กรีนพีซระบุการปฏิรูปภายในอุตสาหกรรมประมงปลาทูน่ามีความจำเป็นเร่งด่วน

ข่าวประชาสัมพันธ์ - พฤษภาคม 23, 2559
กรุงเทพฯ, 23 พฤษภาคม 2559 - กรีนพีซเรียกร้องบริษัทไทยยูเนี่ยน และอุตสาหกรรมประมงที่เข้าร่วมงานประชุมและนิทรรศการการค้าทูน่าโลกครั้งที่ 14 (the 14th Infofish World Tuna Trade and Conference) ให้เร่งและขจัดการประมงที่ผิดกฎหมายและทำลายล้าง บริษัทไทยยูเนี่ยน ผู้ผลิตปลาทูน่าบรรจุกระป๋องรายใหญ่ที่สุดในโลกมีส่วนพัวพันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำลายสิ่งแวดล้อม และเป็นเป้าหมายของการประท้วงระดับโลกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา [1]

A FAD pictured from above at night while tied up alongside the Esperanza.The Greenpeace ship Esperanza continues on an expedition in the Indian Ocean to peacefully tackle unsustainable fishing. With some tuna stocks in the Indian Ocean, such as Yellowfin, on the brink of collapse due to overfishing, the expedition is exposing destructive fishing methods which contribute to overfishing and harm a range of marine life including sharks and juvenile tuna.

“ผู้บริโภคทั่วโลกสร้างแรงกดดันต่อไทยยูเนี่ยนให้โดยลงมือทำตามสิ่งที่ได้พูดไว้ เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในการปฏิบัติของไทยยูเนี่ยน มิใช่เพียงการประกาศนโยบายอย่างคลุมเครือบนเว็บไซต์เท่านั้น” เกรแฮม ฟรอป หัวหน้าโครงการรณรงค์ด้านตลาดอาหารทะเล กรีนพีซ สหรัฐอเมริกากล่าว

“ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ผู้คนในสหรัฐอเมริกา แคนาดา อิตาลี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ได้นำผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋องของไทยยูเนี่ยนออกจากชั้นวางขายสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ในวันนี้ เราจัดกิจกรรมรณรงค์ที่กรุงเทพฯ เพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงความล้มเหลวของอุตสาหกรรมปลาทูน่าทั่วโลก”

งานประชุมและนิทรรศการการค้าทูน่าโลกครั้งที่ 14  ดังกล่าวจัดขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตประมง หลังจากคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปมีคำเตือนเรื่องการขาดมาตรการที่เพียงพอในการต่อสู้การประมงผิดกฎหมาย ไม่มีการรายงานและขาดการควบคุม (IUU fishing)

กรีนพีซเรียกร้องไทยยูเนี่ยนให้กำหนดกรอบเวลา เป้าหมาย และรายละเอียดขั้นตอนที่ชัดเจนของแผนปฎิบัติงานที่ไทยยูเนี่ยนจะใช้ในการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานของตนเอง และหยุดการทำประมงเกินขนาด การทำประมงแบบทำลายล้าง เช่น การล่าฉลามเพื่อเอาครีบ การทำประมงแบบผิดกฎหมาย ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“ไทยยูเนี่ยนต้องขจัดปัญหาการทำประมงแบบทำลายล้าง และให้ความสำคัญด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และสร้างมาตรฐานด้านแรงงานที่ครอบคลุมถึงแรงงานบนเรือประมง เราจะไม่หยุดงานรณรงค์จนกว่าไทยยูเนี่ยนจะสามารถแสดงความโปร่งใสของกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล ตั้งแต่กระบวนการจับจนมาถึงจานอาหารของผู้บริโภค” อัญชลี พิพัฒนวัฒนากุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

ปลาทูน่าส่วนใหญ่ของไทยยูเนี่ยนยังถูกจับด้วยเครื่องมือเบ็ดราวแบบเดิม (ไม่มีอุปกรณ์ที่ช่วยลดปัญหาการจับสัตว์น้ำพลอยได้)และใช้อวนล้อมจับร่วมกับอุปกรณ์ล่อปลา(FADs) กรีนพีซ และองค์กรอื่นๆ เช่น Monterey Bay Aquarium Seafood Watch Program, SeaChoice, Marine Conservation Society และ The Safina Center ไม่ได้จัดให้วิธีทำประมงดังกล่าวนี้เป็นการทำประมงแบบยั่งยืน [2]

Crew members retrieve a FAD from the Indian Ocean.The Greenpeace ship Esperanza continues to recover FADs on an expedition in the Indian Ocean to peacefully tackle unsustainable fishing. The marine snares recovered have all been placed by vessels  supplying Thai Union. With some tuna stocks in the Indian Ocean, such as Yellowfin, on the brink of collapse due to overfishing, the expedition is exposing destructive fishing methods which contribute to overfishing and harm a range of marine life including sharks and juvenile tuna.

ขณะนี้เรือเอสเพอรันซาของกรีนพีซอยู่ในมหาสมุทรอินเดียเพื่อเก็บเครื่องมือประมงแบบทำลายล้างรวมทั้งอุปกรณ์ล่อปลาของผู้จัดหาวัตถุดิบของไทยยูเนี่ยนขึ้นมาถอดชิ้นส่วน ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคทั่วโลกกว่า 370,000 คนได้ร่วมลงชื่อเรียกร้องถึงไทยยูเนี่ยนให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและเป็นผู้นำปกป้องมหาสมุทร

“นี่คือจุดเริ่มต้นหลังจากที่ปัญหามากมายเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทย นี่คือห้วงเวลาเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรมการประมงที่มีความหมาย ทั่วโลกกำลังจ้องดูว่าไทยยูเนี่ยนจะใช้ภาวะความเป็นผู้นำด้านการตลาดเพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมปลาทูน่าโลกและปกป้องความอุดมสมบูรณ์ของมหาสมุทรและการสร้างความมั่นใจให้ได้ว่าแรงงานบนเรือประมงได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม หรือไม่ นี่คือการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงที่เราต้องการเห็นจากไทยยูเนี่ยน” อัญชลี กล่าวสรุป

หมายเหตุ

[1] หนึ่งในห้าของปลากระป๋องทูน่าทั่วโลกมาจากไทยยูเนี่ยน ไทยยูเนี่ยนเป็นเจ้าของแบรนด์ปลาทูน่ากระป๋องทั่วโลกรวมถึง John West (สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์) Chicken of the Sea (สหราชอาณาจักร), Petit Navire (ฝรั่งเศส), Mareblu (อิตาลี) and Sealect (ไทย) ไทยยูเนี่ยนยังเป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบให้ให้บริษัทอื่นรวมถึง Mars ที่เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์แบรนด์ Whiskas

[2] รายงานย่อของกรีนพีซเรื่องการแจ้งเตือนลูกค้าของไทยยูเนี่ยน

[3] http://tuna.greenpeace.org/en

[4] ข้อเรียกร้องของกรีนพีซต่อผู้ค้าปลีก เจ้าของผลิตภัณฑ์และบริษัทอุตสาหกรรมปลาทูน่าว่าด้วยความยั่งยืน แรงงานและความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน

ไม่มีความคิดเห็นพบ เพิ่มความคิดเห็น

โพสต์ความคิดเห็น 

เพื่อแสดงความคิดเห็นคุณต้องลงชื่อเข้า