช่น ฉลามติดอวนมาอีกด้วย การใช้เครื่องมือล่อปลา FADs อยู่นอกเหนือการควบคุม และรัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องแก้ปัญหานี้อย่างเข้มแข็งและจริงจัง” ซูมาร์ดิ กล่าวเพิ่มเติม

บริษัทผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ในอินโดนีเซีย ได้คะแนนดังนี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อัลลิแลนซ์ ฟูดส์ อินโดนีเซีย ได้ 68.88 พอใช้  บริษัทเดโฮ แคนนิ่ง โค แอนด์ จิตรา ราชา อัมปัต แคนนิ่ง ได้ 62.15 พอใช้ และ บริษัทซามุทรา แมนดิรี เซนโตซา ได้ 58.59 พอใช้

ส่วนที่ฟิลิปปินส์ การจัดอันดับบริษัททูปลาน่ากระป๋องครั้งล่าสุด มีแนวโน้มจะวุ่นวายมากเนื่องจากบริษัทปลาทูน่ากระป๋องในประเทศ ไม่มีนโยบายจะประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคต้องได้รับทราบว่า ปลาทูน่าในกระป๋องนั้นมาจากแหล่งจับปลาที่ยั่งยืน ถูกกฎหมายและทำประมงมาด้วยความซื่อสัตย์หรือไม่

“บริษัทผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องของฟิลิปปินส์ต้องอยู่ในมาตรฐานและได้ราคาเทียบเท่ากับของคู่แข่งในตลาดต่างชาติ ซึ่งบริษัทต่างชาติมีสินค้าคุณภาพดีที่มีมาตรการการตรวจสอบย้อนกลับและความเป็นธรรม แต่สถานภาพในปัจจุบันของปลาทูน่ากระป๋องในฟิลิปปินส์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น” วินซ์ ซินเชซ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำสำนักงานฟิลิปปินส์ กล่าว “หากบริษัทผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องต้องการรักษาที่ยืนในตลาดนอกประเทศ ก็ควรต้องตระหนักถึงสถานการณ์ของปลาทูน่าที่เหลืออยู่ในธรรมชาติ เปลี่ยนวิธีประมงจากเรือประมงขนาดใหญ่ไปสู่การทำประมงที่ยั่งยืน ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ได้มีการบังคับใช้แรงงานบนเรือประมง และแจ้งผู้บริโภคอย่างเปิดเผยว่า ปลาทูน่าที่จับมาใส่กระป๋องนั้นสายพันธุ์อะไร” ชินเชซ อธิบาย

“ขั้นตอนแรก บริษัทผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องต้องเปิดเผย โปร่งใส และประชาสัมพันธ์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมให้ผู้บริโภค กล่าวง่ายๆคือ ผู้บริโภคควรต้องรู้และสืบหาด้วยตัวเองด้วยว่า ปลาทูน่ากระป๋องแบรนด์โปรดนั้นน่าเชื่อถือมากแค่ไหน และบริษัทผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องแบรนด์โปรดนั้นมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคมมากเพียงใด” ชินเชซ กล่าวเพิ่มเติม 

บริษัทผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องชั้นนำในฟิลิปปินส์ ได้แก่ โอเชียน แคนนิ่ง คอร์ป อยู่ในระดับ 51.46 พอใช้ บริษัทเซเลเบส แคนนิ่ง ได้ 44.63 พอใช้ และ บริษัทเซนจูรี แปซิฟิก ฟูด อิงค์ ได้ 44.09 พอใช้

การประเมินคุณภาพเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว [4] กรีนพีซพบว่า มีบริษัทหลายแห่งที่ปรับปรุงมาตรฐาน แต่โดยรวมแล้วผลลัพธ์ที่ได้จากการสำรวจ ยังไม่ถึงมาตรฐานที่จะสามารถปกป้องมหาสมุทรและแรงงานบนเรือประมงได้

กรีนพีซเรียกร้องให้แบรนด์ปลาทูน่ากระป๋องและผู้ผลิตทั้งเครือข่าย หันมาจับปลาทูน่าด้วยวิธีที่รับผิดชอบมากขึ้น เช่น ทำประมงด้วยเบ็ดตวัด เบ็ดมือ หรืออวนล้อมที่ไม่ใช้เครื่องมือล่อปลา FADs กรีนพีซนำเสนออย่างจริงจังว่า บริษัทผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรดำเนินการจัดการให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่สาธารณชนเข้าตรวจสอบได้ภายในปี 2563 หรือเร็วกว่านั้น เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลการประมงให้ผู้บริโภคได้รับรู้ให้มากขึ้นถึงแหล่งจับปลาทูน่า ทำประมงที่ไหนและเมื่อไหร่ ด้วยเรือประเภทใด และนำขึ้นฝั่งแปรรูปที่ไหนและเมื่อไหร่

หมายเหตุ

[1] บัญชีแดงของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม ปี 2016-2. <www.iucnredlist.org>. ดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันที่ 21 October 2016. www.iucnredlist.org/search

[2]  www.greenpeace.org/seasia/ph/press/reports/Tuna-Cannery-Ranking-/

[3] แผนที่การประมง: www.trademap.org/Index.aspx

[4] รายงาน “จากทะเลสู่กระป๋อง : การจัดอันดับความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ปลาทูน่า กระป๋องในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2559 http://bit.ly/from-sea-to-can

ไม่มีความคิดเห็นพบ เพิ่มความคิดเห็น

โพสต์ความคิดเห็น 

เพื่อแสดงความคิดเห็นคุณต้องลงชื่อเข้า