ท่ามกลางวิกฤตมลพิษพลาสติกในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการเรียกร้องให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งก็ยังไม่ตอบโจทย์ความเร่งด่วนของปัญหานี้ได้ดีเท่าที่ควร ภาคธุรกิจซึ่งเป็นผู้ผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งจึงจำเป็นต้องก้าวมาเป็นหนึ่งในคนจัดการปัญหาพลาสติกไปพร้อม ๆ กับกระบวนการจัดการของภาครัฐและพฤติกรรมลดใช้ของผู้บริโภค 

Dispensers of dried food products at a refill station.
Waitrose supermarket Unpacked scheme offers customers a range of unpackaged products with the aim of saving thousands of tonnes of unnecessary plastic. Refillable zones have dispensers for customers to refill their own containers.

แล้วทำไมภาคธุรกิจจึงต้องร่วมมือแก้ไขปัญหานี้?

ข้อมูลจากผลการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติก (Brand Audit) ซึ่งตรวจสอบโดยกรีนพีซประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่า 5 อันดับแรกของขยะพลาสติก คือ บรรจุภัณฑ์พลาสติกใส่อาหาร 1,333 ชิ้น ฝาขวดพลาสติก 1,251 ชิ้น ขวดใส 844 ชิ้น ฉลากพลาสติก 483 ชิ้น และกล่องเครื่องดื่ม 471 ชิ้น ขยะพลาสติกเหล่านี้ที่เราพบตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม อาจไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากการทิ้งไม่เป็นที่ของผู้บริโภค หรือมาจากถังขยะภายในบ้านก่อนที่จะถูกนำไปจัดการอย่างเหมาะสม แต่ที่รู้อย่างแน่ชัดคือ มันเกิดจากการผลิตของผู้ผลิตทั้งสิ้น และการทิ้งขยะลงถัง ไม่ได้หมายความว่า พวกมันจะไม่หลุดรอดลงสู่สิ่งแวดล้อม 

Brand Audit in Chiang Mai กรีนพีซจัดกิจกรรม เก็บ สังเกต บันทึก รู้จักที่มาของขยะผ่านแบรนด์
นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอาสาสมัครกรีนพีซร่วมกันเก็บขยะบริเวณอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ทางขึ้นดอยสุเทพ ถนนศรีวิชัย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และสำรวจแบรนด์จากขยะพลาสติกที่พบ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า บรรจุภัณฑ์สินค้าไม่ได้จบที่ชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาเก็ต แต่บรรจุภัณฑ์เหล่านั้นกลับไปปรากฎในสิ่งแวดล้อมแทน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ผู้ผลิตจะต้องคำนวณต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมเข้าไปในต้นทุนการผลิตสินค้าด้วย 

สิ่งที่ภาคธุรกิจทำได้คือ ลดการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งลง และเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์แบบนำกลับมาใช้ซ้ำได้และเพิ่มวิธีการเติม (Refill) 

แม้ว่าในปีนี้ (2562) เราพอจะเห็นการตื่นตัวของภาคธุรกิจในการออกมารณรงค์ให้ลูกค้าไม่รับถุงพลาสติก และให้หันมาพกถุงผ้าแทน แรงจูงใจคือการเพิ่มคะแนนสะสม ซึ่งเมื่อขึ้นชื่อว่ามันคือการปรับเปลี่ยนแบบสมัครใจ เราก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีถุงพลาสติกลดลงมากเท่าไหร่ในแต่ละปี และในขณะที่มลพิษพลาสติกถือเป็นวาระเร่งด่วนมาก การค่อย ๆ ลดโดยภาคประชาชนนั้นทำให้ไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่า การแก้ปัญหาแบบนี้จะเร็วพอที่จะช่วยแก้ไขหรือช่วยให้วิกฤตบรรเทาเบาลงได้ 

Apples being weighed on scales.
Waitrose supermarket Unpacked scheme offers customers a range of unpackaged products with the aim of saving thousands of tonnes of unnecessary plastic. Refillable zones have dispensers for customers to refill their own containers.

ภาคธุรกิจแจกพลาสติกให้เราใช้มากแค่ไหน?

