ยุติยุคถ่านหิน

ข่าวประชาสัมพันธ์ - มกราคม 21, 2559

โดย จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อุตสาหกรรมถ่านหินเริ่มต้นปีด้วยความลำบาก แม้ว่าจะพอมีเสียงสนับสนุนว่ามันดีกับคนทั่วไปอย่างไร แต่จุดจบของยุคถ่านหินที่ใกล้จะมาถึงนี้ได้กลายเป็นภาพหลอนต่ออุตสาหกรรมถ่านหินและบรรดาผู้ที่บิดเบือนข้อมูล ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ระบุว่า ไม่ใช่ถ่านหิน แต่เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับการขาดแคลนพลังงาน และรายงานฉบับล่าสุดของ IEA ก็ชี้ชัดด้วยว่า ความต้องการใช้ถ่านหินทั่วโลกลดลงเป็นครั้งแรกในรอบสองทศวรรษนี้

ผู้ใช้ถ่านหินรายใหญ่ที่สุดบางแห่งกำลังหาทางยุติการเสพติดถ่านหิน เมื่อเร็วๆนี้ จีนประกาศยุติการขยายเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ในสามปีข้างหน้า และสั่งปิดเหมืองถ่านหินพันแห่ง เนื่องจากจีนต้องเผชิญกับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศมายาวนาน ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯประกาศยุติสัญญาให้เช่าเหมืองถ่านหินของสหพันธรัฐหลายฉบับ พร้อมทบทวนโครงการเหมืองถ่านหินในที่ดินสาธารณะ

ขณะที่ รายงานของโคลสวอร์ม (CoalSwarm) ระบุว่า “โรงไฟฟ้าถ่านหินสองในสามทั่วโลกที่เสนอแผนไว้ตั้งแต่ปี 2553 หยุดเดินเครื่องแล้วหรือไม่ก็ยกเลิกไปแล้ว” สถาบันการเงินนานาชาติหลายแห่ง เช่น ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งสหรัฐอเมริกา กองทุนการคลังของนอร์เวย์ และ ธนาคารยุโรปเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ต่างก็หยุดแผนการลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ในกรณีข้อถกเถียงที่ว่าถ่านหินดีต่อประเทศไทยนั้น เป็นที่ชัดเจนว่าข้อมูลดังกล่าวได้เพิกเฉยต่อเทรนด์โลกที่ไม่เอาถ่านหิน และยังเพิกเฉยต่อผลกระทบที่มีต่อสุขภาพของประชาชน

ไม่กี่ปีมานี้ มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากขึ้นในเชิงวิทยาศาสตร์และการแพทย์ จากความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกิดจาก PM2.5 ซึ่งเป็นฝุ่นอนุภาคขนาดเล็กในอากาศ โดยองค์การอนามัยโลกกำหนดไว้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2556 ว่า อยู่ในกรุ๊ป 1 ของสารที่ก่อมะเร็งและเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง

การศึกษาเรื่อง “ต้นทุนชีวิตโรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย” ที่กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผยแพร่ออกไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 พร้อมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนั้น ระบุว่า มลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 1,500 คนต่อปี จากแบบจำลองชั้นบรรยากาศที่ทันสมัยและข้อมูลดีที่สุดที่มีอยู่เกี่ยวกับสุขภาพและการปล่อยมลพิษทางอากาศ นักวิจัยของเราพบว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP และ Gheco-One ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 360 คนต่อปี ในช่วงการดำเนินงาน 40 ปีของโรงไฟฟ้า

อนุภาคขนาดเล็กมากที่ปลิวจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่น PM2.5 กระจายไปตามกระแสลมได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร และ มีผลต่อสุขภาพของคนและสิ่งแวดล้อม จากรายงาน“ต้นทุนชีวิตโรงไฟฟ้าถ่านหิน” คาดการณ์ว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP และ Gheco-One มีส่วนทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในแหล่งท่องเที่ยวอย่างเกาะเสม็ด เกาะแสมสาร และพัทยา พอๆกับที่สร้างผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในเขตกรุงเทพฯแทบทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน เมื่อมีลมกำลังแรงพัดจากภาคใต้สู่ตะวันตกเฉียงใต้ สภาพการณ์ที่รุนแรงที่สุดช่วงนั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินเพียงสองโรงสามารถเพิ่มระดับของ PM2.5 ในพื้นที่ท่องเที่ยวมากขึ้นถึงร้อยละ 40 และในเขตกรุงเทพฯอีกร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงอื่นๆ ของแต่ละปี

เราทำงานร่วมกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย และสนับสนุนการเรียกร้องเพื่อยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นเวลาที่เราต้องรับฟังเสียงของชาวบ้าน แทนที่จะสนองรับกับอุตสาหกรรมถ่านหินที่กำลังถดถอย ขณะเดียวกัน เราต้องเปิดรับทางเลือกพลังงานต่างๆ ที่ปลอดภัยกว่าและสมเหตุสมผลในทางเศรษฐกิจ

การปฏิเสธว่าถ่านหินไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คน หรือ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั้นคือการปฏิเสธข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ คงจะดีกว่าถ้าหากเรามาร่วมกันสร้างอนาคตพลังงานแทนที่จะติดอยู่ในวังวนของแหล่งพลังงานแห่งอดีต 

ไม่มีความคิดเห็นพบ เพิ่มความคิดเห็น

โพสต์ความคิดเห็น 

เพื่อแสดงความคิดเห็นคุณต้องลงชื่อเข้า