นับแต่โลกก้าวล่วงเข้าสู่ปี 2563 เราก็ไม่อาจกลับไปสู่โลกเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ได้อีกเลย 

และวันพุธที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นวันธรรมดาของใครหลายคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่เป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตของทุกคนไปตลอดกาล เมื่อนายกรัฐมนตรีฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรและล็อกดาวน์ทั่วประเทศตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับที่ 1 

โจทย์ที่ว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมารับมือโรคอุบัติใหม่นี้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงมลพิษทางอากาศอย่างไร กรีนพีซจึงใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมวิเคราะห์ถึงแหล่งกำเนิดมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ในประเทศไทย 

เป็นที่รู้กันว่าก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เป็นสารตั้งต้นของฝุ่น PM2.5 เกิดขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และเป็นหนึ่งในมลพิษทางอากาศหลักที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ 

จากรายงานวิเคราะห์ของกรีนพีซ มีข้อชวนคิด ดังนี้

ส่องกระจก

เมื่อดูกราฟเปรียบเทียบปี 2561-2562 กับ ปี 2563 ซึ่งเป็นปีแรกที่ประกาศมาตรการล็อกดาวน์เพื่อรับมือกับโควิด-19 ในกรุงเทพฯ สระบุรี อยุธยา เชียงใหม่ ลำปาง แม่เมาะ มาบตาพุดและกระบี่ ซึ่งเป็น 8 พื้นที่ที่มีการวิเคราะห์ พบว่า  มาตราการล็อกดาวน์ไม่สัมพันธ์กับการกระจายตัวของปริมาณมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ กล่าวคือ บางพื้นที่ มลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ลดลงในช่วงล็อกดาวน์ ขณะที่ บางพื้นที่มีมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบปี 2563 กับ 2564(โดยใช้ปี 2561-2562 เป็นปีฐาน) จะพบประเด็นที่น่าสนใจคือ มลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์หวนกลับมาเพิ่มขึ้นในมาบตาพุด (+24%) สระบุรี(+22%) กรุงเทพฯ (+17%) ลำปาง (+13%) และโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะ (+8%) ในขณะที่เชียงใหม่และกระบี่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่า 5%

โดยต้องไม่ลืมว่าบางพื้นที่อย่างสระบุรีที่เพิ่มขึ้นมาถึงร้อยละ 22 นั้นเป็นการเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีการเพิ่มขึ้นอยู่แล้วร้อยละ 11 จากค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2561-2562 ก่อนโควิด-19 จะระบาดในไทย 

Activists hold placards sending message to Thai government to tackle air pollution problem.

Greenpeace Thailand together with EnLaw, EARTH, BioThai, Foundation for Consumers, Friend Zone, Mayday, Climate Strike Thailand and civil society today call on Thai government to take urgent steps to combat the PM2.5 levels in Thailand’s air.
© Wason Wanichakorn / Greenpeace

ภาพสะท้อน 

ภาพสะท้อนที่ 1 : ผู้ก่อมลพิษทางอากาศช่วงโควิด-19

ในหลายพื้นที่ที่มลพิษเพิ่มขึ้นช่วงมาตรการล็อกดาวน์ครั้งแรกในปี 2563 เป็นเขตอุตสาหกรรม ขณะที่เขตเมืองมลพิษลดลงอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่น มาบตาพุด จังหวัดระยอง มลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ช่วงครึ่งปีแรกระหว่างปี 2561 2562 2563 และ 2564 นั้นเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดแม้จะมีมาตรการล็อกดาวน์ออกมาถึงสองครั้งและเพิ่มขึ้นมากที่สุดในบรรดาพื้นที่ที่เราวิเคราะห์ ลดหลั่นลงมาเป็นสระบุรีซึ่งมีสถานการณ์มลพิษเช่นเดียวกับมาบตาพุด กรุงเทพฯ ลำปาง อยุธยาและกระบี่

ข้อมูลที่เที่ยงตรงและมีรายละเอียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศนี้จากเครื่องมือวัด TROPOMI บนดาวเทียม Sentinel 5P ทำให้เราสามารถระบุจุดที่มีการปล่อยมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ได้ นั่นหมายถึง การบ่งชี้ตัวการสำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายและทำลายสุขภาพประชาชน 

ภาพเก่าที่เราคุ้นเคย

ภาพนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้เห็น หากได้ติดตามเรื่องมลพิษทางอากาศจะพบว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง  แล้วลองเสิร์ชหาคีย์เวิร์ดดูจะพบว่า 

พูดถึง ‘ประชาชน’ ทั้งหมด 29 ครั้ง 

พูดถึง ‘อุตสาหกรรม’ ทั้งหมด 27 ครั้งโดยเป็นคำว่า ‘โรงงานอุตสากรรม’ ทั้งหมด 10 ครั้งและ ‘กระทรวงอุตสาหกรรม’ ทั้งหมด 7 ครั้ง

โดยมาตรการระยะต่างๆ เพื่อควบคุมและลดมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมนั้นมีทั้งหมด 2 ย่อหน้า 