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในแต่ละปีมีถุงพลาสติกเข้ามาในระบบถึง 45,000 พันล้านชิ้นแบ่งเป็นตลาดสด 18,000 พันล้านชิ้น (40%) ร้านขายของชำ 400,000 ร้านทั้งประเทศ 13,500 พันล้านชิ้น(30%) และอีก 13,500 พันล้านชิ้น(30%) อยู่ในภาคธุรกิจร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า 16,330 แห่ง ทั้งหมดนี้คือต้นทางของมลพิษพลาสติกทั้งสิ้น และถ้ามีขยะพลาสติกเพียงร้อยละ 9 เท่านั้นที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ นั่นหมายความว่าจะมีถุงพลาสติกเกือบ 40,000 ชิ้นตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือไปจบที่หลุดฝังกลบ 

เมื่อคิดถึงว่าขยะพลาสติกในปัจจุบันไม่ได้มีแค่ถุงพลาสติกเท่านั้น แต่รวมถึงบรรจุภัณฑ์สินค้า ซึ่งจากการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติกของกรีนพีซพบว่ามีถึง 5,485 ชิ้น(ร้อยละ 90) และยังมีขยะประเภทอื่นๆ เช่นของใช้ส่วนตัว 186 ชิ้น (3%) อุปกรณ์สำหรับการสูบบุหรี่ 231 ชิ้น (ร้อยละ 3.8) สินค้าอุปโภคบริโภค 188 ชิ้น (ร้อยละ 3) เป็นต้น 

Apples in plastic bags in a supermarket.

ข้อมูลทั้งหมดนี้ชี้ให้เราเห็นว่า มลพิษพลาสติกในปัจจุบันจึงต้องการความรับผิดชอบของผู้ผลิต ซึ่งเป็นต้นทางของขยะมาจัดการปัญหา ในเมื่อผู้ผลิตคือคนที่สร้างขยะเหล่านี้ขึ้นมา ทำไมจึงต้องเป็นผู้บริโภคที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงฝ่ายเดียวด้วย ผู้ผลิตไม่ควรลอยตัวเหนือปัญหา แล้วผลักภาระการจัดการมลพิษพลาสติกไปให้ภาครัฐและภาคประชาชนเพียงอย่างเดียว 

ในยุคปัจจุบัน เราเชื่อว่าผู้ผลิตมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวไปไกลกว่าการรณรงค์เพียงอย่างเดียวแล้ว เพราะทางออกของปัญหามลพิษพลาสติกคือ การหยุดวัฒนธรรมการทิ้งขว้าง (Throw-away culture) ด้วยการริเริ่มใช้บรรจุภัณฑ์แบบนำกลับมาใช้ใหม่ และเปิดร้านค้าแบบเติม (refill) โดยบรรจุภัณฑ์และร้านค้าแบบเติมนั้นควรอยู่ภายใต้แนวทางการแก้ไขวิกฤตการณ์มลพิษพลาสติก ดังนี้ 

Seoul office created ‘Plastic Zero Grocery store map’ with volunteers in April and ‘Mangwon market’ is one of the places in the Map. In this traditional market, people can purchase many items with their own carrier bags to avoid plastic package. Also, this market runs a campaign called ‘Almaeng’ meaning packaging free. The market tries to encourage people to shop without plastic bags in many ways such as rending eco-bags for free and providing discount coupons once customers bring their own containers.

ราคาที่เอื้อมถึง

ผู้ผลิตจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของวัสดุบรรจุภัณฑ์สำหรับเติม หรือที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้รวมถึงการเก็บคืน และไม่ผลิตบรรจุภัณฑ์แบบเติมที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อตอบสนองลูกค้าพรีเมี่ยมเพียงแค่บางกลุ่มเท่านั้น 

เรียบง่าย

การเปลี่ยนไปใช้ระบบการเกษตรอินทรีย์ท้องถิ่น ที่ออกแบบมาตามหลักการทางนิเวศวิทยาจะรวมถึงการบริโภคอาหารที่เกษตรกรใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อลดขั้นตอนการใช้บรรจุภัณฑ์และการขนส่ง

ไม่มีสารเคมีอันตราย

บรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำควรปลอดภัยจากสารเคมีอันตราย และไปให้ไกลกว่าการลดใช้สารเคมีชนิดที่กฎหมายบังคับไว้ แต่คำนึงถึงสารพิษทุกชนิดที่อาจก่อให้เกิดอันตราย

เป็นธรรม

ระบบใช้ซ้ำควรให้ความสำคัญกับการผลิต พนักงานส่งของ และธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงผู้บริโภคมากกว่าผลกำไรของตน

คงทน

วัสดุควรมีอายุยาวนานและแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

สะดวก

บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ควรเก็บคืนได้ และบริษัทควรรับผิดชอบในการออกแบบระบบการเก็บรวบรวม เพื่อให้แน่ใจว่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำจะไม่กลายเป็นขยะสู่สิ่งแวดล้อม ผู้ค้าปลีกควรอนุญาตให้ลูกค้านำภาชนะของตนมาใช้ได้ รวมทั้งเสนอทางเลือกที่ยั่งยืนให้ผู้บริโภคได้