กรณีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ พร้อมพวกอีก 3 คนเดินทางเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาและจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าในเวลาต่อมาพบหลักฐานการล่าสัตว์ จึงทำการจับกุมเพื่อส่งคดี สภอ.ทองผาภูมิ นายเปรมชัย กรรณสูตและพวกปฏิเสธข้อกล่าวหาและได้รับการปล่อยตัวเป็นการชั่วคราวในระหว่างการสอบสวนโดยศาลให้ประกันตัวแล้วด้วยวงเงินคนละ 150,000 บาท กลายเป็นคำถามใหญ่ของคนในสังคมว่าอิทธิพลและสถานะทางธุรกิจอันใหญ่โตของผู้ต้องหาจะส่งผลต่อกระบวนการสืบสวนและดำเนินคดีทางกฏหมายอย่างไร จะนำไปสู่บรรทัดฐานที่โปร่งใสเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรมของไทยหรือไม่

การที่คนระดับซีอีโอ(CEO) ขององค์กรธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่าง บจม.อิตาเลียนไทย ซึ่งเป็นรายใหญ่ในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่รวมถึงเขื่อนผลิตไฟฟ้าและโรงไฟฟ้าถ่านหิน เข้าไปมีส่วนพัวพันกับกรณีอื้อฉาวข้างต้น แม้ยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดีในชั้นศาล เรายังอาจตั้งคำถามภายใต้กรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance)ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของซีอีโอได้ในขณะเดียวกัน

ในโลกปัจจุบันที่การพัฒนาที่ยั่งยืนถูกผนวกเข้าไปในวาระหลักของการดำเนินงานของบรรษัทและองค์ธุรกิจทั่วโลกรวมถึงตลาดทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ก.ล.ต.) ระบุว่า “เป้าหมายตลาดทุนที่ต้องมีคือ หากต้องการเติบโตและอยู่ได้อย่างยั่งยืน การดำเนินงานของตลาดทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องไม่ละเลยประโยชน์และผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ใช่เพื่อผลกำไรทางธุรกิจหรือประโยชน์เฉพาะแก่บุคคลบางกลุ่มอีกต่อไป กลยุทธ์ในการดำเนินงานจึงต้องกว้างไกลออกไปรวมถึงสังคม สิ่งแวดล้อมและโลกที่เราอยู่ด้วย”

แนวปฏิบัติที่ ก.ล.ต. นำมาใช้คือ แผนพัฒนาความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน(Sustainability Development Roadmap) ในส่วนของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตลาดหลักทรัพย์ได้รณรงค์และส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์โดยเสนอหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี 15 ข้อ และมีการปรับปรุงตามหลักการกำกับดูแลกิจการของ The Organization for Economic Co-Operation and Development ในปี 2545 ข้อเสนอแนะของธนาคารโลกในปี 2549 และปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ ASEAN Corporate Governance Scorecard (ASEAN CG Scorecard) ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้วัดระดับ “การกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน” สำหรับประเทศในกลุ่ม ASEAN ในปี 2555

หนึ่งในตัวอย่างแบบประเมินการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือ แบบประเมิน CEO ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นการประเมินที่เน้นไปที่ความเป็นผู้นำและผลงานทางธุรกิจ แต่มีเกณฑ์ประเมินในข้อที่ 10 ว่าด้วยความสัมพันธ์กับภายนอกและคุณลักษณะส่วนตัวของ CEO ดังนี้คือ

ความสัมพันธ์กับภายนอก

  1. CEO ของบริษัทในการสื่อสารต่อผู้มีส่วนได้เสียรวมถึงองค์กรและกลุ่มชุมชนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล
  2. CEO ได้จัดการกับประเด็นการประชาสัมพันธ์อย่างมืออาชีพ สร้างค่านิยมและภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กร และลดประเด็นปัญหาต่างๆ จากชุมชนและสาธารณชนทั่วไป
  3. CEO ได้ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัท รวมทั้งสร้างความตระหนักในผลิตภัณฑ์และบริการขององค์กรที่เสนอให้กับชุมชนและสาธารณชนทั่วไป

คุณลักษณะส่วนตัว

  1. CEO มีการสร้างภาพลักษณ์ที่มีผลเชิงบวกต่อบริษัทรวมถึงแสดงบุคลิกภาพ การมองการณ์ไกล และทัศนคติที่ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียให้ความเชื่อถือและให้การสนับสนุน
  2. CEO ได้รักษาไว้ซึ่งมาตรฐานระดับสูงทางจริยธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต รวมถึงความสมดุลในการบริหารเวลาและการลำดับความสำคัญทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ออกแบบประเมิน CEO บางส่วนข้างต้น ให้ CEO ประเมินตนเองหรือให้กรรมการพิจารณาค่าตอบแทนหรือกรรมการบริษัทประเมินเป็นรายบุคคลหรือประเมินรวมทั้งคณะก็ตาม แต่ประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ถือหุ้น กลุ่มประชาสังคมและสื่อมวลชนที่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็สามารถใช้เกณฑ์เหล่านี้มาหยิบยกเพื่อตั้งคำถามวงกว้างเรื่องจริยธรรมของ CEO กรณีการล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกหรือเรื่องอื่นๆ รวมถึงการนำเสนอเกณฑ์อื่นๆ ต่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบและภาระรับผิดของผู้นำองค์กรธุรกิจได้

การตรวจสอบจับตาพฤติกรรมของบรรษัทและผู้นำองค์กรธุรกิจเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในปี 2560 ที่ผ่านมา นิตยสารฟอร์จูนได้รายงานและจัดลำดับประจำปีว่าด้วย “10 เรื่องอื้อฉาวใหญ่ของธุรกิจโลก” ซึ่งประกอบด้วยกรณีการคอรัปชั่น การติดสินบนและการคุกคามทางเพศไปจนถึงการกำกับดูแลกิจการที่ผิดพลาดของผู้นำของบรรษัทชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก

การทำงานร่วมกันของกลุ่มต่างๆ ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคมไทยเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อจับตาและตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัท ตลาดทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้นำที่มุ่งผลกำไรทางธุรกิจหรือประโยชน์เฉพาะแก่บุคคลบางกลุ่มและละเลยผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและผู้มีส่วนได้เสีย

ในขณะที่ สังคมไทยกำลังจับตาดูผลของการสืบสวนและการดำเนินคดีอย่างโปร่งใสและถึงที่สุดกรณีการล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก เรื่องราวของพฤติกรรมของผู้นำบริษัทเอกชนรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ได้ถูกบันทึกไว้ในฐานะหนึ่งใน “เรื่องอื้อฉาว” แห่งปีไปแล้ว

บทความโดย ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่