ส่วนภาคครัวเรือนนั้นมีทั้งสิ้น 8 หน้ากระดาษ

นี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมการยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศทั่วไปของไทย และการผลักดันกฏหมายที่บรรษัทใหญ่ต้องขยายความรับผิดรวมถึงการออกกฏหมาย PRTR ที่คำนึงถึงสิทธิชุมชนจึงเป็นไปได้ยากแม้จะมีเหตุผลร้อยแปดประการมาสนับสนุนว่าควรผลักดันให้ปรับยกระดับหรือออกกฏหมายมาก็ตาม 

แอปพลิเคชัน NRCT AQIC จะแสดงคุณภาพอากาศที่วัดได้จากเครื่องวัดคุณภาพอากาศ (Dustboy) ในแต่ละพื้นที่ ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกันติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศ (Dustboy) ในกิจกรรม “ขออากาศดีคืนมา on tour” ซึ่งจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนทราบค่าคุณภาพอากาศในบริเวณโรงเรียน และปกป้องสุขภาพของนักเรียนได้ทันท่วงที

ภาพสะท้อนที่ 2 : 2 มัจจุราชใต้จมูก 

มีสำนวนอังกฤษที่ว่า ‘the problem is right under your nose’ หรือหากเป็นของไทยก็น่าจะประมาณว่า ‘ปัญหาอยู่ที่ปลายจมูก’ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีความหมายเชิงนัยว่า ปัญหาอยู่ใกล้มากแต่กลับมองไม่เห็น 

โควิด-19 และมลพิษทางอากาศนั้นน่าจะเป็นปัญหา ‘ใต้จมูก’ ทั้งในเชิงสัญญะและกายยะ กล่าวคืออยู่เพียงปลายจมูก ใกล้ตัวทำให้เกิดภัยต่อสุขภาพเราได้จริงแต่กลับไม่สามารถมองเห็นได้และในบางบริบทของภาครัฐก็อาจเลือกที่จะไม่มอง 

ในฐานะบุคคลหนึ่งที่ติดตามประเด็นมลพิษทางอากาศ หนึ่งในหัวข้อที่เกิดการถกเถียงกันมากนับตั้งแต่ต้นปีที่โลกได้รู้จักโควิด-19 คือ ไวรัสดังกล่าวข้อเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศอย่างไร เนื่องจากทั้งสองสิ่งนี้ต่างเป็นภัยต่อระบบทางเดินหายใจของคนเราทั้งสิ้น 

มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตคนทั่วโลก 7 ล้านคนทุกปีและโควิด-19 ก็เป็นโรคอุบัติใหม่ที่คร่าชีวิตคนไปไม่น้อยเช่นกัน อย่างไรก็ตามเราไม่อาจนำสองสิ่งนี้มาเปรียบเทียบว่าอะไรรุนแรงน้อยกว่าอะไรเพราะ ทั้งสองสิ่งนี้ต่างเป็น ‘มัจจุราชใต้จมูก’ คนไทยและตัวเลขต่างๆ ที่ปรากฏในหน้าจอหมายถึงชีวิตของผู้คนที่สูญเสียและครอบครัวญาติมิตรอีกมากมายที่ต้องใจสลาย 

Activists hold placards sending message to Thai government to tackle air pollution problem.

Greenpeace Thailand together with EnLaw, EARTH, BioThai, Foundation for Consumers, Friend Zone, Mayday, Climate Strike Thailand and civil society today call on Thai government to take urgent steps to combat the PM2.5 levels in Thailand’s air.

คนไทยต้องอยู่กับมัจจุราชใต้จมูกมาตลอดทั้งรู้ตัวก็ดีไม่รู้ตัวก็ดีที่ชื่อ ‘มลพิษทางอากาศ’ มาตลอดหลายสิบปี และมัจจุราชใต้จมูกตัวที่สองที่ชื่อ ‘โควิด-19’ เพิ่มมาอีก 2 ปี จากคำพูดขององค์การอนามัยโลกเล่าถึงความเชื่อมโยงระหว่างมัจจุราชทั้งสองตนว่า

“หากรู้ว่าการสัมผัสอากาศที่เป็นพิษเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคระบบทางเดินหายใจและเมื่อโควิด-19 เป็นโรคระบบทางเดินหายใจก็จะรู้ว่าเราเพิ่มความไวต่อการรับเชื้อและความเปราะบางของเราเอง”

อาจพูดได้ว่า ในประเทศที่จัดการปัญหามลพิษทางอากาศแย่ๆ  เมื่อเจอกับวิกฤตการระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจ ความแข็งแรงของประชากรในประเทศนั้นๆ ไม่ได้เริ่มจาก 0 แต่จริงๆ แล้วอาจเริ่มจากติดลบเพราะในระหว่างทางก่อนหน้านั้นได้จ่ายสุขภาพของตัวเองเป็นต้นทุนมลพิษไปแล้วนั่นเอง 

จะไม่มีใครปลอดภัยหากทุกคนไม่ปลอดภัย  จะไม่มีสังคมใดที่แข็งแรงหากไม่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี 

Air Pollution in Bangkok. © Chanklang  Kanthong / Greenpeace
ขออากาศดีคืนมา

กรีนพีซเสนอให้กรมควบคุมมลพิษยกร่างมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศสำหรับประเทศไทยขึ้นใหม่

มีส่วนร่วม